แม่สาวเข็มเงิน – ตอนที่ 231 หมอหญิง

เมื่อช่างชือจื่อพูดมาแบบนี้ หลิงเฟิ่งเองก็รู้สึกลนลานเล็กน้อย นางพยายามนึกย้อนกลับไป “ข้าน้อยจำได้แค่ว่าขอทานคนนั้นกดร่มลงมาบดบังใบหน้าตลอดเวลา ข้าจึงไม่เห็นว่านางหน้าตาเป็นเช่นไรเจ้าค่ะ แต่ว่าพี่ชายของขอทานคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาเอาการจริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้อายุยังไม่มากก็หล่อเหลาได้ขนาดนี้ คิด ๆ ดูแล้วไม่รู้ว่าต่อไปจะมีสาวเล็กสาวใหญ่สักกี่คนที่มาหลงเสน่ห์เขานะเจ้าคะ”

ช่างชือจื่อยิ่งนั่งไม่ติดมากกว่าเดิม นางมองสายฝนด้านนอกที่ยังคงโปรยปรายพลางกัดฟันพูดออกมา “งั้นไป เราไปดูขอทานนั่นกัน เราไปดูแม่นางคนนั้นกับตาจะได้รู้ไปเลย ถึงยังไงตอนนั้นนางก็เปียกฝน ข้าในฐานะน้องสาวของพี่ชายกงก็ต้องไปแสดงมิตรภาพของเจ้าของบ้านที่มีต่อแขกสักหน่อย”

หลิงเฟิ่งพูดอย่างลังเล “คุณหนูเจ้าคะ แต่ข้างนอกฝนยังตกหนักอยู่เลยนะเจ้าคะ”

ช่างชือจื่อกลับพูดอย่างดื้อรั้น “ฝนตกหนักก็ไม่เห็นเป็นไร กางร่มก็ได้แล้ว”

หลิงเฟิ่งรู้ว่าครั้งนี้คุณหนูของนางแอบหนีออกมาโดยพลการ ถึงแม้ว่าคนที่บ้านอาจจะไม่ลงโทษคุณหนู แต่ถ้าหากว่านางดูแลคุณหนูไม่ดีพอ ทำให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นกับคุณหนู หากว่ากลับไปแล้ว คนที่บ้านจะต้องลงโทษนางที่เป็นสาวใช้ติดตามอย่างแน่นอน

หลิงเฟิ่งตั้งสติได้ จากนั้นนางพูดขึ้น “คุณหนูลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าคุณชายมักมีสาวใช้ที่ช่วยปรนนิบัติเรื่องข้าวปลาอาหารและเครื่องดื่มอยู่ข้างกายเขา แม่นางคนนั้นชื่อฝูฉู ปีก่อนคุณหนูยังให้ปิ่นปักผมหยกกับนางอยู่เลย ข้าน้อยไปถามนางก็เท่ากับว่าเรารู้ทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ ?”

ช่างชือจื่อยังอยากพูดอะไรต่อ นางมีสีหน้าที่คาดไม่ถึง แต่หลิงเฟิ่งกลับรีบพูดขึ้นมาเสียก่อน “คุณหนูเจ้าขา คนสูงศักดิ์เขาไม่นั่งกันที่ชายคาห้องหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูอยู่ในสถานะอะไร ถ้าหากว่าคุณหนูติดหวัดจากเด็กสาวที่เหมือนขอทานคนนั้น แบบนั้นคุณชายคงเป็นห่วงคุณหนูแย่เลย”

ช่างชือจื่อรู้สึกว่าคำพูดนี้รื่นหูมาก จึงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น “ช่างเถอะ ถือว่าทำเพื่อพี่ชายกงก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบไปถามฝูฉูเร็วเข้าสิ” นางครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นก็พูดต่อ “นำสร้อยข้อมือหยกที่เพิ่งได้มาใหม่ที่อยู่ในกล่องเครื่องสำอางของข้าพกติดตัวไปด้วย ปล่อยให้เจ้าไปมือเปล่ามันจะดูไม่ค่อยดีนัก”

หลิงเฟิ่งอ้าปาก นางอยากบอกคุณหนูว่าคุณชายหลีเป็นคนมอบสร้อยข้อมือหยกอันนี้ให้ไม่ใช่หรอกหรือ ? แต่เมื่อเห็นสีหน้าหงุดหงิดของช่างชือจื่อ หลิงเฟิ่งก็ไม่ได้พูดคำพูดนี้ออกไป นางรีบถอนสายบัวแล้วไปเปิดกล่องเครื่องประดับเพื่อหาสร้อยข้อมือหยกอันนั้น เมื่อหาเจอแล้วก็ห่อมันด้วยผ้าไหมแล้วกางร่มออกไปหาฝูฉูทันที

ช่างชื่อจื่อเดินถือน้ำชาไปนั่งบนเก้าอี้เพื่อรอหลิงเฟิ่งถามข่าวคราวกลับมาให้นาง แต่เวลายังผ่านไปไม่เท่าไหร่ หลิงเฟิ่งก็รีบกลับมาพร้อมสีหน้าหวาดกลัว อีกทั้งนางยังถือผ้าไหมที่ใช้ห่อสร้อยข้อมือหยกอยู่ในมืออีกด้วย

ช่างชือจื่อรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “อะไร ฝูฉูไม่ยอมรับไว้รึ ? นางไม่ชอบที่ของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกินไปหรืออะไร” ครั้งนี้นางออกมาอย่างเร่งรีบ จึงพกแต่เครื่องประดับเพียงแค่ชิ้นที่ตัวเองรักเท่านั้น ตอนนี้นางจึงเริ่มครุ่นคิดว่าจะให้ของอะไรกับฝูฉูดี “ถ้าอย่างนั้น เจ้าเอาจี้หยกที่ท่านย่าให้ข้าเมื่อวันเกิดปีที่แล้วไปก็ได้”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะคุณหนู” หลิงเฟิ่งส่ายหน้าอย่างหวาดหวั่น “ข้าน้อยออกไปสอบถามเกี่ยวกับที่พักของฝูฉู แต่ได้ยินว่าฝูฉูเหมือนจะก่อเรื่องอะไรสักอย่างและถูกคุณชายลงโทษให้กลับไปที่เมืองใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”

ช่างชือจื่อมึนงง “ฝูฉูถูกลงโทษอย่างนั้นรึ ? ข้าคิดว่าพี่ชายกงจะแต่งตั้งนางเป็นหนึ่งในภรรยารองเสียอีกนะ” ช่างชือจื่อตระหนักได้ว่าตัวเองพลั้งปากพูดอะไรไม่สมควรออกไปจึงรีบปิดปาก แต่กลับเผยรอยยิ้มหวานออกมาให้เห็นซะอย่างนั้น

“แต่ก็นะ หึ ๆ ๆ ลงโทษก็ดี ข้าเห็นฝูฉูชอบวางมาดวางท่า เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายตา นางกับพี่ชายกงเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่เด็กก็จริง แต่แบบนี้แหละดีแล้ว”

หลิงเฟิ่งเห็นช่างชือจื่อกำลังอารมณ์ดี นางลังเลอยู่สักครู่ ไม่รู้ว่าควรบอกข่าวคราวนี้ให้ช่างชือจื่อรู้ดีหรือไม่

ช่างชือจื่ออารมณ์ดีอยู่สักพักก็สังเกตเห็นหลิงเฟิ่งที่มีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด จึงเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นในใจของนาง

“อะไรอีกล่ะ ?!” นางถามอย่างหงุดหงิด “เจ้ามีอะไรก็พูดมาสิ ข้าเคยบอกแล้วหนิว่าข้าเกลียดคนที่พูดแค่ครึ่งเดียวเป็นที่สุด แล้วมันต่างอะไรจากการที่เจ้าพูดแค่ครึ่งเดียวแบบนี้ ? เจ้าอยากให้ข้าเกลียดเจ้ารึไง ?!”

หลิงเฟิ่งรีบยอมรับผิดทันที ก่อนจะพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหนูเจ้าคะ ถึงแม้ว่าแม่นางฝูฉูจะไม่อยู่แล้ว แต่ข้าน้อยได้ถามเรื่องของขอทานคนนั้นกับคนอื่นแล้วเจ้าค่ะ”

ช่างชือจื่อรีบถามทันที “ว่าไงล่ะรีบพูดมาสิ เจ้าไปถามใคร ? นางเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง แล้วมีความสัมพันธ์อะไรกับพี่ชายกง ?”

“ข้าน้อยถามองครักษ์ด้านนอก องครักษ์รู้ว่าข้าน้อยเป็นสาวใช้ของคุณหนูและรู้ว่าคุณหนูเป็นน้องสาวของคุณชาย เขาจึงแจ้งให้ข้าน้อยทราบเร็วมาก…” หลิงเฟิ่งลอบดูสีหน้าของช่างชือจื่ออย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าสีหน้าของคุณหนูของนางพอใช้ได้ นางจึงพูดต่อไป “ขอทานคนนั้นมีนามว่าเจียงป่าวชิง ได้ยินว่านางช่วยรักษาขาให้คุณชายจนดีขึ้นอย่างทุกวันนี้เจ้าค่ะ”

ช่างชือจื่อตกตะลึงทันที “อ้อ ที่แท้ก็เป็นหมอหญิงนี่เอง” แต่นางยังคงรู้สึกไม่สบายใจ จึงซักถามอีกครั้ง “แล้วตกลงว่านางหน้าตาเป็นยังไงล่ะ ?”

หลิงเฟิ่งชำเลืองมองช่างชือจื่อเล็กน้อย นางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างประหม่า “องครักษ์บอกว่าหน้าตาแม่นางหมอคนนั้น… เอ่อ… น่ารักสวยงามดีมากเจ้าค่ะ”

อันที่จริง คำพูดที่องครักษ์พูดมาเกินจริงไปมากกว่านี้ ราวกับคุยโวว่าเจียงป่าวชิงเป็นนางฟ้าที่มีตัวตนอยู่บนสวรรค์ประมาณนั้น ถ้าหลิงเฟิ่งได้ฟังก็คงไม่พอใจเป็นอย่างมาก ความจริงนี้นางไม่กล้าบอกกับคุณหนูของนางตรง ๆ แน่ ๆ

ช่างชือจื่อได้ฟังคำตอบนี้ก็อารมณ์ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด “น่ารักสวยงามดีมากอย่างนั้นรึ ? เหอะ… ก็แค่หมอหญิงต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้นแหละ หน้าตาน่ารักก็น่ารักไปสิ”

หลิงเฟิ่งไม่รู้ว่าควรพูดต่อไปอย่างไรดี ทว่าเมื่อช่างชือจื่อเห็นท่าทางของหลิงเฟิ่ง นางก็ยิ่งโกรธมากกว่าเดิม “อะไรอีกล่ะ ? ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำท่าทีอึกอักแบบนี้ มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ!”

หลิงเฟิ่งเห็นว่าครั้งนี้คุณหนูของนางโกรธจริง ๆ จึงรีบคุกเข่าลงแล้วก้มหน้าพูดในที่สุด “อะ… องครักษ์คนนั้นบอกว่า… คุณชายเอาใจใส่เจียงป่าวชิงคนนั้นนั้นมากเจ้าค่ะ”

ช่างชือจื่อผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทันที “ว่ายังไงนะ ? ไม่ใช่สิ… ไม่ได้! นี่มันคงไม่มีอะไร” ช่างชือจื่อกัดริมฝีปากล่าง “ในเมื่อเป็นหมอหญิง คิด ๆ ดูแล้วที่คุณชายกงเอาใจใส่นาง คงเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับผู้ป่วยก็เท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลสักหน่อย เจ้าว่าจริงไหม ?”

หลิงเฟิ่งรีบพูดคล้อยตาม “ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูพูดถูกต้องเลยเจ้าค่า”

ถึงแม้ว่าจะพูดแบบนี้ แต่เพียงแค่ช่างชือจื่อนึกถึงสีหน้าที่กงจี้มองขอทานคนนั้นในวันวาน นางก็มักจะรู้สึกไม่สบายใจ

“ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปเจอเจียงป่าวชิงคนนั้น” ช่างชือจื่อไม่สามารถเบาใจได้ นางอดไม่ได้ที่จะวิ่งออกไปข้างนอก

หลิงเฟิ่งรีบขวางไว้ทันที “คุณหนูเจ้าคะ ด้านนอกลมแรงฝนก็ตกหนัก เมื่อสักครู่ข้าน้อยออกไปก็หนาวจนตัวสั่น ถ้าหากว่าคุณหนูออกไปแล้วเป็นไข้หวัดมันจะยิ่งแย่ลงนะเจ้าคะ”

พูดถึงไข้หวัด ช่างชือจื่อพลันใจกระตุกและหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

หลิงเฟิ่งรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ทำไมจู่ ๆ คุณหนูถึงเปลี่ยนความคิดได้ล่ะ ?

ช่างชือจื่อมองหลิงเฟิ่ง มีความลำพองใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของนาง “เจ้าไม่เข้าใจล่ะสิ เหอะ ๆ เจ้าดูสิว่านางอยู่ในสถานะอะไร ก็แค่หมอหญิงคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากข้าไปหานางด้วยตัวเองก็เท่ากับว่าข้าต่ำต้อยกว่านาง ในเมื่อนางเป็นแค่หมอหญิงแล้วข้าไม่สบาย ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะเรียกให้นางมาดูอาการให้ข้าไม่ใช่รึ ?”

หลิงเฟิ่งได้ฟังก็พูดขึ้นอย่างดีใจ “คุณหนูของข้าน้อยช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ เลยเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะไปรายงานให้คุณชายทราบว่าคุณหนูเป็นห่วงเรื่องบาดแผลที่ขาของคุณชายจึงรีบมาที่นี่ แต่กลับเป็นไข้หวัดระหว่างทาง และเพราะคุณหนูเป็นสตรีจึงไม่สะดวกที่จะให้หมอบุรุษมาตรวจดูอาการ แล้วข้าก็จะเสนอกับคุณชายว่าให้คุณชายบอกเจียงป่าวชิงคนนั้นมาตรวจอาการให้คุณหนูจะดีกว่า เพราะถึงยังไงนางก็เป็นหมอหญิงคนหนึ่ง แบบนี้ดีไหมเจ้าคะ ?”

ช่างชือจื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจมาก “ดีมาก เจ้าเองก็ฉลาดมากเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปรายงานคุณชายแบบนี้แหละ”

หลิงเฟิ่งรับคำสั่งแล้วไปทำตามทันที

แม่สาวเข็มเงิน

แม่สาวเข็มเงิน

Status: Ongoing
–เจียงป่าวชิง– ผู้สืบทอดรุ่นที่สี่สิบห้าแห่งตระกูลเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝังเข็ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทว่าแทนที่จะได้ไปฟังคำพิพากษาในยมโลก แต่โชคชะตากลับพัดพาให้วิญญาณของเธอไปเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาวปัญญาอ่อนในชนบทแสนห่างไกล ไกลแสนไกลเสียจนความเจริญ ความศิวิไลซ์ กระทั่งความรู้ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท….นิสัยเลวทรามสะเทือนขวัญของผู้คน…. ญาติพี่น้องร่วมตระกูลที่เห็นแก่ตัวและหวังแต่ผลประโยชน์ เด็กสาวอ่อนแอและพี่ชายเพียงหนึ่งเดียวจะรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัย จากสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากถูกรายล้อมด้วยฝูงหมาป่าแสนชั่วร้ายได้อย่างไร?หมาป่าที่จ้องมองด้วยสายตาหิวกระหาย เตรียมพร้อมฉีกทึ้งเนื้อหนัง ขย่ำเหยื่อตัวน้อย ๆอย่างพวกนางลงท้องทุกเวลา นางจะเปลี่ยนคมมีดให้เป็นเข็ม และใช้ปลายเข็มที่มีกระหน่ำแทง จนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกแสนบิดเบี้ยวใบนี้กลับกลายเป็นสิ่งวิจิตรตระการตา “……แต่ว่า คุณชายที่ป่วยคนนั้นน่ะ มาทางนี้ก่อนสิเจ้าคะ ข้าว่า…เรามาสะสางบัญชีที่ติดค้างไว้กันก่อนดีกว่า ! ……”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset