Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา – บทที่ 2.2 ไข่มุกสีดำอันแปลกประหลาด (2)

ขณะเดินกลับมาถึงยังถนนหลักเขาก็พลันหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น นั่นทำให้ความโกรธของโจวเหว่ยชิงปะทุเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แม้ว่าเขานั้นจะรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ แต่ความประทับใจต่อคู่หมั้นของตนกลับดิ่งลงเหว ถ้าหากไม่บังเอิญได้พบกับไข่มุกสีดำนั่น เด็กหนุ่มก็อาจจะกลายเป็นศพคาป่าดาราไปแล้ว
“ตี้ฟู่หยา รอก่อนเถอะ! สักวัน ข้าจะชำระแค้นและทำให้เจ้าเสียใจในสิ่งที่ทำกับข้าวันนี้” เขากล่าวอย่างอาฆาตมาดร้าย โจวเหว่ยชิงไม่ได้โกรธขนาดนี้มานานแล้ว แม้กระทั่งกลุ่มคนที่เคยหัวเราะเยาะเกี่ยวกับลมปราณอุดตันของตนตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขาก็ยังไม่โกรธแค้นพวกมันถึงเพียงนี้ นั่นก็เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ไม่เคยลงมือทำร้ายโดยตรง ผิดกับตี้ฟู่หยาที่หมายกระทั่งจะเอาชีวิตเขา และเหตุผลที่ทำเช่นนั้นก็เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด เห็นได้ชัดว่าโจวเหว่ยชิงนั้นเป็นบุคคนประเภทสิบปีชำระแค้นก็ยังไม่สาย
ในขณะที่เข้าใกล้เขตเมืองหลวงอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ เด็กหนุ่มก็พลันสงบสติลงได้อย่างช้าๆ ขณะนี้โจว  เหว่ยชิงสวมใส่เพียงแค่เสื้อคลุมด้านนอก ส่วนข้างในนั้นไร้สิ่งปกปิด โชคยังดีที่เขายังพอมีเหรียญทองจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ติดกายบ้างเล็กน้อย เนื่องจากบิดามักจะเข้มงวดกับเด็กหนุ่มเสมอ นั่นทำให้โจวเหว่ยชิงไม่ได้มีเงินทองให้ใช้สอยมากนัก
“ข้าควรจะกลับบ้านดีมั้ยนะ?” โจวเหว่ยชิงพลันหยุดกรุ่นคิด “ไม่ ข้ากลับบ้านแบบนี้ไม่ได้แหงๆ นางมารร้ายตี้ฟู่   หยาจะต้องวิ่งแจ้นไปฟ้องท่านพ่อของนางว่าข้าเป็นพวกถ้ำมองแอบดูนางอาบน้ำ และถ้าตาแก่ที่บ้านได้ยินเรื่องนี้เข้า ชีวิตข้าคงจบไม่สวยแน่ๆ” เมื่อนึกถึงนัยน์ตาดุดันของผู้เป็นบิดา เขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มเติบโตขึ้นมาด้วยการสั่งสอนด้วยกำปั้นของบิดา เมื่อใดก็ตามที่ก่อเรื่อง โจวเหว่ยชิงก็จะได้รับหมัดเป็นสิ่งตอบแทนเสมอ ครั้งนี้ หากตาแก่นั่นได้ยินเรื่องที่เขาแอบดูองค์หญิงอาบน้ำเข้าล่ะก็ แน่นอนว่าจะต้องหลบหลีกโทษไม่พ้นเป็นแน่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ช่วงนี้เขาจึงยังไม่ควรจะกลับบ้าน
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่กลับบ้าน แล้วเขาควรจะไปที่ไหนดีล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เหลือเงินติดกายเพียงเล็กน้อยเช่นนี้?  โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกว่าจู่ๆ ตัวเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม้จะมีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง แต่โจวเหว่ยชิงก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 13 และไม่มีทักษะใดๆ ให้ใช้หาเลี้ยงชีพได้เลย ถึงแม้คิดจะหนีออกจากบ้าน แต่เขาก็จะใช้ชีวิตอยู่รอดข้างนอกเพียงลำพังได้หรือ ชั่วขณะหนึ่ง โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา
แม้จะมีความคิดวิตกกังวลอยู่มากมาย แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปยังประตูเมืองหลวง
“เอ๋? ทำไมถึงมีคนมากมายอย่างงี้ล่ะ?” ทันทีที่ประตูเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้า โจวเหว่ยชิงก็พลันตระหนักได้ว่ามีฝูงชนจำนวนหลายร้อยยืนออกันอยู่สองฝั่งของประตูซึ่งล้วนแล้วแต่มีทหารคอยคุมกำกับอยู่บริเวณรอบๆ อีกทีหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นที่นี่? ในหัวของโจวเหว่ยชิงเต็มไปด้วยความสงสัย เขาพลันเร่งเดินไปมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น โชคดีที่แม้ว่าบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คน แต่มันก็ยังไม่แออัดขึ้นขั้นเดินแทรกผ่านไม่ได้ เด็กหนุ่มจึงสามารถเบียดตัวไปข้างหน้าด้วยความทุลักทุเล
เบื้องหน้าฝูงชนนั้นมีโต๊ะตัวยาวเรียงรายเป็นแถวหน้ากระดาน แต่ละโต๊ะก็มีกลุ่มคนมุงอยู่เป็นกลุ่มๆ ฉากหลังโต๊ะเหล่านั้นมีอักษรติดไว้ชัดเจนว่า “รับสมัครพลทหาร” ข้างใต้นั้นยังเขียนกำกับว่า
อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ต้องการเกณฑ์ทหารใหม่เข้าร่วมกองทัพ 3000 นายเพื่อคุ้มกันชายแดน
รับสมัครชายฉกรรจ์ที่มีอายุ 16 ถึง 26 ปี  สุขภาพแข็งแรงโดยกำเนิด หรือมีพลังปราณสวรรค์
“ประเทศชาติต้องมาก่อน ทหารกล้าจงเข้าร่วมกับกองทัพ
เพราะการปกป้องอาณาจักรและครอบครัวย่อมเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย”
สำหรับบุคคลที่มีพลังปราณสวรรค์ที่ประกาศนั้นกล่าวถึงนั้นย่อมหมายถึงคนที่ยังมีพลังปราณขั้นพื้นฐานระดับ 1 หรือ 2 นั่นเอง เพราะถ้าหากว่าพวกเขาบรรลุไปถึงระดับ 3 และปลุกพลังมณีขึ้นมาได้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหารในครั้งนี้ หากแต่สามารถเข้าร่วมโรงเรียนฝึกทหารหรือแม้แต่โรงเรียนสำหรับจ้าวมณีได้โดยตรงทันที ซึ่งนั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะมีอนาคตอันรุ่งโรจน์มากกว่านั่นเอง
โดยปกติแล้ว พลังของมณีนั้นมักจะตื่นขึ้นก่อนที่คนๆ นั้นจะอายุครบ 16 ปี หากว่าครบกำหนดอายุแล้วพลังไม่ตื่นขึ้นมา เป็นไปได้ว่าในอนาคตก็ยากที่จะปลุกพลังมณีได้อีก ดังนั้น สรุปง่ายๆ ก็คือ การเกณฑ์ทหารในครั้งนี้จึงเป็นการรับสมัครทหารธรรมดาๆ นั่นเอง
เข้าร่วมกองทัพงั้นรึ? ขณะเหม่อมองไปยังป้ายประกาศ โจวเหว่ยชิงก็พลันรู้สึกว่าถูกชักจูงโดยคำชักชวนเหล่านั้น
เดี๋ยวนะ ถ้าหากเขาสมัครเป็นทหารในกองทัพ เขาก็ไม่ต้องกลับบ้านแล้วนี่! เขาจะได้รับเงินเดือนแถมยังถูกกองทัพเลี้ยงดูอีก! ทว่าก็อาจจะต้องสร้างชื่อปลอมๆ ขึ้นมาเสียก่อนเพื่อไม่ให้คนจับได้ อย่างน้อยต่อไปนี้ตาแก่นั่นก็จะด่าข้าว่าเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว! ฮ่าๆ นี่มันคือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ชัดๆ
โจวเหว่ยชิงยังอายุน้อยและมัวแต่หลงดีใจกับสิ่งที่ตนวาดฝัน จึงไม่ทันได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงความยากลำบากในการเข้าร่วมกองทัพ ท้ายที่สุดแล้วประสบการณ์อันน้อยนิดนั่นจึงทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น ยิ่งรวมกับการที่เมื่อกลับบ้านไปแล้วจะต้องพบเจอกับการถูกล้อเลียนว่าเป็นคนไร้ประโยชน์และการกวดขันของบิดาอีก ทั้งหมดจึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่กลับบ้าน
หลังจากตัดสินใจได้ โจวเหว่ยชิงก็เบียดตัวไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวกับทหารกองทะเบียนคนหนึ่ง “พี่ชาย ข้าอยากสมัคร ให้ข้าสมัครเถิด!”
แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนหลายร้อยคนเกาะกลุ่มมุงดูอยู่รอบๆ แต่แท้จริงแล้วจำนวนผู้สมัครกลับมีเพียงหยิบมือเท่านั้น สาเหตุก็มาจากการที่นครเกาทัณฑ์สวรรค์เป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร มาตรฐานการครองชีพของผู้คนที่นี่จึงสูงกว่าที่อื่นๆ และเนื่องจากอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์เป็นอาณาจักรเล็กๆ ดังนั้นจึงมีการปะทะกับอาณาจักรอื่นๆที่อยู่รายรอบบริเวณแถบชายแดนบ่อยครั้ง นั่นจึงทำให้อาชีพทหารเป็นอาชีพที่เสี่ยงชีวิตและอันตรายมาก แน่นอนว่าอาชีพนี้ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักสำหรับคนทั่วไป  นับจะประสาอะไรกับพวกขุนนางที่มีอันจะกินทั้งหลายในเมืองหลวงกันล่ะ
มีทหารประมาณ 20 นายที่ทำหน้าที่นั่งรับสมัครอยู่หลังโต๊ะ พวกเขาเป็นทหารกรำศึกที่มีตำแหน่งหัวหน้านายกองขึ้นไป นายทหารที่โจวเหว่ยชิงกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นมีอายุราวๆ 30 ปี และแม้ว่าเขาจะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ร่างกายสูงใหญ่ของเขาก็เปล่งรัศมีความแข็งแกร่งออกมาชัดเจน นายกองคนนี้มีเค้าหน้าเฉพาะกึ่งเบื่อหน่ายกึ่งเจ้าเล่ห์ ซึ่งแสดงถึงประสบการณ์ในกองทัพเป็นเวลานาน
“เฮ้ย! ไอ้เจ้าเด็กเหลือขอนี่ แกจะสมัครทหารงั้นเรอะ?” เมื่อเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วก็มีคนขยับเข้ามาใกล้โต๊ะของเขา นายกองคนนั้นก็พลันรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น มีทหารกว่า 20นายตั้งโต๊ะรับสมัครอยู่ แต่โจวเหว่ยชิงกลับเลือกโต๊ะของเขา นั่นทำให้เขารู้สึกได้หน้าเป็นอย่างมาก
“ใช่แล้ว! ข้าอยากสมัครเป็นทหาร!” โจวเหว่ยชิงกล่าวอย่างเสียงดังฟังชัด เมื่อมองไปยังเหล่านายกองที่แต่งตัวเต็มยศในชุดเกราะ โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกว่าพวกเขานั้นเปล่งรัศมีความน่าเกรงขามออกมา ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าการเข้าร่วมกองทัพนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง
นายกองคนนั้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะถามเขา “เยี่ยม! แล้วเจ้าอยากจะเข้าร่วมกองทหารไหน?”
“เอ๋?” เม้ว่าบิดาของโจวเหว่ยชิงจะเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ แต่ว่าตัวเขาเองกลับไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการภายในกองทัพเลย ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงถามเสียงเบาๆ ว่า  “มันต่างกันยังไงรึพี่ชาย?”
“แน่นอนว่าย่อมแตกต่างกัน แม้ว่าการฝึกขั้นพื้นฐานของทหารทุกกองจะเหมือนๆ กัน แต่คุณสมบัติของทหารที่แต่ละกองต้องการ การทดสอบและการฝึกฝนนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามกองกำลังที่ตนสังกัดอยู่
ยกตัวอย่างเช่น คนที่อยู่ในกองทหารราบ ก็เน้นไปที่พละกำลังเพราะจะต้องอยู่ในสนามรบที่วุ่นวายและต้องวิ่งพล่านไปทั่วตลอด พละกำลังที่มากกว่าคนปกติกับฝีเท้าเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตในสนามรบมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วแทบทุกหน่วยก็ต้องเริ่มต้นจากกองทหารราบนั่นแหละ  ทหารหลายๆ นายก็เริ่มฝึกที่หน่วยนี้เป็นหน่วยแรก แน่นอนว่าย่อมต้องมีทหารหน่วยพื้นฐานอื่นๆ อีกหลายหน่วย ตัวอย่างก็เช่น ทหารหน่วยลำเลียงอาวุธ หน่วยพลาธิการ และหน่วยจัดเตรียมอาหาร แต่ถึงยังไงซะ หน่วยทหารพวกนั้นก็ไม่ค่อยจะก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่าไหร่หรอกนะ ข้าขอบอกเจ้าไว้เลย” ขณะที่นายกองคนนั้นกล่าว เขาก็เบ้ปากด้วยความดูหมิ่นเมื่อพูดถึงทหารกองหลังๆ
ทันทีที่ได้ยินเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในสนามรบ ความกระตือรือร้นก่อนหน้านี้ของโจวเหว่ยชิงก็ค่อยๆ ดับมอดลง อา! ใช่แล้ว การเข้าร่วมกองทัพย่อมหมายถึงต้องต่อสู้ในสนามรบจริงๆ แต่เขาไม่ได้มีฝีมือมากนัก  หากจะเอาชีวิตไปทิ้งกลางสนามรบเหมือนเป้าซ้อมปืนใหญ่ก็คงจะไม่คุ้มค่าแน่
“อะแฮ่ม พี่ชาย ข้าขอเวลาคิดสักเล็กน้อยจะได้ไหม?” มนุษย์ล้วนแล้วแต่กลัวตายกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจวเหว่ยชิงที่มีอายุเพียงแค่ 13 ปี ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วร่างกายเขาจะดูเหมือนหนุ่มอายุ 16 ก็ทีเถอะ
…………………………………………………………

Heavenly Jewel Change

Heavenly Jewel Change

ในโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้มีพลังเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ มีเด็กผู้ชายผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อหวังจะก้าวขึ้นเป็นราชาจ้าวมณีสวรรค์ ในอาณาจักรเล็กๆ ที่ยังต้องดิ้นรนในสงครามซึ่งรายล้อม ตัวเขาในฐานะที่เกิดในตระกูลแม่ทัพจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจ เด็กชายเกิดมาพร้อมลมปราณอุดตัน ฝึกวิชาใดๆ ก็ไร้ผล ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเศษสวะไร้ค่าในสายตาผู้อื่น!? ทำลายความภาคภูมิใจของบิดา… กลายเป็นความอัปยศอดสูของคู่หมั้น… หากแต่เขากลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เที่ยวเล่นจับปลาไปวันๆ โดยไร้ความละอาย! ทว่า…เมื่อพลาดพลั้งถูกฆ่าและทิ้งให้ตาย ท้ายที่สุดสวรรค์ก็เมตตา ไข่มุกรัตติกาลจากต่างมิติถูกดึงดูดด้วยแรงดิ้นรนอยากมีชีวิตอยู่ของเขา มันมอบพลังที่เปลี่ยนให้เขากลายเป็นจ้าวมณีสวรรค์ที่หายากที่สุด! สิ่งนั้นปลุกศักยภาพของเขาขึ้นมา… แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ไร้ค่า… แต่นั่นจะเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มาเปลี่ยนชะตาของเขาได้จริงหรือ? ร่วมผจญภัยไปกับ ‘โจวเหว่ยชิง’ ตัวเอกผู้ไร้ยางอายที่ใช้เล่ห์กลทุกอย่างในการเอาตัวรอดเพื่อมุ่งไปสู่จุดสูงสุดของโลกการฝึกวิชา สร้างยอดกองทัพ ปกป้องคนที่เขารักและขยายอาณาจักรเล็กๆ ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร! นี่คือโลกใบที่ไม่คุ้นเคย พบกับระบบพลังใหม่ สุดยอดศาสตราวุธ และตัวเอกที่ไม่เหมือนใคร Every human has their Personal Jewel of power, when awakened it can either be an Elemental Jewel or Physical Jewel. They circle the right and left wrists like bracelets of power. Heavenly Jewels are like the twins born, meaning when both Elemental and Physical Jewels are Awakened for the same person, the pair is known as Heavenly Jewels. Those who have the Physical Jewels are known as Physical Jewel Masters, those with Elemental Jewels are Elemental Jewel Masters, and those who train with Heavenly Jewels are naturally called Heavenly Jewel Masters. Heavenly Jewel Masters have a highest level of 12 pairs of jewels, as such their training progress is known as Heavenly Jewels 12 Changes. Our MC here is an archer who has such a pair of Heavenly Jewels.

Comment

Options

not work with dark mode
Reset