the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 204 ท่านอาจารย์ไม่ต้องเสียใจไป

เห็นว่าโอกาสแบบนี้ยากมาถึงอีก หวังฟู่กุ้ยจึงไม่ชักช้า เขาต้องให้หลีเสี่ยวอวี้ เจียงอู๋ และนักเรียนหญิงคนอื่นๆ ได้รับการยกเว้นจากการใช้แรงงานก่อน

หวังฟู่กุ้ยกลับไปเล่าให้เริ่นเสี่ยวซู่ฟัง เริ่นเสี่ยวซู่คิดพักหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ยกเว้นการใช้แรงงานได้ก็ไม่เลวแล้ว พอพวกฉันโดนเกณฑ์ไป ลุงก็พาพวกเขาไม่อยู่ในเมืองน้อยก่อน เกิดวันหนึ่งพวกเราคิดหนี เวลานั้นจะได้รวมตัวกันง่ายหน่อย”

ตอนนี้กลุ่มพวกเขามีสิบคนต้องไปเป็นทหาร ได้แก่เฉินอู๋ตี๋ เริ่นเสี่ยวซู่ และนักเรียนชายอีกแปดคน ส่วนที่เหลือต้องอยู่ในเมืองน้อยไปก่อน

แต่ในโลกอันวุ่นวายเช่นนี้ ใครกันจะมีได้ทุกอย่างตามใจล่ะ ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ก็ดีมากแล้ว

หลังจากพวกทหารได้รับสินบนเรียบร้อย พวกเขาก็เดินทางกันต่อ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงนอกป้อมปราการ 108 เริ่นเสี่ยวซู่แปลกใจมากที่เมืองน้อยนอกป้อมปราการนี้ดูคึกคักว่าเมืองน้อยที่ตนเคยอยู่มาก

สามารถเห็นรถก่อสร้างสัญจรไปมา นอกเมืองน้อยถึงกับมีค่ายทหารขนาดใหญ่ประจำการณ์อยู่ด้วย ดูเหมือนว่าสมาคมตระกูหลี่จะเรียกกองกำลังจำนวนมากมารวมกันที่นอกป้อมปราการ 108

แม้จะเพิ่งเช้ามืด แต่นอกป้อมปราการก็อึกทึกมาก

เริ่นเสี่ยวซู่สับสนงุนงง ถึงต่อให้ป้อมปราการ 108 จะอยู่ใกล้ป้อมปราการ 109 ที่พวกตัวทดลองอยู่ พวกเขาจำเป็นต้องรวบรวมกองกำลังมามากขนาดนี้เลยเหรอ

พวกเขาลงจากรถ นายทหารที่ทำหน้าที่พามาสั่งให้พวกที่จ่ายสินบนรีบใช้ทางแคบๆ เส้นหนึ่งวิ่งเข้าเมืองน้อยกันไม่ให้โดนเรียกตัวไปใช้แรงงาน ส่วนคนที่เหลือถูกให้รอคำสั่งอื่นต่อไป

นายทหารหัวเราะ “ขอแนะนำตัวเองก่อนนะ ฉันชื่อหลี่ชิงเจิ้ง เดี๋ยวฉันจะพาทุกคนไปตรวจร่างกายที่กรมเกณฑ์ทหาร ฉันจะแอบบอกอะไรให้ฟัง คนที่ผ่านการทดสอบ จะมีโอกาสได้กลับเข้าป้อมปราการด้วยแหละ น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้โชคดีแบบนั้น ส่วนพวกนายทุกคนถือว่าแล้วแต่โชคชะตา”

เริ่นเสี่ยวซู่ไม่เข้าใจอยู่บ้าง นี่มันเป็นการตรวจร่างกายธรรมดาหรือเปล่า แต่แค่นั้นก็ตัดสินได้เลยเหรอว่าใครจะได้เข้าไปเป็นพลเมืองป้อมปราการหรือต้องกลายเป็นผู้อพยพ

พวกเขาตามหลี่ชิงเจิ้นไปจนเจอเต็นท์ทหารหลังโต ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งออกจากเต็นท์มาพอดี หนึ่งในนั้นพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันจะได้เข้าไปในป้อมด้วยแหละ ฉันจะได้ไปอาศัยอยู่ในป้อมแล้ว!”

หลี่ชิงเจิ้งมองภาพนี้ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “โชคดีชะมัด ผู้อพยพที่ขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียว”

เขามองเริ่นเสี่ยวซู่กับคนอื่นๆ พลางว่า “เจ้านั่นก่อนหน้าเป็นผู้อพยพจากเมืองน้อยนอกป้อม 107 แต่พอถูกส่งมาตรวจร่างกายที่นี่ก็ได้กลายเป็นพลเมืองของป้อมปราการไป น่าสนใจดีใช่ไหมล่ะ” เริ่นเสี่ยวซู่ที่ยืนนอกเต็นท์มองชายผู้นั้นจากข้างหลัง เขาเกิดความรู้สึกว่าการตรวจร่างกายรอบนี้น่าจะเกี่ยวกับโทคโนโลยีใหม่ของสมาคมตระกูลหลี่

ทุกคนยืนเป็นแถวเรียงกันเข้าเต็นท์ ตอนนี้มีเต็นท์ตรวจร่างกายสิบกว่าหลังในค่ายแห่งนี้ นอกจากผู้อพยพต้องตรวจร่างกายแล้ว ทหารประจำการของสมาคมตระกูลหลี่ก็ต้องเข้าตรวจร่างกายซ้ำเช่นกัน!

เริ่นเสี่ยวซู่เข้าไปในเต็นท์หลังหนึ่ง แต่การตรวจร่างกายในนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขานึกภาพไว้เลย ข้างในมีเพียงคนในเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าเครื่องอะไรบางอย่าง ผู้ที่ถูกตรวจร่างกายต้องไปนั่งบนเก้าอี้ที่เชื่อมต่อเครื่องนั่น จากนั้นก็มีห่วงเหล็กเชื่อมสายไฟมาสวมไว้บนศีรษะ

คนในชุดกาวน์ผู้หนึ่งอ่านข้อมูลแล้วกล่าวว่า “อัตราการซิงโครไนซ์อยู่ที่สามเปอร์เซ็นต์ ไม่ผ่าน”

เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างจึงดึงตัวผู้รับการทดสอบไป “นายไม่ผ่าน”

เริ่นเสี่ยวซู่ค่อยๆ ถอยไปท้ายแถว เขาสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล

หลี่ชิงเจิ้งหัวเราะ “อะไร ไม่อยากกลับเข้าไปป้อมเหรอไง ได้ยินว่านายเคยเป็นชาวป้อมปราการมาก่อนนี่”

เริ่นเสี่ยวซู่เหลือบมองเขา “นายก็เป็นชาวป้อมปราการไม่ใช่เหรอ”

“เปล่า ฉันขึ้นมาเป็นหัวหน้าได้เพราะว่าทหารกองกำลังส่วนตัวกำลังเกณฑ์ไพร่พลเพิ่ม แต่ก่อนหน้านี้ฉันเป็นผู้อพยพ” หลี่ชิงเจิ้งยิ้ม

ที่แท้สมาคมตระกูลหลี่กำลังขยายอำนาจทางการทหาร ขนาดผู้อพยพยังถูกเกณฑ์เข้าทหารกองกำลังส่วนตัว

ตอนนั้นเองคนในชุดกาวน์ก็พูดขึ้น “อัตราการซิงโครไนซ์อยู่ที่แปดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ ผ่าน บันทึกข้อมูลเขาเข้าฐานข้อมูลบุคคล”

เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “ ‘อัตราการซิงโครไนซ์’ คืออะไรน่ะ”

“ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน” หลี่เชิงเจิ้งว่า “แต่ถ้านายผ่านการทดสอบ นายก็จะได้เข้าป้อมไป แต่ถ้าไม่ผ่าน นายก็จะกลายมาเป็นคนของฉัน”

ชายที่เพิ่งผ่านการทดสอบไปคือคนที่หนีจากป้อมปราการ 109 มาพร้อมกับกลุ่มของเริ่นเสี่ยวซู่ เขาถามหมออย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “ผมจะได้เข้าไปในป้อมปราการจริงๆ เหรอ!”

หมอในชุดกาวน์มองเขา และพูดอย่างเฉยชาว่า “ยินดีด้วย ชื่อ?”

“ฮ่าๆๆ ในที่สุดฉันก็ได้เข้าป้อมแล้ว!” ผู้ลี้ภัยพูดอย่างตื่นเต้น

หมอพูดเร่ง “ชื่อล่ะ”

“หลินชี! ผมชื่อหลินชี!” ผู้ลี้ภัยพูดอย่างตื่นเต้น

จากนั้นก็มีคนพาเขาออกไป แล้วคนในกลุ่มก็ถูกตรวจร่างกายไปทีละคน อัตราการซิงโครไนซ์ของนักเรียนทั้งแปดคนอยู่ที่ราวๆ สี่สิบถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเกณฑ์ขั้นต่ำให้ผ่านอยู่สูงกว่านั้นมาก

พอถึงรอบของเฉินอู๋ตี๋ หมอก็ขมวดคิ้วมุ่น “อัตราการซิงโครไนซ์อยู่ที่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ทำไมมันต่ำขนาดนี้”

แต่เฉินอู๋ตี๋ดูไม่ยี่หระอะไรกับผลลัพธ์ ตอนหมอบอกให้เขาลุกออกไป เฉินอู๋ตี๋แอบถามเริ่นเสี่ยวซู่เสียงเบาว่า “อาจารย์ ทำไมอัตราการซิงโครไนซ์ของข้าอยู่ที่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เองล่ะ ต่ำกว่าคนอื่นๆ เยอะมากเลย”

“น่าจะเป็นการทดลองหาว่าสมองของนายทำงานได้ปกติหรือเปล่าแหละมั้ง” เริ่นเสี่ยวซู่ลังเล แล้วตอบว่า “สมองนายไม่ปกติ คะแนนเลยออกมาแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์”

ตอนนี้หมอกำลังเร่งให้เริ่นเสี่ยวซู่เดินออกมาเพราะถึงตาเขาแล้ว

เริ่นเสี่ยวซู่เกิดความคิดขึ้นมาว่าอัตราการซิงโครไนซ์ของเขาน่าจะสูงลิบลิ่ว ถ้าเขาถูกเลือกให้เขาป้อมปราการไปจะทำอย่างไรดีล่ะ เขาไม่อยากเข้าไปนะ!

พอเริ่นเสี่ยวซู่สวมห่วงเหล็กบนศีรษะ จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงสายใยเลือนลางพยายามเชื่อมโยงเข้ากับจิตใจของเขา เขารับรู้ถึงมันได้ในห้วงจิตอย่างกระจ่างชัด แต่ก่อนที่เส้นใยพวกนั้นจะเชื่อมกับพระราชวัง มันก็พลันแตกออกอย่างรวดเร็ว!

พริบตาต่อมา หมอที่อยู่หน้าเขาก็เอ่ยอย่างแปลกใจ “อัตราการซิงโครไนซ์อยู่ที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์! มันเป็นไปได้ด้วยเหรอเนี่ย”

เฉินอู๋ตี๋ที่อยู่ใกล้ๆ ปลอบ “อาจารย์ อย่าเศร้าไปเลยนะ”

เหอะๆ…

เริ่นเสี่ยวซู่ตะลึงไป ที่ได้ศูนย์เพราะเขามีราชวังหรือเปล่านะ

จากนั้นหมอก็เอ่ย “บันทึกไว้ การเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทล้มเหลวอย่างสมบูรณ์” จากนั้นก็เรียกคนที่อยู่ถัดจากเริ่นเสี่ยวซู่ “ต่อไป!”

ถ้าเริ่มเสี่ยวซู่ไม่พูดคำพวกนั้นกับเฉินอู๋ตี๋ก่อนหน้า เขาคงรับผลทดลองได้อย่างเต็มใจแล้ว แต่ตอนนี้ความเป็นจริงช่างกล้ำกลืนฝืนทนมาก ถึงเขาไม่คิดจะผ่านการทดสอบ แต่อย่างน้อยคะแนนก็น่าจะสูงกว่าเฉินอู๋ตี๋ไม่ใช่เหรอ!

“หมอ” เริ่นเสี่ยวซู่พูดเสียงเคร่งเครียด “ผมว่าผมน่าจะทำได้ดีกว่านั้นนะ เครื่องต้องมีปัญหาแน่ ทำไมคะแนนผมต่ำเตี้ยอะไรขนาดนั้นน่ะ”

หมอมองเขาตาขวาง “อย่ามาสิ้นเปลืองทรัพยากรของป้อม คนต่อไป!”

ตอนที่เริ่นเสี่ยวซู่โดนพวกหลี่ชิงเจิ้งลากออกไป เขาตะโกนโหวกเหวกไม่หยุด “หมอ ขอผมลองอีกรอบ!”

หมอในเต็นท์พูดเสียงเย็นเยียบ “ฉันเห็นคนแบบนี้มาเป็นกระตัก จะทดสอบกี่ครั้งก็ได้ผลเหมือนเดิม เจ้าพวกคนไร้ค่า”

แต่พออีกคนมานั่งลงตรงเครื่อง หมอก็นิ่งค้างไป “ทำไมไม่มีปฏิกิริยาอะไรล่ะ ข้อมูลไม่ขึ้นเลย”

“หรือเครื่องมีปัญหาจริงๆ” มีคนถามเสียงแผ่ว

หมอใส่รหัสผ่านสิบหกหลักบนเครื่องเพื่อเปิดตู้ควบคุมอุณหภูมิตรงกลาง เผยให้เห็นขวดสารเหลวสีเงิน

หมอเผยสีหน้างุนงงพลางหยิบขวดของเหลวอื่นมาเปลี่ยนกับขวดในตู้ควบคุมอุณหภูมิ จากนั้นเครื่องก็กลับมาทำงานเป็นปกติ

เขาส่งขวดของเหลวไปให้ผู้ช่วย “ส่งกลับไปตรวจที่ป้อมปราการ ขวดนาโนแมชชีนนี่น่าจะมีปัญหา”

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset