Dungeon Defence – ตอนที่ 93

 

Dungeon Defense: เล่มที่ 4 – บทที่ 3

บทที่ 3 – วันที่ดอกซากุระร่วงหล่น

 

 

▯ราชาแห่งไพร่ อันดับ 71 ดันทาเลียน

ปฏิทินจักรวรรดิ: ปี 1506 เดือน 4 วันที่ 7

ที่ราบบรูโน กองทัพพันธมิตรจันทร์เสี้ยว คุกธรรมดา

 

 

กลางดึก.

 

ฟาร์นาเซ่กลับมา

 

“หญิงสาวคนนี้ได้นำของขวัญที่ระลึกมาให้ท่านมากมาย”

 

ของขวัญที่ฟาร์เนเซ่นำมาในขณะที่พูดนั้น เป็นของขวัญชิ้นแรกที่หญิงสาวที่เพิ่งอายุครบ 17 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะสมเท่านั้นที่เด็กผู้หญิงจะหลั่งความรู้สึกที่แตกหน่อออกมาใหม่ มอบให้กับผม บุคคลที่ดำรงอยู่ ซึ่งใกล้เคียงที่สุดกับพ่อของเธอ สิ่งที่นำมาไม่ใช่สิ่งที่น่ารักเช่นเงินในกระเป๋าหรือไม่ใช่จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของตัวเอง เเต่เป็นเพียงกองภูเขาที่ดูเหมือนจะเป็นกะโหลกมนุษย์นับร้อย

 

นอกจากนี้ พวกมันยังเป็นกระโหลกที่มีชิ้นเนื้อติดอยู่

 

“······”

 

“นี่คืออัศวินจากบริตตานี นี่คือผู้นำของประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในกองทัพจักรวรรดิแห่งฟรานเซีย บุคคลผู้ซึ่งหญิงสาวคนนี้ได้รับข้อมูลหลังจากทรมานนักโทษ ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงพอสมควร และนี่คือผู้บัญชาการกองพลที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในสาธารณรัฐบาตาเวีย······”

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเธอเป็นเด็กที่กลับมาจากการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกและได้นำของที่ระลึกมาให้สมาชิกในครอบครัวของเธอฟาร์นาเซ่ จึงแสดงจำเเนกหัวกะโหลกและมอบให้ผมทีละชิ้น เธอสามารถแยกแยะพวกเขาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะดูเหมือนกันในสายตาของผมและผมก็อยากให้เธอเลิกสนใจมันสักที เเต่ด้วยอะไรบางอย่างในสายตาของ ฟาร์นาเซ่ ดูเหมือนว่าจะมีป้ายชื่อหลากสีติดอยู่ที่หัวแต่ละหัวจำเเนกอยู่

 

“เข้าใจแล้ว. ผมเข้าใจดีว่าเธอมีรสนิยมทางเพศที่มีคุณค่าทางวิชาการและแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อในการค้นคว้า ดังนั้น ช่วยกำจัดพวกมันให้หมดก่อนที่ผมจะอาเจียนออกมาได้ไหมเนี่ย? ผมมันเป็นคนปกติเกินไปที่จะยอมรับความชอบของเธฮได้ทั้งหมดนา”

 

“รอสักครู่ ท่านลอร์ด หญิงสาวคนนี้ยังไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเลย จงปลาบปลื้ม. ไม่ว่าจักรวาลนี้จะกว้างใหญ่เพียงใด เด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่สามารถมอบของขวัญที่ระลึกแบบนี้แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ก็คือหญิงสาวคนนี้เเล หญิงสาวผู้นี้ไม่แน่ใจนักแต่คงจะไม่ใช่เพราะฝ่าบาทท่านได้ทำกรรมดีอย่างล้นเหลือในช่วงชาติที่แล้วหรอกนะถึงได้เรามาอยู่ข้างท่านได้?”

 

ฟาร์นาเซ่ ทำตัวโอ้อวด

 

มันค่อนข้างน่ารำคาญนิดหน่อย

 

เด็กคนนี้ไปจำอะไรแปลกๆมาจากใครกันเนี่ยถึงเเสดงท่าทีเเบบนี้?

 

ถ้าเธอทำตัวแบบนี้ไม่ว่าเธอจะสวยขนาดไหน ผมก็อยากจะรู้จริงๆว่าจะไปมีผู้ชายคนไหนมาสนใจเธอได้บ้างกัน ได้โปรดอย่ามีชีวิตอยู่โดยเอาแต่เกาะอยู่ข้างๆผมสิเว้ย เจ้าเด็กโง่ ผมไม่มีงานอดิเรกในการใช้ชีวิตในขณะที่คนโรคจิตโคตรๆย้ายมาอยู่บ้านข้างๆหรอกนะ

 

If she behaves like that, regardless of whether she’s pretty or not, I’m curious as to whether a man would ever be interested in her. Please do not live while only sticking to my side, you fool. I don’t have a hobby of living while a high-performance psychopath is occupying a corner of my home.

 

“โอเค. ไม่ว่ายังไงความคิดของเธอที่ไม่เพียงต้องการบอกข่าวแห่งชัยชนะแก่ผมเท่านั้น แต่ยังให้ของขวัญแก่ผมอีกด้วย เป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่งเชียว แล้วของขวัญที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ล่ะ?”

 

“ฮุ ฮุ”

 

ฟาร์นาเซ่ กางแขนออกในขณะที่ใช้ลิ้นของเธอสร้างเอฟเฟกต์เสียง ‘ทาดาาา’ออกมา (ผมจะใส่ข้อเท็จจริงให้นะเเต่การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะกับเธออย่างจังเลย)

 

“ในบรรดาของที่เอามา หญิงสาวคนนี้จะมอบกระโหลกที่ฝ่าบาทชอบเป็นพิเศษให้กับท่านเป็นการถาวรเลย เป็นอย่างไรบ้าง? ฝ่าบาทของเราไม่สะเทือนน้ำใจจนอยากจะสร้างห้องสมุดสำหรับสตรีผู้นี้โดยเฉพาะให้เลยไหมล่ะ?”

 

“ผมไม่ต้องการมันเลยเฟ้ย!”

 

ผมคำรามและยืนขึ้นเพื่อกดกระหม่อมของฟาร์เนเซ่ อย่างไรก็ตาม ผมรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ น่าเสียดายที่มีลูกกรงเหล็กกั้นระหว่างฟาร์นาเซ่กับตัวผมอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น มีระยะห่างระหว่างเราพอสมควรด้วย ร่างกายของผมถูกกีดกันด้วยลูกกรงเหล็กอันเเสนเย็นเฉียบ

 

“เธอมาที่นี่พร้อมกับนำของแบบนั้นมาเป็นของขวัญชิ้นแรกให้กับฝ่าบาทที่สูงศักดิ์ของเธอเรอะ? ถ้าเธอพิจารณาเฉพาะจำนวนบทเรียนที่ผมให้ไป เเค่คำที่เธอออกมาอย่างเดียวก็มากพอที่จะสร้างวิหารได้แล้ว มาใกล้ๆให้ทุบสักป้าบดิ๊”

 

 

 

“······แน่ล่ะฝ่าบาทไม่พอใจกระโหลกเหล่านี้หรือ? เรานี่หนักใจจังเลยน้า. สิ่งเหล่านี้เป็นของคุณภาพเยี่ยมที่หญิงสาวคนนี้คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน แต่ไม่ต้องกังวลไป. ฝ่าบาทคิดว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ได้คำนึงถึงความงามอันพิถีพิถันของฝ่าบาทเลยงั้นหรอ? อ้ออเรารู้อยู่แล้ว”

 

ฟาร์นาเซ่ตบมือ

 

ขณะที่เธอทำเช่นนั้น ทหารเข้ามาใกล้พร้อมกับดึงรถสาลี่ไปด้วย น่าแปลกที่รถสาลี่เต็มไปด้วยกระโหลกมนุษย์ แม้ว่าฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังคงมืดเหมือนเดิม การมองเห็นของผมจึงถูกจำกัด ผมมองเห็นรถสาลี่เรียงเป็นแนวยาวไปถึงด้านล่างสุดของเนินเขา มุ่งหน้าไปยังจุดที่เราอยู่ ฟาร์นาเซ่ วางมือบนสะโพกของตัวเองอย่างสง่างามและประกาศ

 

“หญิงสาวคนนี้เก็บทุกอย่างที่เป็นซากศพในสนามรบและเอาเฉพาะส่วนหัวของพวกมันมา บัดนี้ พระองค์ของเรา. โปรดเชยชมพวกมันได้ตามสบายจนกว่าฝ่าบาทจะสามารถหาหัวกะโหลกที่เหมาะกับรสนิยมของท่านได้เลย”

 

“อย่างที่ผมพูดไปเเล้ว โปรดอย่าไปเอาความคิดที่จะมอบหัวกระโหลกให้คนอื่นเป็นของกำนัลสิโว้ย ไอ้เด็กไม่เต็มบาทนี่!”

 

เจ้าลูกน้องคนนี้นี่······ เอาจริงๆนะผมชักจะเริ่มคิดผิดซะเเล้วสิ······

 

This fellow was not right······. Seriously, she was really wrong······.

 

ฟาร์นาเซ่เอียงศีรษะและพึมพำออกมา แปลกจัง ทำไมเจ้านายของเราถึงไม่ชอบงานศิลปะที่น่าทึ่งนี้กันล่ะ ดูเหมือนว่าเธอจะประหลาดใจแบบนั้นจริงๆ

 

สำหรับ ฟาร์นาเซ่ ศิลปะหมายถึงช่วงเวลาที่ชีวิตและความตายเจิดจรัสมากที่สุด ถ้าเป็นแบบนั้นการไปเห็นการตายของศพในสนามรบจะต้องเป็นจุดสุดยอดของศิลปะสำหรับเธอเเน่ๆ แม้ว่าผมจะไม่คิดผิดที่จะเข้าใจตรรกะที่แปลกประหลาดนั้นของเธอ แต่ผมก็ไม่ได้มีความผ่อนปรนมากพอที่จะยินยอมปล่อยผ่านมันไปได้หรอก

 

ผมถอนหายใจออกมา

 

“เธออิจฉาหรอ?”

 

“อืม? ฝ่าบาทหมายความว่าอะไร”

 

“แตกต่างกับเธอตรงที่ใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างอิสระ ผมถามว่าเธออิจฉาคนที่เกิดมาปกติและธรรมดาสามัญมั่งไหมล่ะ”

 

ฟาร์นาเซ่ตัวแข็งทื่อ

 

ไกลออกไป เปลวไฟกำลังลุกไหม้และรวนเเรง เรากำลังทำสงครามในขณะที่เผาศพอยู่ ขี้เถ้าที่ลอยอยู่รอบๆ ราวกับเกลือปลิวไสวอยู่บนท้องฟ้า ควันสีดำลอยขึ้นไปสู่เมฆา ในบางครั้ง นักโทษที่ยังไม่ตายจะถูกผูกมัดด้วยเชือกเเห่งสายใยชีวิตให้นานที่สุด จะถูกทหารของเราฟันลงและฆ่าเป็นรายคนไป ครืดคราด ครืดคราด······ อา อ้าก······ แต่ละครั้งที่เปลวไฟพุ่งสูงขึ้น จะได้ยินเสียงปวดร้าวแห่งความตายตามมาหลังจากนั้น

 

ฟาร์นาเซ่ปล่อยผ่านเสียงกรีดร้องไว้ข้างหลังเธอและจ้องมาที่ผมอย่างเหม่อลอย อารมณ์ของเธอแผ่วเบา มีคำกล่าวไว้ว่าเราสามารถสัมผัสอุณหภูมิของคนที่การจ้องมองใครสักคนนั้นตรงกับหัวใจของผู้จ้องมอง มันเลยทำให้รู้สึกราวกับว่าฟาร์นาเซ่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอุณหภูมิเสียด้วยซ้ำ (ประมาณว่าคนที่ถูกมองจะรู้ได้ถึงอุณหภูมิของคนที่มอง)

 

“ผมเดาได้ว่าทำไมเธอถึงไม่สามารถแสดงทางสีหน้าได้ดีนัก ยิ่งเธอทำสีหน้าต่างๆ นานา พ่อของเธอคงจะประสาทเเดกมากขึ้นแน่ๆ ดังนั้นในฐานะว่านั่นคือป้องกันตัวประเภทหนึ่ง เธอเลยต้องตัดสินใจกำจัดบางอย่างเช่นการแสดงออกอารมณ์ออกไปให้หมด คล้ายกับการที่แมลงในป่าเเต่งเเต้มสีในตัวของมันเองและซ่อนตัวอยู่ในป่า”

 

“I can guess the reason why you are unable to make expressions well. The more you made various facial expressions, the more your father must have gotten worked up. So you, as a type of self-defense, must have decided to get rid of something like expressions completely, similar to how a forest bug throws away its own intrinsic colors and hides within the woods.”

 

“······”

 

“ฟาร์นาเซ่ หากเป็นอย่างนั้น ถ้านั่นคือสิ่งที่เธอตัดสินใจแล้ว ไม่ว่ามันจะโหดร้ายหรือไม่ยุติธรรมสักแค่ไหน เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอนั้นได้ปเจอมาด้วยตัวเอง สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะแก้ไขมันได้ แม้นว่าเธอจะรวบรวมศพนับหมื่นที่มีการแสดงอาร์รมออกมา แต่วันที่ความโกรธแค้นและรอยแผลเป็นของเธอจะบรรเทาลงก็จะไม่มีวันมาถึงอยู่ดี”

 

“หญิงสาวผู้นี้ไม่เข้าใจ ฝ่าบาท”

 

ฟาร์นาเซ่ พูดอย่างใจเย็น

 

“ท่านลอร์ด ท่านบอกกับหญิงสาวผู้นี้ในวันนั้นในป่าสนตอนหิมะตก ท่านบอกหญิงสาวคนนี้ให้ฆ่าทุกสิ่งที่ขวางทางของเธอ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม จงอย่าได้กลัว จงอย่าถูกควบคุมโดยสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหญิงสาวคนนี้ และตัดสิ้นทุกสิ่งอย่างที่พยายามจะฆ่าตัวเรา . นายท่านเคยบอกหญิงสาวคนนี้ว่าหากเธอฆ่าศัตรูมากพอให้ล้มลง ชีวิตของหญิงสาวคนนี้ก็จะคงอยู่ต่อไป เเล้วเหตุใดฝ่าบาทจึงแนะนำหญิงสาวผู้นี้ให้เลิกเอาหัวศัตรูมาล่ะ”

 

 

ฟาร์นาเซ่ ม้วนผมด้านข้างด้วยนิ้วของเธอ มันเป็นนิสัยที่เธอแสดงเมื่อใดก็ตามที่เธอจมอยู่ในห้วงความคิด

 

“การปฏิบัติต่อหญิงสาวคนนี้โหดร้ายเกินไปหรือยังไง? สงครามนั้นมันโหดร้ายพอสมควรแล้ว วิธีการของหญิงสาวคนนี้ชั่วร้ายเกินไปหรือเปล่า? ไม่มีอะไรโง่ไปกว่าการพูดคุยถึงหน้าที่ในสนามรบ หรืออาจเป็นเพราะความเห็นอกเห็นใจซึ่งไม่เหมาะกับฝ่าบาทกำลังเพิ่มพูนขึ้นมากัน······”

 

 

“ผมบอกให้เธอฆ่าทุกสิ่งที่มาขัดขวาง”

 

ผมตัดรอนคำพูดของเธอก่อนจะจบ

 

แม้ว่าเธอจะกลายเป็นนักวาทศิลป์เพราะได้รับการศึกษาเกี่ยวกับสำนวนโวหารจากทั้งตัวผมและลาพิส แต่เธอก็ยังขาดความสามารถในการพูดสู้กับผมอยู่

 

“สิ่งที่ขวางเธอไม่ใช่หัวกระโหลกพวกนี้ จงดูอย่างถี่ถ้วน. สิ่งที่ขัดขวางเส้นทางของเธอไม่ใช่อดีตของตัวเธอเองหรือ”

 

“······”

 

ฟาร์นาเซ่เงียบไป

 

ราวกับว่าหญิงสาวผู้ซึ่งได้สังหารคนไปอย่างน้อยที่สุดก็หลายพันคนและมากที่สุดถึงหนึ่งหมื่นคนในวันนี้ กำลังถูกกั้นด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น เธอยืนอยู่กับที่โดยไม่สามารถขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว

 

“แม้ว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ต้องการที่จะยอมรับมันก็ตาม”

 

เมื่อถึงเวลาที่ ฟาร์นาเซ่ อ้าปากเเทบจะไม่ขึ้น ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างที่สังเกตได้ และมีการจุดคบเพลิงหลายจุดทั่วค่ายทหาร

 

“ฝ่าบาทพูดได้ถูกต้องเเล้ว แม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะสามารถหลุดพ้นจากจุดที่หญิงสาวคนนี้หลอกตัวเองให้เชื่อว่าเสียงของหิมะเป็นเสียงร้องของจักจั่นได้ แต่หญิงสาวคนนี้ยังคงถูกพันธนาการด้วยโซ่แห่งอดีตอยู่ และหญิงสาวคนนี้ไม่สามารถควบคุมอดีตนั้นได้ด้วยความตั้งใจของเธอเอง”

 

แทนที่จะเป็นคำพูด คำพูดของ ฟาร์นาเซ่ นั้นใกล้เคียงกับการถอนหายใจออกมามากกว่า

 

“เมื่อใดก็ตามที่มีใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่อหน้าต่อตาหญิงสาวคนนี้ หญิงสาวคนนี้ปรารถนาที่จะฟันมันด้วยดาบ หากมีใบหน้าที่สาปแช่งหญิงสาวคนนี้ในหมู่พวกมัน หญิงสาวคนนี้ปรารถนาที่จะแสดงใบหน้านั้นให้เห็นหลังจากกระชากหน้ามันออกมา เมื่อทำแบบนั้นเเล้วหญิงสาวคนนี้จักปรารถนาดื่มด่ำกับความรู้สึกของชีวิตโดยเพลิดเพลินกับความจริงที่ว่าพวกมันนั้นได้ตายไปแล้วและหญิงสาวคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ หญิงสาวคนนี้จะทำไงดีล่ะ? หญิงสาวคนนี้ต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองดีฝ่าบาท”

 

 

ฟาร์นาเซ่ก้มหน้าลงมองพื้น

 

เด็กคนนี้มักจะเดินวนไปมาในใจเพราะเธอไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไร เธอรู้ว่าต้องแก้ไขอะไร แต่เธอไม่รู้วิธีแก้ไข

 

 

อย่างไรก็ตาม เพียงก้าวเเรกอย่างเดียวก็เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่แล้ว

 

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฟาร์นาเซ่ เป็นคนที่ชอกช้ำมาตลอดจากที่เธอปฏิเสธความจริงที่ว่าเธอถูกพ่อของเธอใช้ความรุนแรงกับเธอ เเละเธอปลอมแปลงความจริงให้เป็นเรื่องโกหกโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าของเธอแม้แต่ครั้งเดียว และเธอจะพูดถึงรอยแผลเป็นที่ถูกเก็บเอาไว้เมื่อเธออยู่ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือ ยาเสพติดเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยนั้น ฟาร์นาเซ่ตอนนี้ไม่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าตอนนั้นหรือไงล่ะ?

 

 

ลาพิสบอกว่าฟาร์เนเซ่เป็นตัวอันตรายผมบอก ลาพิส ว่าผมจะรับผิดชอบและขอให้เธอรอผมอย่างอดทน ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในกรงนี้และมองดูฟาร์นาเซที่อยู่อีกด้านหนึ่งของลูกกรงเหล็ก ผมแน่ใจอีกครั้งว่าการตัดสินของผมในตอนนั้นไม่ผิดพลาดเลย

 

“ผมก็เป็นแบบเดียวกับเธอ”

 

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาขุดคุ้ยอีกต่อไปแต่เป็นเวลาเเห่งการนำทางต่างหาก

 

“มันเคยมีตัวตนที่คล้ายกับพ่อของผมอยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของความโสมม เขาอาจเท่าเทียมหรือแย่กว่าพ่อของเธออีก เขาไม่เคยถูกมองการกระทำที่ทำเป็นสิ่งที่นิดหน่อยในชีวิตเลย เเละมันก็ทำให้ชีวิตผมพังเพราะผู้ชายคนนั้น”

 

“······นายท่านก็เป็นแบบเดียวกันงั้นเหรอ?”

 

“เป็นอย่างนั้นเเหละ”

 

ผมสามารถยอมรับได้เนื่องจากตอนนี้ผมนั้นมีประสบการณ์การถูกจองจำเเล้ว กับคำตอบที่ว่าใครสมควรติดคุกที่สุดในโลกจะเป็ฯใครอื่นไม่ได้นอกจากเป็นพ่อของผมเอง

 

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ

 

สำหรับการเริ่มต้น ไม่มีทางคิดเป็นอื่นได้ว่าความจริงที่ว่าพ่อของผมเป็นสัตว์ร้ายที่สมควรตาย ผมแน่ใจเรื่องนี้ตั้งแต่แม่ของผมซึ่งรักเขาและรักเขามากขึ้นจนในที่สุดเธอก็รักแม้กระทั่งอวัยวะภายในของเขาได้พยายามฆ่าเขา (ยัน)

 

นอกเหนือไปจากนั้น ไม่ว่าเขาจะถูกฆ่าตายหรือไม่ก็ตามหรือวันนั้นมันจะมาไม่ถึงไหม พ่อเลี้ยงดูผมมาแบบไม่อดตายนั่นก็เป็นเรื่องเดียวที่ผมขอบคุณเขาอย่างเเท้จริง? แม้ว่าผมจะถูกเลี้ยงโดยพ่อที่เหมือนหมาและผมเองก็เติบโตมาเป็นหมาก็ตาม แต่ผมก็โชคดีที่ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอบคุณยอมรับความจริงว่าเขาได้ทำหน้าที่พ่อได้สำเร็จแล้ว เพราะความจริงที่ว่าผมไม่เคยอดอยากเลยตั้งแต่เกิดมา

 

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม แทนที่จะจบชีวิตของเขา ผมตัดสินใจที่จะพอใจกับการทิ้งชีวิตของเขาลงไปในหลุมลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง เพราะผมยังมีสิ่งที่เรียกว่าความเมตตาและความอดทนปรากฎอยู่ในลูกชายที่อ่อนโยนและมีความรับผิดชอบ

 

วิธีการนั้นง่ายมาก

 

ผมแอบส่งผู้เยาว์ไปงานปาร์ตี้ที่พ่อมักจะจัดขึ้นที่วิลล่าโปรดของตัวเอง นั่นเเหละ แม้ว่าเขาจะมีภรรยาสี่หรือห้าคน แต่เขาก็ยังชอบเซ็กส์แบบสำส่อน พ่อไม่ได้โง่จนหลงในกามหรอกหรือไง? ไม่มีทางที่จะมีใครยืนหนึ่งเรื่องความขี้เงี่ยนของพ่อได้มากไปกว่านี้อีกเเล้ว ถึงมันจะสูญเปล่าที่มีแต่ผมเองเท่านั้นที่รู้เกี่ยวกับนิสัยใจคอของพ่อดีก็เถอะ เเต่เพราะแบบนั้นผมจึงสร้างตัวล่อที่เรียกว่าคนเป่านกหวีดไว้คอยเก็บหลักฐานไว้ได้ไงล่ะ

 

I secretly sent in minors to the swap parties my father would often hold at his favorite villa. That was so. Even though he possessed four or five wives, he still enjoyed promiscuous sexual relations. Was he not deranged? There was no way someone could not show respect towards that exuberant sexual appetite. I believed that it was quite the waste that only I knew about my father’s personality, so accordingly, I had earnestly set up scarecrows known as whistle-blowers and secured evidence.

 

ไม่จำเป็นที่ฉันต้องสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกล่อตัวเขาเลย แม้ในที่ที่ผมมองไม่เห็นเเละไม่มีใครเอื้อมถึง พ่อของผมก็เล่นหูเล่นตากับผู้หญิงหลายคนอยู่เเล้ว เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นมาตลอดเเม้ผมจะอยู่หรือไม่อยู่ด้วย เเม้เเต่เด็กผู้หญิงมัธยมปลายก็ยังไม่เว้น⎯⎯⎯⎯นั้นเเหละเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงยืนยันเสมอมาว่าพวกคลั่งโลลิค่อนเป็นพวกเป็นโรคจิตครั้งแล้วครั้งเล่า⎯⎯⎯⎯ในขณะที่ตกตะลึงผมก็เทเชื้อไฟที่ผมรวบรวมไว้ลงมา จากนั้นไฟก็ลุกพรึบโดยธรรมชาติทันที แม้ว่าผมจะเรียกมันว่าเชื้อไฟ แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษนัก ผมแค่โทรหาพวกเขาเงียบๆ และพูดกับพวกเขาสองสามคำ

 

 

⎯⎯ นายน้อย ทำไมเราถึงต้องแอบตั้งกล้องที่นี่กัน?

 

ผมตอบกลับพวกเขาว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก

 

⎯⎯ เอ่อ.. มะ…มันจะไม่เป็นไรจริงๆใช่ไหม······? เราจะเชื่อได้ไหมว่าท่านจะให้รางวัลที่เหมาะสมแก่เราเมื่อเสร็จเรื่องเเล้ว

 

 

ผมขู่พวกเขากลับไปเพื่อให้เชื่อในตัวผม

 

 

เราได้เรียกที่ปรึกษาทนายความทั้งหมดมารวมกันเเล้ว นายน้อย ไม่ต้องกังวล แม้ว่าวิดีโอจะรั่วไหล แต่สถานการณ์ที่ครอบครัวของประธานได้รับอันตรายก็จะไม่เกิดขึ้น ความจริงที่ว่ามีนักเรียนมัธยมปลายเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยเอง เราเอาไปใช้ขู่ได้เเน่······ อะไรนะ? ท่านกำลังบอกให้เราปล่อยหลักฐานทั้งหมดเลยเหรอ? แต่ว่า······?

 

intimidate⎯⎯ We’ve called together all of the defense counsels, Young Master. Do not worry. Even if the video were to be leaked, the situation in which the chairman’s family is also harmed will not happen. The fact that a high school student was involved is only a small obstacle, we will do whatever·

 

 

 

ถ้ามีเรื่องให้กล่าวหา ผมก็บอกให้พวกเขากล่าวหา

 

⎯⎯······.

 

⎯⎯······.

 

⎯⎯······.

 

 

ทำให้ไม่รู้ในสิ่งที่ตนมีสิทธิจะรู้ ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อในสิ่งที่ตนอยากจะเชื่อ และทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เดิมทีผู้มีอำนาจเป็นแบบนั้นและผมก็มีอำนาจเพียงพอที่จะทำ

 

ผมยิ้มให้พวกเขาและพูด ‘ไหนล่ะคำตอบ?’ พวกเขากลืนน้ำลายและตอบผมซึ่งเป็นผู้สืบทอดของบริษัท

 

⎯⎯ รับทราบ

 

⎯⎯ ข…เข้าใจแล้ว······

 

⎯⎯ตามที่ท่านต้องการ

 

 

เวลาแห่งการล่ามาถึงแล้ว

 

เมื่อสิงโตล่ากวาง พวกมันจะไม่ลุ่มหลงไหลในกลิ่นเลือดที่อยู่ห่างออกไป เพียงเพราะว่าพวกมันเคยลิ้มรสเลือดคอของกวางมาแล้วครั้งหนึ่ง

 

แม้ว่าพ่อของผมจะถูกคุมขังและผมได้กำจัดคนช่วยเหลือทั้งหมดของเขาไปเเล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังต้องระวังตัวเองอยู่ดี ผมดักฟังข้อมูลและบิดเบือนข้อมูลพวกนั้น ส่งเสียงนกหวีดร้องไม่หยุดหย่อน เพื่อเหตุผลให้พวกนักข่าวเริ่มหลั่งไหลออกมาจากสื่อเน่าๆของพวกมันทันทีทันใด อ่า ถ้าถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครมาช่วยได้เเล้วสินะ ผมก็เลยทำได้แค่ยักไหล่

 

ติดคุกตลอดไป.

 

นั่นคือความปรารถนาสุดท้ายของผมเเด่พ่อของตัวเองให้ยินดีกับความหวังเล็กๆที่ผมให้ไป

 

เป็นแบบนั้นเเหละ

 

สี่วันต่อมา พ่อก็เสียชีวิตลงจากอาการหัวใจวาย

 

“······”

 

ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ฝนหยุดตก ไอระเหยไม่ยอมกระจายหายไปไหน แต่มันกลับไหลลงสู่พื้นด้านล่างอย่างเย็นยะเยือกแทน ฟาร์นาเซ่ จ้องมองมาที่ผมอย่างเงียบ ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพนั้น

 

“ฟาร์นาเซ่. ผมอาจประสบความสำเร็จในภาพรวม แต่ผมก็ทำผิดพลาดในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด แม้ว่าผมจะชนะชายคนนั้นด้วยก็เอาไปขังในคุก แต่ผมก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะตายเพราะโรคเรื้อรังภายในสี่วัน”

 

อ๊า

 

สี่วัน เกือบเเค่สี่วัน

 

มันเป็นเวลาที่สั้นเกินไปที่ผมจะตอบแทนเขาสำหรับความขุ่นเคืองที่สะสมมาตลอดชีวิตของตัวเอง

 

เพียงสี่วันเท่านั้น

 

ผมซึ่งหมดสติทันทีหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพ่อตัวเองเลยรู้สึกเสียใจโคตรๆ ขณะที่ผมกำลังอ่านข้อความที่เขาควรจะเขียนเป็นพินัยกรรม ก็มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของผม ความคิดที่ว่ามนุษย์คนนี้ ไอ้สารเลวที่เหมือนงูพืษที่ไม่มีตัวห่าอะไรเทียบได้ในบรรดาวงวานศ์เดียวกับมัน ได้รู้ถึงแผนการทั้งหมดของผมและจงใจใช้โรคเรื้อรังเป็นข้ออ้างในการฆ่าตัวตาย

 

ช่างเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวดีเเท้ เพราะ ผมไม่แน่ใจว่าแผนของตัวเองถูกเปิดโปงได้ยังไง เขาน่าจะคิดออกด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง  

 

จากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่เป็นโรคเรื้อรังมานาน จึงไม่มีใครสงสัยว่าเขาตายจากโรค ความเห็นของคนส่วนใหญ่คือเขาตายเพราะเขาป่วยมากกว่า ถึงมันจะเป็นข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล เเต่เผมเองกลับคิดว่าเขาสมควรถูกฆ่าให้ตายมากกว่ามาอ้างว่าป่วยตายแบบนี้ แต่ผมก็ไม่สามารถโต้เเย้งอะไรได้เเล้วในท้ายที่สุด ผมอาจจะแก้แค้นสำเร็จก็จริง แต่ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับรสปวดเเสบในปากของตัวเอง

 

ไปสบายดีนะพ่อ พ่อต้องรู้สึกเบิกบานเพราะสามารถแกล้งลูกชายเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตเเน่ๆ ถูกต้องเเล้ว ถึงจะตายไปเเล้วก็ยังเเสบสันไม่เสื่อมครา พ่อไม่ชอบความคิดที่จะชดใช้ความผิดของตัวเองที่มีต่อผมขนาดนั้นเลยเหรอไง? ต้องการที่จะแสดงให้ผมเห็นความจริงที่ว่าในใจไม่มีแม้แต่สิ่งเดียวในชีวิตที่อยากจะต้องชดใช้อะไรเลยใช่ไหม?

 

“ฮ่าา······”

 

ผมถอนหายใจออกมา

 

“มีคติธรรมอันล้ำค่าในเรื่องราวของผม เธฮรู้ไหมว่ามันคืออะไร”

 

“ไม่ว่าพวกท่านจะสาปแช่งเขาแค่ไหน เเต่ในเมื่อพ่อท่านก็ยังเป็นพ่อของท่านอยู่วันยังค่ำ ฝ่าบาทไม่ควรกักขังพวกเขาโดยไม่ยั้งคิดสินะ?”

 

“เด็กโง่. ตั้งใจฟังหรือเปล่าเนี่ย มันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงเลย จงอย่าให้อภัยชายคนนั้นโดยไม่จำเป็นหรือปล่อยเขาไว้ตามลำพัง และอย่าพลาดโอกาสฆ่าพ่อที่ทำลายชีวิตของเธอด้วยสองมือของตัวเองต่างหาก”

 

 

“······”

 

ผมเชยคางของฟาร์เนเซ่ขึ้นมาและจ้องไปที่เธออย่างชัดเจน ลูกคนแรกที่ผมตัดสินใจรับผิดชอบหลังจากเกิดมาในโลกนี้ แม้ว่าผมจะไม่ค่อยพูดออกมาแบบนี้้ท่าไหร่ แต่ผมก็ถือว่าเธฮเป็นลูกสาวบุญธรรมของผมเเล้ว เพรางั้นการเห็นชีวิตของเธอถูกบิดเบี้ยวก็เหมือนกับการเห็นชีวิตของตัวเองถูกบิดเบี้ยวเช่นกัน

“ผู้คนในโลกจะให้คำแนะนำทุกอย่างแก่เธอว่าควรยกโทษให้เขา ปรับวิธีคิดเปลี่ยนชีวิตให้เป็นบวกซะใหม่ โอ้ที่รัก นั่นเป็นคำที่เหมาะกับคนอย่างพวกมันนั้นเท่านั้น พวกมันไม่อาจให้คำเเนะนำถูกต้องได้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าอย่างไร เธอก็เป็นคนเดียวที่ได้รับความเจ็บปวดในสิ่งที่เธฮไม่สามารถแบ่งปันกับใครได้ หรือถูกทรมานรุนแรงก็ยังไม่มีใครเจ็บปวดมาเข้าใจเธอได้นอกจากตัวเองใช่ไหมล่ะ? ผมขอเดาได้เลย”

 

“······”

 

“ลาพิสฆ่าแม่ของตัวเอง มันควรจะเป็นการเจอกันครั้งแรกตั้งแต่เธอเกิดมาที่เธอสามารถพบกับแม่ของเธอได้ แต่ที่นางทำก็เพียงแค่ไล่ตามเเม่ตัวเองไปและเชือดคอแม่ตัวเองทิ้ง ในเรื่องนั้น ผมถือว่าลาพิสฉลาดกว่าตัวผมเองมาก ลองคิดดูสิ ฟาร์นาเซ่ เธอจะทำอย่างไรถ้าพ่อของเธอตายด้วยน้ำมือของคนอื่นก่อนที่เธอจะสามารถเเก้เเค้นลงมือด้วยตัวเองได้กันนะ? ผมกำลังบอกเธอให้จินตนาการว่า เธอไม่กลัวที่พ่อจะตายแบบอื่นนอกจากเงื้อมมือของเธอเองเหรอ?”

 

“······”

 

“เพราะฉะนั้น จงฆ่าเขาซะ”

 

ผมพูด

 

ใช้น้ำเสียงที่มั่นใจให้คำตอบ

 

“จงลงโทษบิดาของเจ้าด้วยสองมือของเจ้าเอง โอบรับเจตจำนงการแก้แค้นและจบชีวิตมันทิ้งซะ ไม่ว่าโลกจะกว้างใหญ่เพียงใด จักไม่มีใครมีสิทธิ์แก้แค้นมันมากเท่าเจ้าอีก เจ้าต้องเป็นคนที่ทำ เจ้าสามารถทำสิ่งที่ข้าไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เพราะความเลินเล่อ ข้าขออธิษฐานจากใจจริงให้เจ้าทำมันให้สำเร็จ”

 

ราวกับว่าผมได้สาปแช่งเธอในขณะที่ให้พรไปด้วย

 

ผมให้คำตอบกับลูกสาวบุญธรรมของผม

 

“เมื่อเธอทำเช่นนั้น เธอก็จะเป็นอิสระ”

 

ฟาร์นาเซ่ สั่นเทาอย่างไร้คำพูด นั่นเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ คำพูดของผมกลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าใครอยากย่อยน้ำแข็งในทันทีนั้นก็ต้องใช้กระเพาะที่แข็งแรงและฟันที่แข็งแรง และผู้หญิงคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าต่อตาผม คือเสาหลักที่ลาพิส ผู้หญิงที่มีกระเพาะที่แข็งแรงที่สุด และผม ผู้มีฟันที่แกร่งที่สุด ได้ร่วมกันเลี้ยงดูอย่างตั้งใจ ไม่ว่าเธอจะเบื่อกับความโหดร้ายของการกระทำต่อจากนี้สืบไปเเต่เธอจะไม่ปฏิเสธเป็นเเน่

 

เป็นเช่นนั้นเเน่นอน

 

“······แต่ฝ่าบาท ยังมีปัญหาอยู่ แม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะพยายามฆ่าพ่อของเธอ แต่พ่อของหญิงสาวคนนี้ก็อาศัยอยู่ในอาณาจักรทางตอนใต้  เพราะจากผู้ศัตรูจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในทางตอนเหนือที่ฝ่าบาทและหญิงสาวคนนี้ต้องปลิดชีวิต ดังนั้นเมื่อไหร่เราจะสามารถรุกคืบลงไปทางใต้ได้กันล่ะ?”

 

ฟาร์นาเซ่ ชี้ให้เห็นปัญหาทันที นั่นหมายความว่าโดยพื้นฐานแล้วเธอเห็นด้วยกับคำพูดของผมที่สั่งให้เธอฆ่าพ่อของเธอเอง นี่ล่ะคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ชอบเด็กที่ไม่ตั้งใจฟังผมพูด

“เพื่อพิชิตจักรวรรดิ เราต้องสังหารองค์หญิงคนนั้นเช่นกัน แต่ตามคำพูดของท่าน องค์หญิงคือภูเขาที่ใหญ่ที่สุด กว่าจะข้ามภูเขาลูกนั้นไปได้ก็แสนไกล กว่าวันนั้นจะมาถึง หญิงสาวคนนี้จะทนกับความเลวร้ายในอดีตของเธอได้อย่างไรในขณะที่อยู่ในไฟเเค้นนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้เวลา 5 ปีหรือ 10 ปี? หญิงสาวคนนี้ปรารถนาที่จะเป็นอิสระอย่างเร็วกว่านั้น”

 

“เป็นเรื่องดีที่เธอซื่อสัตย์กับผม ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอค่อย ๆ กลายเป็นลูกหมาที่ซื่อสัตย์ มันทำให้ผมรู้สึกดีใจจนแทบเต้นไม่เป็นจังหวะเลยล่ะ”

 

“แม้ว่าหญิงสาวคนนี้จะกังวลอย่างหนักเพราะดูเหมือนว่าบุคลิกของตัวเราเองจะเสื่อมโทรมลงทุกวันเนื่องจากฝ่าบาทและลาพิส······”

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วงนะ. สิ่งที่เราได้ทำไปนั้นเป็นเพียงการนำสิ่งที่เน่าเสียแล้วออกมาจากเธอเท่านั้น ในเมื่อสิ่งที่เหลืออยู่นั่นคือแก่นแท้ของเธอ ก็จงพยายามรักมันให้ดีที่สุด”

 

“ฝ่าบาทมีพรสวรรค์ล้นเหลือในการสัมผัสกับหัวใจของบุคคลอื่นทุกครั้งที่ท่านเปิดปาก พรสวรรค์ที่สามารถสัมผัสจังหวะของหัวใจคนอื่นในความหมายที่ไม่ดีได้อย่างน่าเหลือเชื่อ  ได้โปรดท่าน รีบกัดลิ้นของตัวเองและฆ่าตัวตายไปเถิดนะฝ่าบาท”

 

ผมยกมุมปากขึ้น

 

“สามวัน.”

 

“······?”

 

“เธอจะสามารถฆ่าพ่อของตัวเองได้ภายในสามวัน”

 

ฟาร์นาเซ่ ขมวดคิ้ว

 

“นั่นเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและเกินจริง หญิงสาวคนนี้จะจับพ่อของเธอได้อย่างไรภายในสามวัน”

 

“เธอจะไม่ใช่เป็นคนไปหาเขา เจ้าเด็กโง่ ผมไม่ได้บอกเธอครั้งแล้วครั้งเล่าหรือไง? คิดสิถ้าสิ่งที่ติดอยู่กับคอของเธอนั้นยังเป็นหัว ก็โปรดใช้มันดีๆ ลองคิดดูอีก ไม่ว่าเธอจะตกเป็นทาสหรือเป็นอื่นใดก็ตาม เเต่ถ้าเธอยังคงเป็นลูกหลานของตระกูลฟาร์นาเซ่ซึ่งเป็นลูกหลานในตระกูลของพวกเขาได้ทรยศต่อมนุษยชาติและทำพันธะกับปีศาจ เธอคิดว่าพวกเขาจะนั่งเฉยเมยเมื่อศักดิ์ศรีของพวกเขาในฐานะตระกูลผู้สูงศักดิ์ต้องแปดเปื้อนเพราะเธอหรือ? แม้ว่าพวกเขาจะพยายามอยากจะเพิกเฉยต่อเธอ เเต่คิดหรือว่าคนรอบข้างจะปล่อยให้พวกมันนั่งนิ่งๆไปได้ตลอดศก?”

 

“······”

 

ฟาร์นาเซ่เงียบไป เธอสามารถบอกได้จากใบหน้าของเธอว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เธอไม่เคยคิดมาก่อน ผมทำเสียง ชิ-ชิ ด้วยลิ้นของตัวเองและส่ายหัว นี่คือสาเหตุที่เด็กคนหนึ่งซึ่งเรียนรู้เกี่ยวกับโลกจากหนังสือประวัติศาสตร์ มีความรู้สึกต่ำต้อยเมื่อต้องเข้าใจสิ่งที่สำคัญ

 

“ตั้งใจฟัง. ฟังให้ดีและเรียนรู้ไว้ เวลาผ่านไปค่อนข้างนานเเล้วนับตั้งแต่เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งจักรวรรดิ์ได้รับสิ่งประดิษฐ์เครื่องกรอความทรงจำ เมื่อเข้าใจจุดนั้นเเล้ว เจ้าหญิงน่าจะคงติดต่อกับตระกูลเธอได้แล้ว สี่วันผ่านไปตั้งแต่เธอได้กลายเป็นหุ่นเชิดและกล่าวคำวจนะ ถ้าเป็นคนที่มีความสามารถเช้นเจ้าหญิงจักวรรดิเเล้วล่ะก็ ไม่ว่าสถานการณ์จะรุนแรงแค่ไหน ก็สามารถวางเเผนออกมาได้เเล้วภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้นในอีกสามวันนับจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เวลาจะผ่านไปทั้งสัปดาห์ เจ้าหญิงจะกดดันเธอโดยวางดยุคแห่งฟาร์นาเซ่ไว้ข้างหน้ากองกำลังของเธออย่างไม่ต้องสงสัยเลย”

 

“เเล้วฝ่าบาทจะแน่ใจได้อย่างไรว่า······”

 

“โอ้ถึงฝ่าบาทที่รัก การที่ผมเอาคนอย่างเธอมาเป็นลูกบุญธรรมนี่ช่างโชคร้ายชะมัด ไม่เพียงแต่ยังโง่คิดไม่ออก แต่เธอยังฟังไม่เป็นภาษาอีกด้วยงั้นเรอะ? ไอ้หนูข่าวลือที่ว่าเธอเป็นลูกหลานของตระกูล ฟาร์นาเซ่ และเป็นลูกสาวของโสเภณีคิดว่ามันยังไม่แพร่หลายในแนวหน้าของ กองทัพครูเสดเหรอ? หืม? เธอคิดว่าใครสามารถรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของเธอได้อย่างแม่นยำและยังเผยแพร่ข่าวลือที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับเธอเองได้ทั้งหมดนี้ภายในสามวันกันล่ะ? จะเป็นใครอื่นไปได้นอกจากเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งจักรวรรดิใช่มั้ย?”

 

“······”

 

“ดังนั้น อย่ากังวลว่าจะต้องรอไปถึง 10 ปีเลย แต่จงกังวลเกี่ยวกับสามวันที่ใกล้เข้ามาทันทีซะเถอะ แม่ทัพผู้โง่เขลาของข้า แม้แต่หนึ่งสัปดาห์ก็เป็นเวลาที่เกินความสามารถของเจ้าเเล้ว เจ้าจะผ่านวันนี้ไปและค้นพบวันถัดไปอีกครั้ง นั่นคือระดับวันที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เจ้ามันหยิ่งผยองผองเกล้าขนาดไหนกันถึงจะมาพูดคุยกับข้าในอีก 10 ปีหน้าจากนี้”

 

“หญิงสาวคนนี้เริ่มไม่ชอบในตัวฝ่าบาทมากขึ้นเเล้วนะ······”

 

“นั่นเป็นเพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้าอยู่ ผมรู้ความรู้สึกนั้นดี”

 

“หญิงสาวคนนี้ก็ไม่ชอบฝ่าบาทที่แสร้งทำเป็นรู้ว่ารู้เรื่องนั้นดีเช่นกัน······”

 

“โอ้? งั้นเธอนั้นลองเอาชนะผมดูสิ สำหรับคนที่พ่ายเเพ้ ก็ต้องมีความสุขในชีวิตเพราะเธอยังมีความภาคภูมิใจเหลืออยู่นะให้สมองของเธอเป็นรู้สึกเป็นสุขจะดีกว่าไหม”

 

For someone who is unable to win, you must have quite the happy life since you still have some pride left. Is that brain of yours feeling peaceful?” (งง)

 

“Guuuuh······.” “คึ······”

 

ฟาร์นาเซ่ โอดโอยโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ บนใบหน้าของเธอ ช่างน่ารักอะไรเช่นนี้

 

โดยพื้นฐานแล้ว ความปรารถนาในอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่ให้อภัยใครก็ตามที่อยู่เหนือกว่าตนเอง ผมเป็นคนปลุกความปรารถนาในอำนาจของ ฟาร์นาเซ่ขึ้นมา และผมก็เป็นคนที่ครอบครองท้องฟ้าของเธอด้วย ด้วยเหตุนี้ ในตำแหน่งของ ฟาร์นาเซ่ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรู้สึกอึดอัด

 

“ไม่ว่าในกรณีใด เนื่องจากสิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปเช่นนั้น ก็จงระลึกไว้เสมอ แม้ว่าจู่ๆ เจ้าหญิงจักรวรรดิจะนำพ่อของเธอมาเพื่อเขย่าจิตใจของเธอเอง ก็จงอย่าตื่นตระหนกเกินไป ถ้าเธอทำได้สำเร็จก็ยินดีด้วยที่ 10 ปีสั้นลงเหลือสามวัน โอบรับการแก้แค้นของเธอเองและพรากชีวิตของมันซะ และ······.”

 

และ

 

ในจังหวะที่ผมกำลังจะเพิ่มประโยคเข้าไปอีกสองสามคำ

 

“⎯⎯⎯⎯พูดได้ดีนี่ดันทาเลี่ยน  โอบรับการแก้แค้นของเธอเองและพรากชีวิตของมันซะ”

 

ผมได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

 

เราสองคนหันหัวไปพร้อมกัน จากมุมหนึ่งของความมืดที่ถูกปกคลุมด้วยท้องฟ้ายามราตรี ที่มีชีวิตชีวา ถึงกระนั้นก็ดี ก้าวย่างที่สว่างไสวกำลังเข้ามาจากทิศทางนั้น เจ้าของทั้งเสียงพูดและเสียงฝีเท้าเดินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคบเพลิงส่องสว่างอยู่ใกล้คุกและหยุดลงกับที่

 

ผมขาวบริสุทธิ์

 

รูม่านตาสีเหลืองเหมือนสิงโต

 

“ถ้ามันเกิดขึ้น ข้าเองก็มาที่นี่เพราะอยากจะพูดคำเดียวกันนั้นกับเเกเหมือนกัน”

 

บาบาร์ทอส กำลังยิ้มอยู่ตรงนั้น

 

ติ๊ก-ต๊อก

 

นาฬิกาพกที่จมอยู่ในเสื้อผ้าของผมขยับ

 

 

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

Dungeon Defence

Dungeon Defence

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง Dungeon Defenceคุณทราบหรือไม่ว่าโลกนี้สิ้นสุดได้อย่างไร? [Yes] [No] “เจ้าเชื่อในเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติหรือไม่?” “ขออภัยฝ่าบาท แต่หญิงสาวผู้นี้ไม่เชื่อในเรื่องงมงาย” “น่าเสียดาย ทั้งที่เรื่องลี้ลับธรรมชาตินั้นมันออกจะสุดยอดเลยแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะมันเป็นข้าผู้นี้คงไม่ได้มีชีวิตชีวาถึงขนาดนี้หรอก” รอบตัวของสองคนนั้นไร้ซุ่มเสียงใด ๆ มีเพียงกลุ่มคนห้าพันคนต่างนิ่งเงียบคอยสดับรับฟังบทสนทนาของคนสองคนเบื้องหน้าพวกเขา ฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงสาวสวยสดงดงามตระการตา เธอเป็นทั้งขุนนางปกครองของเมืองนี้ และขุนพลพ่ายศึกในสงครามชิงเมื

Comment

Options

not work with dark mode
Reset