ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – ตอนที่ 476 เด็กไปไหนแล้ว

คุณลุงไม่ได้ตอบทันที แต่หันไปพูดกับคนที่ขายของอยู่แผงข้างๆ อย่างประหลาดใจว่า “นายดูสิ หาดูได้ยากจริงๆ นะ สาวน้อยต่างชาติคนนี้พูดจีนกลางได้ดีกว่าพวกเราอีก”
คนที่เป็นเจ้าของแผงลอยขายเมล็ดทานตะวันพูดพร้อมหัวเราะว่า “ลุงหลิว ลุงอย่าพูดพร่ำทำเพลงอีกเลย รีบขายอ้อยให้เขาเร็ว ระดับภาษาจีนกลางของลุงเนี่ย ลุงยังกล้าพูดว่าตัวเองพูดได้อีกเหรอ?”
กลุ่มคนพากันหัวเราะขึ้นมา คุณลุงตัด ‘ฉับๆ ’ แบ่งอ้อยเป็นสองท่อนพร้อมปอกเปลือกให้ ใช้ถุงพลาสติกห่อตรงปลายด้านหนึ่งไว้ยื่นให้กับเชอร์ลี่ย์ แล้วพูดแล้วโบกมือว่า “ไม่คิดเงิน ฮ่าๆ คุณลุงให้หนูกิน”
เชอร์ลี่ย์วางแบงก์ใหญ่หนึ่งร้อยหยวนไว้ แล้วพูดอย่างได้ใจว่า “พวกหนูมีเงินค่ะ”
เธอหันตัวเตรียมจากไป เพราะฉินสือโอวเคยพูดกับเธอว่า เงินหนึ่งร้อยหยวนนี้เทียบเท่ากับเงินยี่สิบเหรียญของแคนาดา และที่นิวฟันด์แลนด์ เงินยี่สิบเหรียญก็พอๆ กับที่จะซื้ออ้อยแบบนี้ได้
แต่สุดท้ายคุณลุงดึงเธอไว้ แล้วทอนเงินให้เธอมากำมือหนึ่ง เชอร์ลี่ย์ยัดกลับไปให้อย่างสงสัย ถามว่า “ทำไมถูกขนาดนี้คะ?”
ฉินสือโอวไม่อยากให้เธอพูดเรื่องค่าเงินและสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เขาเองก็รู้สึกหมดทางรับมือกับพรสวรรค์ด้านตัวเลขของเชอร์ลี่ย์ จึงได้แต่พูดอย่างง่ายๆ ว่า “คุณลุงเห็นหนูหน้าตาสวย ก็เลยลดราคาให้น่ะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ พาวลิสและพวกก็มองตากันครู่หนึ่ง จากนั้นไม่ว่าจะซื้ออะไร พวกเขาก็จะให้เชอร์ลี่ย์เป็นคนซื้อ ส่วนเชอร์ลี่ย์ที่ทุกครั้งที่ซื้อของก็จะซื้อได้แต่ของราคาถูก เด็กทั้งสี่คนนึกว่าตัวเองโชคดี ทำให้หัวเราะร่ามีความสุขกันตลอดทาง
ในตลาดนัดครั้งนี้ฉินสือโอวเองก็มีของที่ต้องซื้ออีกมากมาย หลักๆ เลยคือพวกของจำพวกผลไม้อบแห้งกับเครื่องดื่ม ความจริงพ่อของฉินสือโอวก็ได้เตรียมผลไม้อบแห้งไว้เยอะแล้ว แต่ว่าพวกเมล็ดทานตะวันน่ะ ฉินสือโอวไม่ชอบกินของพวกนี้ เขามาเพื่อซื้อถั่วพิสตาชิโอ เม็ดมะม่วง อัลมอนด์ และเมล็ดสนถั่วจำพวกนี้
ถนนในเขตอำเภอเป็นรูปทรงไม้กางเขน ถนนสายหนึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าพวกเสื้อผ้ารองเท้า อีกสายล้วนเป็นอาหารจำพวกผลไม้ อีกสายล้วนเป็นสินค้าพวกผักสด เนื้อ และอาหารทะเลสด ส่วนอีกสายก็จะขายของจิปาถะที่ขายทุกอย่าง
ฉินสือโอวพาวินนี่และพวกไปเดินถนนเส้นที่ขายของจิปาถะเป็นหลัก เพราะถนนนี่แหละถึงจะน่าเดิน
บนถนนมีทั้งคนปั้นขนมหวาน วินนี่ก็รู้สึกสนใจสิ่งนี้เป็นพิเศษด้วย เดินไปซื้อมาหลายแท่ง จากนั้นก็พูดอธิบายให้ฉินสือโอวฟังว่า “ตอนเด็กตอนอยู่ปักกิ่ง คุณปู่มักจะซื้ออันนี้กับพุทราเชื่อมมาให้ฉันบ่อยๆ ความจริงฉันในตอนนั้นไม่ชอบกินทั้งสองอันเลย แต่ฟอกส์พี่สาวของฉันนั้นชอบทำท่าทางดีใจที่ได้กิน ทำให้คุณปู่คุณย่าของฉันดีใจมาก เมื่อเป็นอย่างนี้ฉันก็เลยต้องก้มหน้าก้มตากินต่อไปอย่างเลือกไม่ได้…”
ฉินสือโอวฟังวินนี่บ่น รู้สึกว่าน่าสนใจ
ในตลาดนัดมีคนใช้นิ้วมือจุ่มสีเพื่อเขียนหนังสือวาดภาพ นี่ถือเป็นทักษะอย่างหนึ่ง คุณลุงใช้ทุกนิ้วของมือทั้งสองข้างชี้ไปมาสิบกว่าวินาทีก็สามารถวาดรูปทิวทัศน์ออกมาได้แล้ว แถมบนนั้นยังมีคำอวยพรจำพวก ‘เดินทางปลอดภัย’ ‘ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า’ อีกด้วย
พวกวินนี่รู้สึกสนใจมาก จึงให้เบิร์ดนำทางเบียดเข้าไปดู เป้าจือโชคร้ายหน่อย โดนเบียดเสียจนร้องโอดครวญออกมาไม่หยุด
ภาพหนึ่งใบราคาสิบห้าหยวน ฉินสือโอวให้คุณลุงวาดมาหกใบ แต่ละใบให้เขียนชื่อของแต่ละคนไว้ จากนั้นก็นำไปให้พวกเขา
พวกเด็กๆ รับไว้อย่างดีใจ ส่วนเบิร์ดนั้นถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้นพูดออกมาว่า “ผมว่านี่ถือว่าเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือเปล่านะ? ดังนั้นผมต้องเก็บไว้อย่างดี ไม่แน่นะหลายปีผ่านไปมันอาจกลายเป็นสมบัติอย่างหนึ่งเลยก็ได้”
“ถ้านายอยากจะเก็บไว้เป็นมรดกให้กับคนรุ่นหลังล่ะก็ งั้นฉันมีของอย่างอื่นมอบให้นายนะ” ฉินสือโอวยิ้มแล้วพาทุกคนเดินหน้าต่อไป จากนั้นก็พูดว่า “ทุกคนเบิกตาให้กว้างนะ ป้ายหน้าถนนแห่งศิลปะของชาวบ้านชาวจีน ออกเดินทางอย่างเป็นทางการ!”
ที่เขาพูดนั้นไม่เวอร์เกินไปเลย เพราะเพียงเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวเท่านั้น ก็มีแผงของคนเป่าน้ำตาลอยู่
พอดีกับที่เจ้าของแผงกำลังเป่ารูปล็อบสเตอร์อยู่ น้ำตาลเหลวสีส้มเหลืองนั้นถูกเป่าเป็นรูปขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เชอร์ลี่ย์กับพวกเด็กๆ ที่มองอยู่ต่างก็ร้องกรี๊ดกันออกมา
วินนี่กอดอกแล้วหัวเราะออกมา พูดว่า “นี่คืองานฝีมือของประชาชนในเมืองปักกิ่ง ใช่ไหมคะ? ฉันเคยเห็นมาบ้างตอนอยู่ปักกิ่ง ทำได้น่าประทับใจมากเลย ตอนนั้นฉันถึงกับเคยคิดว่าจะเป็นนักศิลปะแบบนี้บ้างเลยล่ะ”
ฉินสือโอวเดินแวะทุกร้านตลอดทาง มีทั้งร้านจัดดอกไม้ ร้านเมล็ดข้าวแกะสลัก ร้านกระดูกแกะสลัก ร้านตุ๊กตาแป้งข้าวเหนียว ร้านขนมรูปวาดน้ำตาลแบบหมุนสุ่ม ร้านขนมรูปวาดน้ำตาลธรรมดา ร้านแป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นหน้าคน ร้านการตัดกระดาษ ร้านเซรามิกแกะสลัก ขอเพียงแค่เป็นของที่สามารถทำออกมาได้ในระยะเวลาอันสั้น เขาล้วนซื้อให้คนข้างๆ คนละชิ้นทั้งนั้น
การเดินเบียดตลอดทาง ถึงแม้จะช้าไปบ้างแต่สุดท้ายก็ทำให้สามารถเบียดไปถึงทางออกตอนใต้สุดของตลาดนัดได้ ฉินสือโอวปาดเหงื่อไปทีหนึ่ง แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็ทำเอาเขาเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวเลยทีเดียว การมาตลาดนัดประจำปีครั้งนี้มาได้คุ้มเสียจริง แบบนี้คงไม่ต้องไปซาวน่าแล้ว
พวกเด็กๆ ต่างก็ตื่นเต้นกันจนหน้าน้อยๆ นั้นแดงระเรื่อ ในกระเป๋าน้อยๆ ของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยเซรามิกแกะสลัก กระดาษตัดเป็นรูปต่างๆ กับหุ่นแป้งข้าวเหนียวของเล็กน้อยจำพวกนี้ เชอร์ลี่ย์พูดอย่างดีใจว่า “พวกเรานำกลับไปเกาะแฟร์เวลด้วยดีไหม? ถึงตอนนั้นพวกเราสร้างกลุ่มมากลุ่มหนึ่ง แล้วเล่าเรื่องศิลปะของประเทศจีนให้คนบ้านนอกพวกนั้นฟังกัน”
ฉินสือโอวบอกว่าเป็นอย่างนั้นก็ดี เขาก็มีความคิดที่อยากจะให้พวกเด็กๆ พวกนี้ทำแบบนี้เหมือนกัน จากนั้นข้างหน้าก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกรีดร้องออกมา คนข้างหน้าเดินเบียดถอยมาข้างหลัง ทำให้มีที่ว่างออกมา
 “มีเรื่องชกต่อยเหรอ?” ฉินสือโอวถามพลางขมวดคิ้ว เขาดึงเชอร์ลี่ย์มาหลบไว้ข้างหลัง จากนั้นก็ให้พวกเด็กๆ ยืนรวมกัน
งานตลาดนัดประจำปีคนเยอะเกินไป เรื่องการถูกเบียดถูกชนเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ บางครั้งก็จะเกิดทะเลาะวิวาทขึ้นมา แต่โดยส่วนมากแล้ว ผู้คนจะพยายามห้ามใจไว้ไม่ให้มีเรื่องมากกว่า เพราะอย่างไรเสียก็ใกล้จะวันที่สามสิบแล้ว มาทะเลาะกันในวันดีแบบนี้ไม่ค่อยดีนัก
คนรอบข้างพากันพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ฉินสือโอวฟังแล้วรู้สึกว่าไม่เหมือนกับการทะเลาะวิวาทกัน เขาจึงรีบเบียดเข้าไปดู ก็เห็นผู้หญิงอายุหกสิบกว่าปีคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น ในมือถือหมวกผ้าฝ้ายใบเล็กใบหนึ่ง ร้องไห้แล้วพูดว่า “หลานของฉันล่ะ? ฮือๆ ฮือๆ หลานของฉันหายไปแล้ว? มีใครเห็นปิงปิงหลานฉันบ้าง? ช่วยทีเถอะ บอกฉันที ฮือๆ หลานฉัน ฮือๆ ไปไหนแล้ว…”
ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามอย่างร้อนรนว่า “คุณครับ อย่าเพิ่งร้อง อย่าเพิ่งร้องไห้ หายไปตอนไหนครับ? ฮะ? รีบบอกมาเร็ว!”
ดูออกว่าผู้หญิงคนนี้คงทำอะไรไม่ถูกแล้ว ได้แต่อุ้มหมวกใบเล็กแล้วร้องไห้สะอื้นอยู่ ปากก็เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่า ‘หลานหายไปแล้ว’
ชายกลางคนคนหนึ่งหยิบมือถือออกมาแล้วพูดว่า “เด็กถูกลักพาตัวไปแล้วหรือเปล่า? รีบแจ้งตำรวจเถอะ? เด็กถูกลักพาตัวไปแล้วหรือเปล่า?”
คนรอบข้างต่างก็พากันถามอย่างร้อนรน แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เอาแต่ร้องไห้ ชายกลางคนเขย่าตัวเธอ เธอถึงจะได้สติขึ้นมา แล้วรีบดึงชายกลางคนไว้แล้วถามว่า “น้องชาย เธอเห็นปิงปิงของฉันหรือเปล่า? สามขวบกว่าๆ สูงประมาณนี้ อ้วนประมาณนี้…”
ชายหนุ่มในชุดสูทสะบัดมือผู้หญิงออก แล้วตะโกนออกมาว่า “เด็กหายไปตอนไหนล่ะ? คุณพูดให้ชัดเจนสิ”
ผู้หญิงร้องไห้แล้วพูดออกมาว่า “ก็ไม่นานเอง เมื่อกี้ฉันซื้อภาพตัดแปะอยู่ หลังจากซื้อแล้วหันกลับมาดูหลานก็ไม่อยู่แล้ว ฉันถามคนข้างๆ เขาบอกว่าเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งพาไปทางใต้นี้ ก็เลยรีบไล่ตามมา แต่ว่าไม่เจอเลย…”
คนรอบตัวพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ แต่ที่นี่คนเยอะมากจริงๆ ใครจะไปทันสังเกตว่ามีคนอุ้มเด็กสามขวบมาหรือเปล่ากัน? ถึงแม้จะสังเกตเห็นแต่ก็เป็นเรื่องปกติมาก เพราะคนที่พาเด็กมาเดินในตลาดนัดนั้นมีเยอะยิ่งกว่า
คนหนุ่มในชุดสูทถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นก็ลำบากแล้วนะ คุณน่าจะตะโกนเรียกตั้งแต่แรกแต่กลับมาตะโกนเอาป่านนี้ รีบแจ้งตำรวจเถอะ ขอให้ยังทันเวลาทีเถอะ”
วินนี่เดินเบียดเข้ามายื่นมือมาดึงตัวฉินสือโอวไว้ พร้อมถามอย่างร้อนรนว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
ฉินสือโอวพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ให้ตายเถอะ คุณแม่พูดไว้ไม่ผิดเลย ในตลาดนัดประจำปีนี้มีคนลักพาตัวจริงๆ ด้วย หลานของคุณย่าคนนี้โดนอุ้มไปแล้ว!”
 “พระเจ้า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้? ไอ้สารเลวพวกนี้!” หน้าสวยของวินนี่หน้าซีดไปทันที “แล้วจะทำอย่างไรล่ะ? รีบช่วยกันหาเด็กสิคะ”
ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้แล้วลุกขึ้นมา หันไปรอบด้านแล้วเรียกชื่อหลานของตัวเอง คนรอบๆ ก็ถามไถ่กันไปมา แต่ไม่มีเบาะแสเลย
ฉินสือโอวมองดูท่าทางสิ้นหวังของผู้หญิงคนนั้นแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจ เบิร์ดที่อุ้มหู่จืออยู่ก็เบียดเข้ามา ถามว่า “บอส มีปัญหาอะไรครับ?”
เมื่อได้เห็นหู่จือที่ถูกเบียดจนเบลออยู่ ในหัวเขาก็เกิดความคิดขึ้นมา
…………………………..

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ ‘ฉินสือโอว’ เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้ นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า ‘หัวใจโพไซดอน’ ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา จากนั้นมา… จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

Options

not work with dark mode
Reset