flash marriage เธอต้องแต่งงานกับฉัน – ตอนที่ 739 ลืมเสมอว่าตัวเองเป็นคนป่วย

บทที่ 739 ลืมเสมอว่าตัวเองเป็นคนป่วย

คุณชายจี้ยังไม่ทันพูดอะไร สายตาของเวินจิ้งก็มองไปที่ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามเขา รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งเยาะเย้ย “คุณผู้หญิง อย่าบอกฉันนะคะว่าชุดที่คุณใส่คุณชายจี้ซื้อให้ทั้งตัว”

เธอเลิกคิ้วโก่ง “ฉันซื้อไม่ได้ด้วยราคาแค่นี้”

เธอหยิบกระดาษออกมา เช็ดนิ้วของตัวเองไม่รีบร้อน “ไม่อย่างนั้นคุณชายจี้แม้แต่สร้อยคอเส้นเดียวก็ซื้อไม่ไหว ถ้าอย่างนั้นฉันคงรู้สึกลำบากใจแย่”

สายตาของหลายคนมองสร้อยคอที่เธอสวมคู่กับเสื้อผ้าวันนี้ แบบเรียบง่าย เรียบง่ายจนอาจพูดได้ว่าไม่โดดเด่น แต่บางครั้งยิ่งเรียบยิ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง

คนที่มองออกเพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่า สร้อยคอที่เวินจิ้งสวมไม่ด้อยกว่าของแบรนด์เนมทั้งตัวหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ารวมกัน

ทั้งสองคนทำสีหน้าไม่ถูก โดยเฉพาะคุณชายจี้เหมือนกับถูกคนตบหน้าอย่างจัง

เขาแทบจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทันที ลุกพรวดยืนขึ้น “นังแพศยา…”

“โอ๊ย!” เสียงด่าทอยังไม่ทันจบ เวินจิ้งก็สาดกาแฟใส่หน้าเขาอย่างว่องไว หยดของเหลวร้อนจัดสาดลงบนใบหน้าที่ยังหยิ่งยโส ในทันใดนั้นก็กลายเป็นอับอายขีดสุด

เวินจิ้งพูด “ช่วงนี้ฉันอารมณ์ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะตอนที่เห็นขยะ”

“คุณชายจี้” ผู้หญิงรีบเช็ดหน้าให้เขา โวยวาย “พนักงานเสิร์ฟร้านกาแฟเล็กๆ กล้าเหิมเกริมขนาดนี้…”

แต่พูดยังไม่ทันจบเธอก็ชะงักไป เพราะสายตาบังเอิญเห็นสร้อยคอของเวินจิ้ง ตอนที่เห็นครั้งแรกมองไม่ออก แต่ก็ไม่ถึงกับตาบอดจนตอนนี้ดูไม่ออก

เป็นงานออกแบบของแบรนด์ดังจริงๆ

“ออกไปได้ยัง” เวินจิ้งไม่มองหน้า

แต่เห็นชัดว่าผู้ชายยังคงอารมณ์ขึ้น กาแฟร้อนที่ถูกสาดเต็มหน้าทำให้เขาหน้าตาดุดัน ยกมือขึ้นคิดจะสะบัดมือตบ

เวินจิ้งยังไม่ทันหลบ เสียงกระดูกหักกรอบแกรบก็ดังลั่นในหูของเธอ

เสียงร้องโหยหวนของผู้ชายทำให้สายตาทุกคู่ในร้านกาแฟหันมามอง

เวินจิ้งหันไป สายตาของเธอพบเข้ากับใบหน้าของมู่วี่สิง

เขาเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าเย็นชา ทั้งตัวปล่อยรังสีอำมหิต

ขณะที่ผู้ชายเห็นมู่วี่สิง ก็แข้งขาอ่อนแรง สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งตัวแทบจะทรุดลงไปคุกเข่าที่พื้น

“คุณมู่…”

คุณชายจี้เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก รังสีที่แผ่ออกมาจากผู้ชายคนนี้ดุดัน จนทำให้คนลนลานเหลือเกิน

มู่วี่สิงมองสายตาขาดความมั่นใจของเขาปราดเดียวก็มองทะลุปรุโปร่ง ถามเสียงแหบต่ำที่ฟังดูอันตราย “มันทำอะไรคุณ”

เวินจิ้งกะพริบตา ขนตาอ่อนนุ่มสีกับแก้มของเขา น้ำเสียงไม่แข็งกระด้าง “เขาด่าฉัน ดูถูกฉัน”

มู่วี่สิงจ้องมองผู้ชายที่ยืนอยู่ไม่ห่างประคองมือตัวเองที่ถูกหักใบหน้าบิดเบี้ยวสายตาเย็นชา คำรามเสียงเย็น “แกด่าเธอ”

คุณชายจี้รู้สึกว่าเสียงของผู้ชายคนนี้เหมือนมาจากนรก ตกใจจนเย็นเยือกไปทั้งตัว สองคนนี้หย่ากันแล้วไม่ใช่หรือ ผู้หญิงของมู่วี่สิงคือหลิงเหยาไม่ใช่หรือ

เขารวบรวมความกล้า ยิ้มอายๆ “คุณมู่…ผมไม่รู้ความสัมพันธ์ของคุณทั้งสอง…เธอตั้งใจยั่วผมก่อน”

“เธอยั่วคุณ ภรรยาผมยั่วคุณอย่างนั้นหรือ” สายตาของมู่วี่สิงเย็นชา เผยอริมฝีปากบาง “แกมีดีตรงไหนให้ภรรยาฉันสนใจ”

เวินจิ้งเหลือบมองเขา พูดเรียบๆ “เขาอยากจะเลี้ยงดูฉัน”

ชายหนุ่มก้มหน้ามองใบหน้าขาวนวลของหญิงสาวในอ้อมกอด ยิ้มเย็นยิ่งขึ้น “แต่ไหนแต่ไรฉันไม่สนใจเก็บขยะสักนิดเดียว แต่ถ้าขยะขวางหูขวางตาก็อีกเรื่องหนึ่ง”

เขาโทรศัพท์ไปหาเกาเชียน สั่งให้ตัดโครงการทั้งหมดของตระกูลจี้

ผลลัพธ์เช่นนี้ แน่นอนว่าคุณชายจี้ไม่อาจทานทนไหว

แต่ใบหน้าของมู่วี่สิงเย็นเป็นน้ำแข็ง ไม่มีใครกล้าขอร้องให้เห็นใจ

มู่วี่สิงไม่มองสองคนที่ทำให้ขวางตาอีก โอบกระชับหญิงสาวในอ้อมกอด “อย่ามาให้ภรรยาฉันเห็นหน้าอีก”

เธอแทบจะลอยอยู่ในอากาศทั้งตัว รู้สึกไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร อีกอย่างที่นี่เป็นร้านกาแฟ เธอพูดขึ้น “คุณปล่อยฉันเถอะ คุณยังบาดเจ็บอยู่นะ”

เขาลืมตลอดว่าตัวเองยังเป็นคนป่วย!

ด้านนอกร้านกาแฟ เขาโอบเธอพาเข้าไปนั่งในรถ ปิดประตูฝั่งคนขับช่วยเธอคาดเข็มขัดนิรภัย หน้าตึง เม้มริมฝีปาก เห็นชัดว่าพยายามระงับความโกรธเต็มที่

เธอไม่รู้ว่าเขามาได้อย่างไร เธอไม่ได้บอกเขาสักหน่อยว่าอยู่ที่นี่ แต่คิดๆ ดูแล้ว ถ้ามู่วี่สิงอยากจะรู้ว่าเธออยู่ไหนก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว

เธอออกมาจากร้านกาแฟอย่างกะทันหัน เวินจิ้งเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าต้องบอกกล่าวหยีเป่ยโจว เสียหน่อย ถึงอย่างไรก็ถือว่าเธอทำงานที่นั่น

แต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นเวินจิ้งพิมพ์ข้อความเสร็จจะส่งออกไป เขาก็ยื่นมือมาแย่งมือถือไป

เวินจิ้ง:…

“มู่วี่สิง คุณจะทำอะไร”

“ตอนอยู่กับผม ห้ามพูดคุยกับผู้ชายคนอื่น”

“ฉันแค่จะบอกกล่าวเขา คุณอย่าไม่มีเหตุผลสิ” พูดจบ เวินจิ้งก็ยื่นมือไปจะหยิบมือถือ “ที่จริงฉันยังต้องทำงานต่อ ตอนนี้ถูกคุณพาออกมา คนอื่นเขาคงคิดว่าฉันไม่น่าเชื่อถือ ”

“ไม่น่าเชื่อถือก็ช่างสิ คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟัง” มู่วี่สิงพูดเชิงออกคำสั่ง

“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง มู่วี่สิง คุณอย่าเข้ามายุ่ง” เวินจิ้งหน้าคว่ำ ใบหน้าฉายความโกรธบางๆ

แน่นอนว่ามู่วี่สิงสังเกตเห็น เขาจอดรถเรียบร้อย แล้วมองหญิงสาวที่นั่งข้างๆ

แค่คิดถึงที่เธอถูกคนเอาเปรียบในร้านกาแฟ ความอดทนของเขาแทบถึงขีดจำกัดแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอดื้อดึงที่จะไป เขาไม่มีทางยอมตอบตกลงแน่

“ถ้าจะไม่ให้ผมยุ่งเรื่องคุณ คุณก็ต้องดูแลตัวเองให้ได้” เขาพูดเสียงขรึม

“ถึงยังไงผู้ชายนั่นก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรฉัน ฉันไม่มีทางยอมให้ตัวเองเสียเปรียบอยู่แล้ว”

มู่วี่สิงไม่พูดอะไร บรรยากาศเงียบงันแผ่คลุมรอบตัวทั้งสองคน

เวินจิ้งทนบรรยากาศเช่นนี้ไม่ไหว ผลักประตูคิดจะลงจากรถ “ฉันจะกลับแล้ว คุณก็กลับบ้านเถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณเรื่องวันนี้”

ถึงอย่างไร มู่วี่สิงก็ช่วยเธอไล่ผู้ชายน่ารังเกียจคนนั้นไป

มู่วี่สิงมองตามหลังเธอจากไปอย่างรวดเร็ว มือที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่น อารมณ์ในดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและความโกรธ

……

ช่วงเวลานี้ แม้เวินจิ้งจะย้ายออกจากบ้านตระกูลมู่แล้ว แต่เธอก็ยังแทบสลัดมู่วี่สิงทิ้งไม่ได้ เธอห้ามไม่ได้ที่เขาจะมาหาเธอทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

รหัสล็อกประตูนอกจากได้ผลครั้งแรกแล้ว หลังจากสำหรับเขาแล้วพูดได้ว่าไร้ประโยชน์ เขาอยากจะเข้ามาก็มีวิธีมากมาย

เขากดกริ่งประตู แต่ไม่มีคนตอบรับจากข้างใน เขาครุ่นคิด นึกถึงว่านับแต่มีเรื่องที่ร้านกาแฟครั้งก่อน เธอก็ไม่ได้ออกจากบ้านพักใหญ่แล้ว

เปิดประตูเข้าไป ในห้องรับแขกไม่มีคน สีหน้าเรียบเฉยก้มหน้า มองดอกกุหลาบที่ตัวเองอุ้มไว้แน่น

ลี่หนานเฉิงบอกว่าในโลกนี้แทบไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบผู้ชายให้ดอกไม้ และคนรับใช้ที่บ้านยังบอกว่าเมื่อก่อนตอนเวินจิ้งอยู่บ้านลงมือปลูกดอกไม้เอง

เช่นนั้น เธอก็น่าจะ…ชอบดอกไม้ใช่ไหม

flash marriage เธอต้องแต่งงานกับฉัน

flash marriage เธอต้องแต่งงานกับฉัน

เดิมทีคิดว่ามู่วี่สิงเป็นคนธรรมดา หลังแต่งงานจึงรู้ได้ว่า เมื่อก่อนเธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้อย่างรอบคอบสามีของตัวเองไม่เพียงแต่เป็นหมอ ยังมีฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยทางการแพทย์ และทายาทของตระกูลใหญ่

Options

not work with dark mode
Reset