Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ – ตอนที่ 1424 ผลึกกำเนิดเจตะ

ป้ายกระดูกขนาดเท่าฝ่ามือ สีตุ่นมอซอไม่สะดุดตา

แต่พอหล่นลงในมือหลินสวินกลับเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่สูงตระหง่านลูกหนึ่งกดทับร่าง ด้วยไม่ทันตั้งตัวทำให้ร่างของเขาโคลงเคลงไปหมด ต้องรีบโคจรพลังจึงจะประคองป้ายกระดูกนี้ไว้ในมือดีๆ ได้

“นี่เป็นของที่ใช้ขู่ให้กลัวหรือ”

หลินสวินชะงักไป กำลังจะใช้จิตรับรู้ตรวจสอบกลับถูกเฒ่าโดดเดี่ยวรีบร้อนห้ามไว้ “ถ้าไม่อยากตกใจตาย เจ้าอย่าทำอย่างนี้ดีที่สุด”

ตกใจตายหรือ

หลินสวินสงสัย แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฒ่าโดดเดี่ยว สุดท้ายเขาจึงไม่ทดลอง

เฒ่าโดดเดี่ยวฉีกยิ้มเอ่ยว่า “แม้พูดว่าเป็นของขู่ให้คนอื่นตกใจกลัว แต่สมบัตินี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดี”

หลินสวินนิ่วหน้า “ของเล่นนี่จะขู่ให้อริยะตกใจกลัวได้หรือ”

เฒ่าโดดเดี่ยวดูถูก “อริยะวิเศษวิโสตรงไหน บอกเจ้าให้เอาบุญ ถ้าอยู่ต่ำกว่าระดับจักรพรรดิ ป้ายกระดูกนี่กินเรียบหมด ขู่ให้พวกเขาตกใจจนหัวหดได้ ถึงอย่างไรสิ่งนี้ก็เป็นของที่ข้ามอบให้ จะธรรมดาทั่วไปได้หรือ”

น้ำเสียงเจือความหยิ่งผยองอย่างบอกไม่ถูก

หลินสวินจับป้ายกระดูกเล่น สายตาไหววูบ จ้องเฒ่าเดียวดายพลางเอ่ยว่า “หรือให้ข้าลองหน่อยไหม”

เฒ่าโดดเดี่ยวอึ้งไป พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ของของข้าจะทำให้ข้าตกใจได้อย่างไร เจ้าหนูอย่าคิดเล่นพิเรนทร์หน่อยเลย จำไว้ สิ่งนี้ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าไม่ได้คับขันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่าใช้ง่ายๆ เด็ดขาด”

พอพูดจบก็ไม่ให้โอกาสหลินสวินได้ตอบโต้ เขาสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง

ทันใดนั้นเงาร่างทั้งสองก็ลับตาไป

……

ณ ส่วนลึกของพระราชวังในจักรวรรดิ มีเขตหวงห้ามแห่งหนึ่งอยู่

ตำหนักเก่าแก่ตั้งตระหง่านหลังหนึ่ง หน้าตำหนักมีแท่นบูชาห้าสีที่มีกลิ่นอายโบราณเจนโลกแท่นหนึ่งตั้งอยู่ ดุจดั่งดำรงมาช้านาน

บนตำหนักมีแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งแขวนอยู่ ตำหนักกระหายเลือด

หลินสวินจำได้ทันทีว่าตนเคยมาที่นี่แล้ว!

สมัยเข้าไปในสมรภูมิกระหายเลือดครั้งแรก เขาก็ถูกจ้าวไท่ไหลพามาที่นี่ อาศัยค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณชิ้นนี้เดินทางออกไป

เพียงแต่คราวนี้พอได้เห็น ‘ตำหนักกระหายเลือด’ นั้น ได้เห็นค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณค่ายนั้นอีกครั้ง หลินสวินก็นึกถึงเรื่องราวมากมาย

“นี่เป็นสิ่งที่ท่านลู่วางเองกับมือกระมัง”

หลินสวินเอ่ยเสียงเบา

เฒ่าโดดเดี่ยวถาม “ใครหรือ”

หลินสวินตอบ “ลู่ป๋อหยา”

เฒ่าโดดเดี่ยวเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “เจ้ารู้แล้วหรือ”

“การก่อตั้งค่ายกระหายเลือดก็เกี่ยวข้องกับท่านลู่ การมีอยู่ของตำหนักกระหายเลือดแห่งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับท่านลู่ได้อย่างไร”

หลินสวินเจืออารมณ์ทอดถอนใจ “ตามการคาดเดาของข้า เป็นไปได้สูงที่ท่านลู่จะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งจักรพรรดิคนหนึ่ง จากความเชี่ยวชาญในการสลักรอยวิญญาณของเขาแล้ว การวางค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

เฒ่าโดดเดี่ยวร้องอืมแล้วเอ่ยว่า “สิบกว่าปีก่อนฟ้าดินแปรผันฉับพลันปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์ สมรภูมิกระหายเลือดนั่นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงแล้ว เจ้าไปก็จะรู้เอง”

เขาสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง

วิ้ง!

แท่นบูชาห้าสีเก่าแก่นั้นเปล่งแสง ฉับพลันเกิดเสียงร้องสะเทือนเลื่อนลั่นพิสดารราวตื่นขึ้นจากความเงียบสงัด

หลินสวินกำลังเตรียมเดินทางกลับถูกเฒ่าเดียวดายขวางไว้ ดวงตาปรากฏแววประหลาดจับจ้องหลินสวิน “บนตัวเจ้ายังมีกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง”

หลินสวินแข็งทื่อไปทั้งตัว นี่โดนมองออกแล้วหรือ

‘เสี่ยวอิ๋น ออกมาเถอะ’ เขาคิดในใจ

เสียงฉึบดังขึ้น เงาร่างของเสี่ยวอิ๋นเคลื่อนตัวออกมา

แววประหลาดผุดขึ้นในดวงตาของเฒ่าโดดเดี่ยว จ้องเสี่ยวอิ๋นเขม็งครู่สั้นๆ แล้วถึงยิ้มเงียบๆ เอ่ยว่า “น่าสนใจ หนอนกินเทพที่บรรลุมกุฎมรรคาตัวหนึ่ง ทั้งยังปลุกอภินิหารพรสวรรค์ กลายเป็นราชันหนอนระดับอมตะที่แท้จริง ยุคบรรพกาลยังไม่พบสักตัว… ดูท่าในมหายุคครั้งนี้ เจ้าตัวเล็กนี่ก็คงได้วาสนากับผลประโยชน์ไม่น้อย”

มองปราดเดียวก็ดูเบื้องลึกเบื้องหลังของเสี่ยวอิ๋นออกทะลุปรุโปร่ง!

หลินสวินลอบสั่นสะท้านในใจ หรือตาแก่นี่จะเป็นบุคคลระดับจักรพรรดิคนหนึ่งจริงๆ

“พวกเจ้าไปเถอะ”

เฒ่าเดียวดายชักสายตากลับมาแล้วโบกมือ ทั้งไม่ได้ห้ามไม่ให้เสี่ยวอิ๋นไปกับหลินสวิน

“ผู้อาวุโส ลาล่ะขอรับ”

หลินสวินสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วพาเสี่ยวอิ๋นก้าวเท้าขึ้นไปบนแท่นบูชา

ครู่ต่อมาเงาร่างของเขาก็หายลับไป

เฒ่าเดียวดายจับจ้องภาพนี้เงียบๆ จนกระทั่งค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง เขาพ่นลมหายใจขุ่นออกมาเหมือนยกภูเขาออกจากอก เอ่ยพึมพำว่า “ก่อนบรรลุมกุฎอริยะ ก็ต้องดูว่าเจ้าจะคว้าจุดเปลี่ยนครั้งนี้ ทำลายคำสาปต้องห้ามอย่างเคราะห์มรรคตัดขาดได้หรือไม่แล้ว…”

…..

สมรภูมิกระหายเลือด

ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล หมู่ภูเขารวมตัวต่อเนื่องกันไปเป็นทิวแถวสูงต่ำ ไอวิญญาณสีม่วงหนาแน่นราวทะเลเมฆปั่นป่วน ไหลวนพลุ่งพล่านบนเวิ้งฟ้า

ภูผาธาราบนผืนปฐพีดั่งภาพวาด!

ภูเขาทุกลูกต่างงามเด่นเหนือธรรมดา เขียวชอุ่มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

แม่น้ำทุกสายต่างอบอวลไปด้วยหมอกวิญญาณ ประกายดุจเกล็ดมัจฉาปรากฏขึ้นยามคลื่นน้ำซัดขึ้นลง กระทั่งหินผาและต้นไม้ใบหญ้าต่างมีสีสันเปล่งประกายกระจ่างใส

ในห้วงอากาศยังอบอวลไปด้วยไอวิญญาณอันหนาแน่น

ที่จุดสูงสุดของยอดเขาสูงชันลูกหนึ่งมีเมฆวิญญาณไอมงคลสีม่วงสายแล้วสายเล่าปลิวไหว เงาร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น มองออกไปรอบด้าน สีหน้าเจือแววตื่นตะลึงที่สลัดไม่หลุด

คนผู้นี้ก็คือหลินสวินที่เพิ่งมาถึงสมรภูมิกระหายเลือด

เพียงแต่เวลานี้เขากลับสงสัยว่าตนมาผิดที่!

ในความทรงจำของหลินสวิน สมรภูมิกระหายเลือดฟ้าดินหมองหม่น ผืนดินขมุกขมัว กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุกที่มีแต่สัญญาณแห้งแล้งรกร้าง ต้นหญ้าไม่อาจถือกำเนิด

เหนือผืนดินแห่งนั้นซากศพที่เน่าเปื่อยยับเยินกระจายอยู่ท่ามกลางฝุ่นธุลี กลิ่นคาวเลือดเหม็นเน่าที่ไม่อาจหายไปอบอวลอยู่ในอากาศ

ความมืดมิด เงียบงัน นองเลือด หดหู่… บรรยายภาพอันหมองมัวของสมรภูมิกระหายเลือดได้คร่าวๆ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในสมรภูมิกระหายเลือดไม่มีไอวิญญาณ!

กองทัพผู้ฝึกปราณที่ประจำการอยู่ที่นี่ต่างต้องอาศัยโอสถวิญญาณและลูกกลอนวิญญาณมาเติมพลังของตน

แต่ตอนนี้…

ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปแล้ว!

กลางฟ้าดินสรรพสิ่งเจริญงอกงาม ไอวิญญาณหนาแน่น ภูผาธารางดงามอัศจรรย์ ไอวิญญาณกับพลังชีวิตไหลหลั่งราวกระแสน้ำเชี่ยว อบอวลออกมาทั่วฟ้าดิน

ที่นี่ใช่สมรภูมิกระหายเลือดในความทรงจำของเขาเสียที่ไหน เป็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลและสวยงามประหนึ่งเรือนเซียนแดนมงคล!

ดอกไม้ใบหญ้าพวกนั้นต่างมีแสงวิญญาณเปล่งปลั่งรวมตัว แม้ไม่ใช่โอสถวิญญาณแต่กลับต่างจากต้นไม้ใบหญ้าทั่วไปโดยสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็น ‘วัตถุวิญญาณ’

หลินสวินหายใจ ในปากและจมูกมีแต่ไอวิญญาณสดใหม่ เข้มข้น และอุดมไปด้วยพลังชีวิตกระชุ่มกระชวย รู้สึกเพียงสดชื่นปลอดโปร่งไปครู่หนึ่ง

‘ในช่วงเวลาสิบกว่าปี เปลี่ยนไปหมดแล้ว…’

‘ความหนาแน่นและบริสุทธิ์ของไอวิญญาณที่นี่ไม่ด้อยไปกว่าแดนเก้าบนแดนมกุฎเลย!’

‘ไม่สิ! ไอวิญญาณในโลกนี้ยังมีพลังเจตะอยู่รางๆ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกปราณของผู้แข็งแกร่งระดับอมตะ’

‘ถ้าฝึกปราณที่นี่วันเดียว ก็เทียบเท่ากับฝึกปราณที่โลกภายนอกหนึ่งเดือน!’

ผ่านไปครู่ใหญ่หลินสวินถึงสงบใจลงช้าๆ เริ่มตั้งสมาธิสัมผัสสมรภูมิกระหายเลือดที่แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแห่งนี้

ยิ่งระดับฝึกปราณสูงขึ้นเท่าไร เงื่อนไขของทรัพยากรก็ยิ่งเข้มงวด

ปลาตัวหนึ่งสามารถแหวกว่ายอย่างสุขใจในบ่อโคลน แต่เมื่อปลาแปรสภาพเป็นมังกรยักษ์ บ่อโคลนเล็กๆ บ่อหนึ่งจะรับไว้ได้อย่างไร

ในวัยเยาว์ หลินสวินฝึกปราณที่จักรวรรดิก็เปรียบดั่งปลาเติบโตขึ้นในบ่อโคลน

แต่เขาในตอนนี้เป็นมกุฎราชันระดับอมตะเคราะห์ด่านแปดแล้ว หากยังฝึกปราณในจักรวรรดิ ชั่วชีวิตก็คงไม่อาจบรรลุระดับมกุฎอริยะได้

เหตุผลก็ง่ายดายนัก ทรัพยากรฝึกปราณในอาณาจักรไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของเขาได้ อีกทั้งยังขาดจุดเปลี่ยนมหามรรคที่จำเป็นต่อการฝึกปราณด้วย!

แม้ฟ้าดินแปรผันฉับพลันในปัจจุบันทำให้จักรวรรดิไม่เหมือนเดิม แต่หากต้องการเสาะแสวงหาวิธีบรรลุมกุฎอริยะ เขาก็ทำได้เพียงมาที่สมรภูมิกระหายเลือดเท่านั้น

‘มิน่าจักรพรรดิถึงเคยกล่าวว่าในโลกชั้นล่างมีจุดเปลี่ยนของการบรรลุมกุฎอริยะอยู่เช่นกัน สมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้เปลี่ยนไปพร้อมกับการเกิดขึ้นของฟ้าดินแปรผันฉับพลันแล้ว…’

หลินสวินสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ยอมรับความเป็นจริงตรงหน้าโดยสมบูรณ์

ฉึบ!

ครู่ต่อมาเงาร่างของหลินสวินก็หายไปจากที่เดิม

สองชั่วยามผ่านไป

ที่ริมฝั่งแม่น้ำกว้างใหญ่ไพศาลสายหนึ่ง เงาร่างของหลินสวินโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว แววฉงนไหวเคลื่อนในดวงตา

สมรภูมิกระหายเลือดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ตามความทรงจำของเขา เดิมนึกว่าไม่นานก็หาทางเข้าป่าต้นหม่อนพบ

แต่กลับไม่เคยคิดว่าโลกนี้จะต่างจากในความทรงจำของเขาโดยสมบูรณ์ ใหญ่ขึ้นไม่รู้กี่เท่า!

‘ทิศตรงข้ามกับอาทิตย์ตกดิน สถานที่ที่พระอาทิตย์ขึ้นก็คือค่ายของจักรวรรดิข้า’

นี่คือประโยคที่อยู่บนหนังสือคู่มือหนังสัตว์ที่จ้าวไท่ไหลมอบให้หลินสวิน สมัยเขาเข้ามาในสมรภูมิกระหายเลือดครั้งแรก

เพียงแต่ในสมรภูมิกระหายเลือดตอนนี้ยังมีค่ายของจักรวรรดิอยู่หรือไม่

หลินสวินครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองดูท้องฟ้าแยกแยะทิศทางแล้วก็คิดจะออกเดินทางอีกครั้ง

หืม?

แต่ก็ในตอนนี้เอง เขาหรี่ตาลง ในการรับรู้ของจิตรับรู้ มีกลิ่นอายจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์น่าตกใจอย่างยิ่งยวดอยู่สายหนึ่งที่ก้นแม่น้ำสายนี้

เขาขยับตัวนิดเดียวก็เข้าไปอยู่ในก้นแม่น้ำแล้ว

สายน้ำพลิกตลบ ผลึกขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ที่ก้นแม่น้ำ ประกายเจตะงดงามราวภาพมายาแผ่กระจายออกมา

นี่มันของอะไรกัน

หลินสวินยื่นมือไปคว้าแล้วหยิบเอาผลึกนี้มาไว้ในมือ ประเมินดูเล็กน้อยก็ตกตะลึงทันที ภายในผลึกนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายเจตะอันบริสุทธิ์หาใดเทียบ เหมือน ‘ผลึกกำเนิดเจตะ’ ที่ร่ำลือยิ่งนัก!

ผลึกกำเนิดเจตะ เป็นสมบัติล้ำค่าที่แทบสูญสิ้นไปจากโลกภายนอกชนิดหนึ่ง พบเห็นได้ยากยิ่ง โดยทั่วไปมีเพียงสถานที่ที่มีชีพจรปราณวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ถึงจะฟูมฟักขึ้นมาได้

พลังเจตะที่บรรจุอยู่ในผลึกนี้มีประโยชน์เกื้อหนุนที่ไม่อาจประเมินได้ต่อการฝึกปราณของผู้ฝึกปราณ

เช่นอริยะฝึกปราณ ถ้ำสวรรค์แดนมงคลทั่วไปไม่มีทางตอบสนองความต้องการในการฝึกปราณของเขาได้เลย แต่หากมีผลึกกำเนิดเจตะ ปัญหาเรื่องการฝึกปราณก็จะคลี่คลายอย่างง่ายดาย

สมบัติเช่นนี้ต่อให้ตกอยู่ในมือผู้ฝึกปราณที่อยู่ต่ำกว่าระดับราชันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เพราะพลังที่บรรจุอยู่ในผลึกกำเนิดเจตะสูงส่งและยิ่งใหญ่เกินไป ผู้ฝึกปราณธรรมดาไม่อาจรับไหวและหลอมได้!

ตามความเข้าใจของหลินสวิน ไม่อาจหาสิ่งนี้พบในจักรวรรดิอันกว้างใหญ่แห่งนี้แล้ว ต่อให้อยู่ในดินแดนรกร้างโบราณก็มีเพียงสำนักโบราณเหล่านั้นเท่านั้นถึงมีไว้ในครอบครอง

‘ในสมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้ถึงกับมีผลึกกำเนิดเจตะก่อตัวขึ้นมา…’

หลินสวินลอบเอ่ยในใจ ‘เช่นนี้ดูท่าต่อให้เป็นอริยะแล้ว ที่นี่ก็เรียกได้ว่าเป็นแดนสมบัติในการฝึกปราณแห่งหนึ่ง!’

เขาเก็บผลึกกำเนิดเจตะเอาไว้แล้วเคลื่อนตัวจากก้นแม่น้ำ เริ่มออกเดินทาง

ตลอดทางภายใต้การสืบเสาะอย่างจริงจังของหลินสวิน ถึงกับเก็บรวบรวมผลึกกำเนิดเจตะในภูผาธาราหลายก้อนได้อย่างต่อเนื่อง มีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ล้วนมีแสงวิญญาณเจิดจ้า พลังเจตะเต็มเปี่ยมทั้งนั้น

มิหนำซ้ำในบริเวณภูเขาที่ไอวิญญาณรวมตัวกันอย่างน่าตกตะลึงที่สุดบางแห่ง ยังมีโอสถเทพและวัตถุดิบเทพหายากขึ้นอยู่บ้าง ล้วนถูกหลินสวินเก็บไปจนหมดโดยไม่เกรงใจสักนิด

และในตอนนี้หลินสวินแน่ใจได้โดยสิ้นเชิงแล้วว่า หากกล่าวว่าแดนมกุฎแดนเก้าบนเหมาะสมกับการฝึกปราณของระดับราชันมรรคาอมตะ

เช่นนั้นแล้วสมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้ ก็ตอบสนองความต้องการในการฝึกปราณของบุคคลระดับอริยะได้อย่างสมบูรณ์!

——

Battling Records of the Chosen One

Battling Records of the Chosen One

BRCO, Tian Jiao Zhan Ji, 天骄战纪
Score 8
Status: Ongoing Type: Author: , Released: 2016 Native Language: Chinese
ณ มหาทวีปชางถูอันกว้างใหญ่ไพศาล มีเซียนอมตะผู้อยู่เหนือสวรรค์ชั้นฟ้า มีเทพมารบรรพกาลผู้ควบคุมโลกันต์ ก่อเกิดเป็นตำนานอันรุ่งโรจน์ไม่รู้จบบนหน้าประวัติศาสตร์ ในโลกใบเดียวกันนั้น เด็กชายนามว่าหลินสวินจำต้องอาศัยการฝึกปราณและการจารึกรอยสลักวิญญาณ บากบั่นมุ่งหน้าไปบนหนทางสู่ความเป็นหนึ่งแต่เพียงลำพัง หลินสวินเป็นผู้เดียวที่หนีรอดมาได้จากคุกใต้เหมือง ที่ที่เขาถูกเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร ยกเว้นเพียงความจริงไม่กี่อย่างที่ท่านลู่ ผู้อุปการะของเขาเป็นคนเล่าให้ฟัง ด้วยเครื่องมือวิญญาณโบราณสองอย่างที่ท่านลู่มอบไว้ให้ก่อนคุกใต้เหมืองจะถล่ม หลินสวินเริ่มออกเดินทางสู่จักรวรรดิจื่อเย่า เพื่อค้นหาว่าเพราะเหตุใดชีพจรวิญญาณของเขาจึงถูกพรากไป และใครที่เป็นคนสังหารครอบครัวของเขา จนทำให้เด็กชายต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างที่เป็นอยู่นี้ แม้ภายนอกจะเป็นเพียงเด็กชายตัวผอมแห้งอายุสิบสองสิบสามที่ดูไร้พิษสง แต่ภายในนั้นเด็ดขาดและไร้ความปราณีเป็นที่สุด ท่านลู่เปรียบเสมือนแสงแดดอุ่นที่คอยสอนไม่ให้หลินสวินหยุดเรียนรู้และสอนวิชาเอาตัวรอดให้เขา ในทางกลับกัน ทหารยามและนักโทษทั้งหลายทำให้เขารู้จักว่าความดำมืดที่แท้จริงเป็นเช่นไร และมนุษย์คนหนึ่งจะชั่วช้าได้สักแค่ไหน… In the vast and boundless continent Cangtu, there were ancient sects governing the Ten Old Domains, unworldly immortal clans beyond the Blue Sky, and primordial demon gods dominating the dark abyss that together created a great number of brilliant stories over the long course of the history. In this very world, there was a boy, named Lin Xun, who embarked on his journey to the pinnacle of strength alone through cultivation and spiritual tattoo inscribing. Escaping alone from the Mine Prison where he had been living since he was adopted by Master Lu, Lin Xun knew nothing about his identity but the little information his adopter, Master Lu, had told him. With two ancient spiritual tools Master Lu gave to him before the destruction of the Mine Prison, Lin Xun started his journey to Ziyao Empire, where he is supposed to find out the truth of his lost Spiritual Vessel and the person who slaughtered his family, leaving him orphaned. Will he be able to unlock the mysteries of the two magic treasures, unveil the secrets of his identity and create a legend of his own?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset