หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 203 ทำลายฉางหลาน ! (ปลาย)

บทที่ 203 ทำลายฉางหลาน ! (ปลาย)

เขารีบขยับลุกขึ้นอย่างว่องไว ขณะยกมือปาดโลหิตซ้ำและทำท่าจู่โจมอีกครา ทว่าชายชราที่ยืนด้านข้างกลับส่งเสียงตวาดดัง “ไม่ต้อง !”

คนหนุ่มชะงักงัน เขาเหลือบมองชายชราด้วยแววตากราดเกรี้ยวและไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

ชายชรามองตรงมาที่เยี่ยฉวน พลางเอ่ยเสียงเบา “ฝีมือเจ้าไม่คู่ควรกับเขา !”

เพียงได้ยินเท่านั้น สีหน้าคนหนุ่มแปรเปลี่ยนดุดัน ท่าทางแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ในการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังทัดเทียมกัน เขาไม่เคยต้องปราชัยมาก่อน !

ฝ่ายผู้อาวุโสชำเลืองมองด้วยแววตาเยือกเย็น “ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่คนหนุ่มจะมีความทะนงตน แต่ความทะนงตนควรรู้จักประมาณตนด้วย เป็นความโง่เขลาเสียอีกหากเจ้าจะออกไปสู้ในเวลานี้ โลกนี้กว้างใหญ่ เจ้ายังต้องพบพานยอดฝีมืออีกมากมายนัก !”

เมื่อเห็นว่าชายชราเกิดความโกรธขึ้ง เด็กหนุ่มจึงลดท่าทีลง เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวไม่น้อย เขารีบกระแทกหมัดคารวะก่อนล่าถอยไปยืนเยื้องทางเบื้องหลังของชายชรา กระนั้นสายตายังไม่ละไปจากเยี่ยฉวน

ชายชราหันไปมองเยี่ยฉวนที่ยืนไม่ไกล “ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดสถานศึกษาฉางมู่แห่งแคว้นเจียง จึงตั้งค่าหัวของเจ้าไว้มหาศาล ถ้ามีศัตรูเช่นเจ้า อย่างไรเสียต้องหาทางกำจัด !” ทันทีที่สิ้นเสียงคนพูด เขาเริ่มจู่โจมโดยผลักมือข้างขวาส่งผ่านไปในอากาศ

เขาออกจู่โจม ! ด้วยพลังหมัดพุ่งปะทะ พลันบังเกิดพลังปรากฏออกเบื้องหน้าเข้าบดขยี้เยี่ยฉวนทันที !

ชายหนุ่มหรี่ตา ไม่ปรากฏร่องรอยของความหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย ! เขาไม่อาจตอบโต้คนเบื้องหน้าให้ล่าถอย แต่ก็ใช่ว่าจะต้องกลัวเกรงต่อศัตรู

สู้ ! ในเวลานี้ พลังจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้มีอยู่ล้อมรอบทั่วร่าง ถึงกระนั้นเมื่อปะทะเข้ากับพลังบีบอัดซึ่งจู่โจมมาของชายชรา กลับแตกกระจายออกทันที !

ช่วงห่างของระดับพลังถึงสองระดับนั้นกว้างใหญ่เหลือเกิน !

จนยากจะหาสิ่งใดอุดรอยโหว่ของช่วงห่างนั้น !

ขณะนั้นเอง พลันร่างของอาจารย์ใหญ่จี้ปรากฏออกขวางหน้าเยี่ยฉวน ขณะนั้นเขาผลักฝ่ามือข้างขวาออกช้า ๆ  พลันพลังงานบางอย่างทะยานวาบจากชายเสื้อ ราวกับคลื่นขนาดใหญ่พุ่งเข้าชน !

ตู้ม !

เมื่อสองพลังกล้าแกร่งเกิดการปะทะ แรงระเบิดย่อมรุนแรงสุดประมาณ อำนาจแห่งพลังฉีกอากาศธาตุที่ล้อมรอบกระเพื่อมเป็นลูกคลื่น ทันใดนั้นพื้นดินเกิดสะเทือนลั่น !

อาจารย์ใหญ่จี้พลิกกดฝ่ามือข้างขวา ขณะเดียวกันคลื่นอากาศพลันแตกออกและกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว !

ชายชราเหลือบมองมาทางอาจารย์ใหญ่จี้ “ดูเหมือนว่าถ้าจะทำลายสถานศึกษาฉางหลาน ข้าคงต้องกำจัดเจ้าเสียก่อนสินะ !” เมื่อคนสิ้นเสียง ร่างพลันเลือนหาย

คนที่กล้าแกร่งที่สุดในฉางหลานคืออาจารย์ใหญ่จี้ หากชายชราถูกสังหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะต้องมีคนติดตามมาล้างแค้นฉางหลานอย่างแน่นอน !

อาจารย์ใหญ่จี้หันไปผลักออกฝ่ามือข้างซ้าย ฉับพลันร่างของเยี่ยฉวนและพวกถูกพลังบางอย่างผลักดันออกไปจนไกลกว่าร้อยจั้ง

ขณะเดียวกันเสียงพูดดังก้องขึ้นภายในจิตของเยี่ยฉวนและคนอื่น “ฉวยจังหวะและหลบหนีออกไปจากที่นี่เสีย !”

หลบหนี ? เยี่ยฉวนมองไปทางอาจารย์ใหญ่จี้ซึ่งกำลังต่อสู้พันตูอยู่กับชายชรา หนีไปตอนนี้ ? จังหวะเหมาะที่จะหนีไป !

ถึงกระนั้น ชายหนุ่มรู้แน่แก่ใจว่าพวกเขาไม่อาจทิ้งหนีไปได้ !

เพราะในเวลานี้ปรากฏรังสีสว่างครอบคุลมพวกเขาทั้งหมดไว้ พวกเขาถูกล้อมกรอบ ไม่มีที่ให้หลบหนี !

ทุกคนมาเพื่อต้องการทำลายฉางหลานและต้องการชีวิตเยี่ยฉวน พวกเขาจึงไม่มีที่ให้หลบหนี

หลบหนี ? ซ่อนตัว ฝึกปรือ และย้อนกลับมาแก้แค้น ? มีหรือที่คนพวกนั้นจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น !

พวกที่มาต้องการกำจัดถอนรากถอนโคนต้นตอแห่งปัญหา เพื่อจะได้ไม่มีการแก้แค้นตอบโต้อีกต่อไป !

ในขณะนั้นเอง ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งออกมาเบื้องหน้าเยี่ยฉวนและพวก เขาคือหลี่เสวียนชาง โดยเคียงข้างมากับชายในชุดดำ !

คนที่เพิ่งเข้ามาหันไปจับตามองอาจารย์ใหญ่จี้ซึ่งกำลังปะทะอยู่ในระยะไกล จากนั้นจึงหันมาทางเยี่ยฉวนพลางเหยียดมุมปากยิ้ม “ดูเหมือนเวลานี้เจ้าจะไม่มีคนคอยช่วยเหลือแล้วสินะ ฉะนั้นก็จงตายเสีย !”

สิ้นเสียงคนพูด เขาหายวับไปจากจุดที่ยืน  ทันทีที่ได้ข่าวว่ามียอดฝีมือเข้ามาที่ฉางหลาน หลี่เสวียนชางรีบรุดมาโดยเร็ว ด้วยเวลานี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะกำจัดตัวปัญหา เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตไปโดยเด็ดขาด !

ขณะเดียวกัน เยี่ยฉวนหรี่ตามองพลันตั้งท่าออกต้านทาน ทันใดนั้นเอง พลันปรากฏเหตุการณ์ขึ้นเบื้องหน้า

ตู้ม !

เสียงระเบิดจางหาย ร่างของหลี่เสวียนชางล่าถอยกลับไปยังจุดที่เดิม

คนที่ออกมายืนขวางหน้าเยี่ยฉวน คือจ้างหอชั้นเก้าแห่งสำนักอัปสรเมรัย และอีกคนยืนไม่ห่างที่จ้าวหอชั้นเก้าคือ เจียงเยว่เทียน ! ทั้งสองคนต่างเพ่งสายตาจ้องเขม็งไปที่หลี่เสวียนชางและชายในชุดคลุมสีดำ !

เมื่อเห็นหน้าค่าตาคนที่เพิ่งเข้ามาได้ถนัดชัดเจน ใบหน้าของหลี่เสวียนชางหมองคล้ำปากบิดเบี้ยว “จ้าวหอชั้นเก้า เจียงเยว่เทียน ทำเช่นนี้หรือว่าพวกท่านอยากเป็นศัตรูกับฉางมู่ ?”

จ้าวหอชั้นเก้าสบตาคนพูด แววตาเยือกเย็นมองหลี่เสวียนชาง ก่อนชำเลืองไปทางเยี่ยฉวน “สหายข้า ข้าและท่านเจียงเยว่เทียนจะรับมือกับคนพวกนี้ เวลานี้มียอดฝีมือขั้นผนึกยุทธ์ราวหกคนเป็นอย่างน้อยกำลังตรงมาที่นี่ คนเหล่านั้นมีความชำนาญในการมองเห็นในที่มืด ดังนั้นจึงเลือกจู่โจมในเวลาเช่นนี้ อีกอย่างข้ามั่นใจว่าดินแดนอันธกาลได้ส่งคนมาด้วยเช่นกัน  เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…”

เยี่ยฉวนจึงพูดขึ้นทันทีว่า “ข้าได้แจ้งให้อาจารย์ของข้าทราบแล้ว !”

อาจารย์ !

เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้างหอชั้นเก้าถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ทันใดนั้นเขาหันขวับไปทางหลี่เสวียนชางซึ่งอยู่ไม่ห่างเท่าใดนัก “ฮ่าฮ่า หลี่เสวียนชาง สถานศึกษาฉางมู่ของเจ้าประพฤติผิดคิดชั่ว สำนักอัปสรเมรัยของข้าไม่อาจทนต่อพฤติกรรมชั่วช้าเช่นนี้ของพวกเจ้าอีกต่อไป วันนี้ ข้าในฐานะตัวแทนของสำนักอัปสรเมรัยจะกำจัดต้นเหตุแห่งหายนะออกไปจากแคว้นเจียงเอง !”

พูดขาดคำ เขาทะยานตรงเข้าหาหลี่เสวียนชาง

ทุกคนชะงักงัน “…”

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset