the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 205 เริ่นเสี่ยวซู่ ทหารเกณฑ์ใหม่ของป้อมสังเกตการณ์

การทดสอบอัตราซิงโครไนซ์นี้ดำเนินการทั่วทั้งสมาคมตระกูลหลี่ ไม่เพียงแค่พวกเริ่นเสี่ยวซู่ต้องเข้ารับการทดสอบ แม้แต่กองกำลังของสมาคมตระกูลหลี่เองก็ต้องเข้าร่วมด้วย

เริ่นเสี่ยวซู่อยู่ข้างนอก มองพวกทหารเข้าแถวเพื่อจะเข้าไปในเต็นท์ ถ้ามีคนผ่านทดสอบการซิงโครไนซ์ ทหารนายอื่นๆ ก็จะเข้าไปแสดงความยินดีด้วย

พวกทหารจากสมาคมตระกูลหลี่น่าจะรู้ว่าตนเองถูกคัดกรองไปเพื่ออะไร พอเห็นเพื่อนผ่านการทดสอบแล้วแสดงความยินดีด้วยแบบนี้ ต้องเป็นเรื่องดีไม่น้อยแน่ๆ

“หัวหน้าห้อง ไอ้เจ้าซิงโครไนซ์นี่คือไว้หาอะไรเหรอ” นักเรียนคนหนึ่งถาม

ตั้งแต่พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันมา คนอื่นๆ ก็เรียกเริ่นเสี่ยวซู่ว่าหัวหน้าห้อง บางครั้งถึงกับเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ด้วยซ้ำ

เริ่นเสี่ยวซู่ไม่คิดปิดบัง เขาพิจารณาพักหนึ่งแล้วลองเล่าข้ออนุมานของตน “สมาคมตระกูลหลี่สำเร็จงานวิจัยเกี่ยวกับนาโนโรโบติกส์และประสาทเทคโนโลยีไปอีกขั้นแล้ว ดูเหมือนพวกเขากำลังหาผู้เหมาะสมจะเชื่อมต่อเข้ากับนาโนแมชชีนอยู่

และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ หลังจากสมาคมตระกูลหลี่พัฒนางานวิจัยนี้ไปอีกขั้นได้แล้ว เขาก็นำเทคโนโลยีนาโนโรโบติกส์นี้มาใช้ในการทหารทันที ถ้าเป็นไปอย่างที่หลัวหลานว่าไว้ นาโนแมชชีนนี้จะทำให้โครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ หรือส่วนอื่นๆ ของมนุษย์พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นสมาคมตระกูลหลี่จึงคิดจะสร้างกองกำลังชั้นยอดที่มีนาโนแมชชีนคอยสนับสนุน

แต่เริ่นเสี่ยวซู่ว่าการมีหุ่นยนต์เวียนวนอยู่ในร่างกายนั้น แค่คิดก็รู้สึกไม่สบายแล้ว

นายทหารนามหลี่ชิงเจิ้งมองพวกเริ่นเสี่ยวซู่แล้วยิ้ม “ทุกคนตามฉันมา พวกเราจะไปลงทะเบียนกันก่อน หลังจากวันนี้ไปพวกนายต้องมาอยู่สังกัดฉัน อยู่ติดกันไว้ แล้วพวกเราจะมีอาหารมีเหล้าดีๆ ให้กินกัน!”

เริ่นเสี่ยวซู่หันไปมองหลี่ชิงเจิ้งที่ยังสวมหมวกเบเรต์เบี้ยวๆ อยู่เลย คอเสื้อก็ปลดกระดุม ดูมุมไหนก็เหมือนอันธพาลร้านถิ่น ไม่สิ อันธพาลร้านถิ่นหน้าตาแบบนี้เลยต่างหาก

เริ่นเสี่ยวซู่เดินเข้าไปจับมือกับหลี่ชิงเจิ่น ขณะเดียวกันก็ยัดธนบัตรสองใบใส่มือเขา “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ หัวหน้าหน่วยหลี่”

เห็นเริ่นเสี่ยวซู่เข้าใจ ‘ธรรมเนียม’ แบบนี้ หลี่ชิงเจิ่นก็ตาเป็นประกาย “ทุกคนไม่ต้องห่วงนะ ฉันเพิ่งกลายมาเป็นนายทหารไม่นาน อย่าให้พวกเรามีระดับขั้นอะไรเลย นับแต่นี้ไปพวกเราคือพี่น้อง!”

แค่ธนบัตรสองใบ ก็เปลี่ยนความสัมพันธ์ฉันท์เจ้านายลูกน้องให้กลายเป็นความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องได้แล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ถามขึ้น “พวกเรากำลังไปไหนกันเหรอ”

“เดี๋ยวไปจัดการเรื่องลงทะเบียนให้เสร็จก่อน จากนั้นก็ไปรับเครื่องแบบ เสร็จแล้วเดี๋ยวไปค่ายของพวกเรากัน ทั้งป้อมสังเกตการณ์นั่นจะเป็นของพวกเรา!” หลี่ชิงเจิ่นพูดอย่างกระตือรือร้น

เริ่นเสี่ยวซู่มีเรื่องไม่แน่ใจอยู่ หลี่ชิงเจิ่นเป็นแค่หัวหน้าหน่วยรบคนหนึ่งของกองกำลังส่วนตัวเองไม่ใช่เหรอ เขาจะควบคุมทั้งค่ายทหารได้จริงเหรอ

“หน้าที่พวกเราไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ป้อมปราการหรอกเหรอ” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม

“ที่ด้านนอกมีโรงงานอยู่หลายแห่ง พวกเราต้องป้องกันไม่โรงงานพวกนั้นโดนโจมตี” หลี่ชิงเจิ่นอธิบาย “แต่พวกเราไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกังวลไป ฉันฝึกวิชาบู๊กับช่างตีเหล็กในเมืองมาตั้งแต่เด็ก รู้จักวิชาหมัดเยอะแยะเลยแหละ…”

เริ่นเสี่ยวซู่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้รู้สึกวางใจขึ้นเลย ให้เขาไปเป็นทหารในกองกำลังส่วนตัวไม่เป็นอะไรหรอกนะ แต่ทำไมเขาต้องมาถูกเกณฑ์ในกลุ่มทหารไม่เอาอ่าวแบบนี้กัน

หลี่ชิงเจิ้งสำรวจเริ่นเสี่ยวซู่แล้วพูดว่า “ถึงนายจะดูผอมไปหน่อย อัตราการซิงโครไนซ์ก็ต่ำเตี้ย ดูแล้วไม่เหมาะเป็นทหารเลย แต่ไม่เป็นไรนะ พี่ใหญ่หลี่จะปกป้องนายเอง!”

“อืม ขอบคุณนะพี่ใหญ่หลี่” เริ่นเสี่ยวซู่ว่า หลังจากค่าความคล่องแคล่วเพิ่ม เขาก็ดูผอมขึ้นเล็กน้อย

นักเรียนคนอื่นๆ มองหน้ากันเองด้วยความพูดอะไรไม่ออก สำหรับพวกเขาแล้ว หลี่ชิงเจิ่นน่าจะโดนหมัดเดียวของเริ่นเสี่ยวซู่เป่าหัวกระจุยมากกว่า

ตอนนี้ผู้ลี้ภัยอีกเจ็ดคนจำเป็นต้องเป็นทหารเช่นกัน พวกเขาต่างมีใบหน้าหม่นหมอง พวกเขาคิดเพียงว่าผู้อพยพเป็นมนุษย์ต่ำชั้นที่สุดที่เกิดมาเพื่อรับใช้ชาวป้อมปราการ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งพวกตนต้องกลายมาเป็นผู้อพยพเสียเอง!

ในเมื่อเริ่นเสี่ยวซู่จ่ายเงินแล้ว เขาย่อมเป็นพี่น้องกับหลี่ชิงเจิ้ง แต่ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ไม่มีเงินไปจ่ายเขา หลี่ชิงเจิ้งจึงปฏิบัติต่อผู้อื่นต่างออกไป “เจ้าพวกนั้นน่ะเร็วๆ หน่อย ร้องไห้เรียกความสงสารหาอะไร เดี๋ยวไปถึงค่ายพวกเราก็รู้สึกดีเองแหละหน่า”

เดิมทีหลี่ชิงเจิ้งมีทหารในสังกัดแค่สิบกว่านาย แต่ตอนนี้นับทั้งหน่วยแล้วก็มีสามสิบนายพอดี

เริ่นเสี่ยวซู่รู้จากหลี่ชิงเจิ้งมาว่าพวกเขาจะไปสังกัดในหน่วยรบที่แปดของกองพันทหารเหล็กที่สองแห่งกองกำลังส่วนตัว

หลี่ชิงเจิ้งไม่รู้เสียแล้วว่าเอาคนแบบไหนเข้ามาในหน่วย

กลุ่มพวกเขาไปลงทะเบียนกันเรียบร้อย ตอนที่กำลังรับเครื่องแบบ ทหารจากหน่วยพลาธิการก็แจ้งว่าตอนนี้เครื่องแบบขาดแคลนอยู่ ต้องมารับวันหลัง

เริ่นเสี่ยวซู่ล่ะสงสัยนักว่ากองทัพนี่ขยายจำนวนขนาดไหนกันถึงทำให้มีเครื่องแบบไม่พอได้แบบนี้ พวกเขาต้องเฝ้าป้อมสังเกตการณ์ด้วยชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้หรอกเหรอเนี่ย

แม่*เกณฑ์ทหารแบบมั่วซั่วไปหน่อยหรือเปล่าฟะ! ป้อมปราการให้เพิ่มจำนวนของกองกำลังส่วนตัว แต่กลับไม่ให้ความสำคัญอะไรเลย ตอนที่ไปรับอาวุธ พวกเขาถึงกับไม่ได้รับการแจกจ่ายอาวุธด้วยซ้ำ!

ระหว่างเดินทางนั้น เขาพลันเหลือบไปเห็นเหยียนลิ่วหยวนยืนรออยู่นอกค่ายทหาร พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกัน เหยียนลิ่วหยวนเพียงโยนโน้ตกระดาษผ่านรั้วไม้มา เริ่นเสี่ยวซู่เปิดอ่าน ‘เข้าไปอยู่ในเมืองน้อยแล้ว ทุกอย่างปกติดี’

ในที่สุดเริ่นเสี่ยวซู่ก็วางใจได้เสียที

ตอนนั้นเองหลี่ชิงเจิ้นก็ตะโกนมาจากรถบรรทุกทหารที่อยู่ไม่ไกล “พี่น้องขึ้นรถ! พวกเราจะเดินทางไปป้อมเรากัน!”

เริ่นเสี่ยวซู่เดินไปที่รถบรรทุกพร้อมกับพยักหน้าให้เหยียนลิ่วหยวน เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าค่ายทหารที่ตนต้องไปประจำการณ์นั้นเป็นแบบไหน พอเขาเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์ตนเองเป็นเช่นไร ยามนั้นค่อยพาพวกเหยียนลิ่วหยวนหนี

ในเวลาเดียวกันนั้น นาโนแมชชีนที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีเงินในขวดก็ถูกส่งเข้าป้อมปราการไปแล้ว นักวิจัยในชุดกาวน์ยื่นตรวจใบแสดงตนอยู่หน้าประตูป้อมปราการ พอทหารที่เฝ้าอยู่เห็นใบแสดงตนของเขาแล้วก็หลบทางให้ทันที พวกเขาถึงกับเตรียมรถยนต์เป็นพิเศษส่งเขาไปยังสถาบันวิจัย 613 ที่ตั้งในป้อมปราการ

ขณะที่นักวิจัยนั่งอยู่ในรถ ใจก็คิดอะไรบางอย่างไปด้วย แม้เทคโนโลยีนาโนโบโรติกส์ของพวกตนนั้นพัฒนาสำเร็จแล้ว จะพบนาโนแมชชีนมีข้อบกพร่องสักตัวสองยังถือว่ารับได้ แต่ให้ทั้งขวดมีความบกพร่องนั้นออกจะแปลกไปหน่อยนาโนแมชชีนในหนึ่งขวดนั้นมีจำนวนมหาศาล จะพังหมดเลยคงเป็นไปไม่ได้หรือเปล่า

นาโนแมชชีนนั้นใช่ว่าจะมีขนาดเล็กกว่านาโนเมตรเสียหมด พวกเขาแค่ต้องทำให้แขนขาของหุ่นยนต์นั้นทำงานในระดับนาโนได้ นาโนแมชชีนแต่ละตัวจะมีขนาดราวๆ สี่นาโนเมตร

นาโนเมตรคืออะไร หนึ่งนาโนเมตรมีขนาดเท่ากับ 0.000000001 เมตร ถ้านาโนแมชชีนทั้งขวดพังหมดล่ะก็ แสดงว่าไม่ใช่เป็นปัญหาทางเทคนิคแต่มาจากปัญหาอื่นมากกว่า

ตอนนี้เขากำลังสับสนมากและก็มีความสงสัยมากด้วย

พอมาถึงสถาบันวิจัย 613 เขาก็พุ่งตรงไปยังตึกวิจัยและกล่าวกับเลขาว่า “ฉันขอพบคุณหลี่!”

เลขาสาวสวยดันแว่น “ถ้ามีอะไรก็กล่าวกับฉันได้โดยตรงเลยค่ะ คุณหลี่ยุ่งมาก”

“พวกเราเจอปัญหานิดหน่อยกับเจ้านี่” นักวิจัยว่า “แจ้งให้คุณหลี่รู้โดยด่วนทีครับ”

“คุณฝากไว้กับฉันได้เลยค่ะ ทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ หลังจากได้ผลมาแล้วทางเราจะติดต่อไป วันนี้มีขวดนาโนแมชชีนถูกทำลายเพราะเกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินงานหลายเคส คุณหลี่กำลังยุ่งกับการรับมือเรื่องนี้นี่แหละ” เลขาสาวสวยกล่าวเสียงเรียบ

นักวิจัยชะงัก นาโนแมชชีนเสียหายเพราะเกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน? แต่ทำเขารู้สึกว่าสถานการณ์ของเขาไม่ใช่แบบนั้นล่ะ เขาจำได้ว่าตอนให้เครื่องทำงานมันไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย!

เขาพูดอย่างจริงจัง “ผมจะกลับไปรอฟังข่าวแล้วกัน แต่อย่าลืมอธิบายคุณหลี่ด้วยว่านาโนแมชชีนขวดนี้ไม่มีข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ปกติอย่างถึงที่สุด!”

เลขาจ้องเขา จากนั้นก็แปะป้าย ‘ด่วน’ ลงบนขวดต่อหน้านักวิจัย จากนั้นนักวิจัยถึงถอนหายใจโล่งอก “ขอบคุณ!”

แต่เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีขวดที่แปะคำว่า ‘ด่วน’ จำนวนหลายร้อยถูกส่งเข้าไปในแลปทดลอง

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset