Special District 9 เขตพิเศษที่ 9 – ตอนที่ 75

ห้าวันผ่านไปในพริบตา

ชีวิตของฉินอวี่ตอนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักหลังการมาอยู่อย่างกะทันหันของเขี้ยว เขาวุ่นอยู่กับการส่งมอบสินค้า การจัดการช่องทางค้ายา รวมไปถึงเรื่องคดีความของหม่าเหลาเอ๋อ

ขณะเดียวกันเขี้ยวยังคงรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ที่บ้าน ทุกวันก่อนออกไปทำงานฉินอวี่จะทิ้งเงินไว้ให้เขาสองดอลลาร์เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวัน ส่วนมื้อเช้าและมื้อค่ำทั้งคู่กินด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้ว

หลังข้อพิพาทของฉินอวี่และหัวหน้าหน่วยสามเป็นที่รู้กันทั่วสำนักงานตำรวจ ฉินอวี่ก็ไม่มีอุปสรรคในการทำงานอีก เพราะฝ่ายหยวนเค่อกับพรรคพวกไม่ค่อยสนใจเขาแล้ว ทางด้านช่องทางค้ายาก็มีลุงหม่าคอยดูแลอยู่ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

ยิ่งไปกว่านั้น…บนถนนย่านต่างๆ ในช่วงนี้เงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด ไม่เพียงแต่ปัญหาพวกค้ายาเถื่อนเท่านั้น พวกนอกกฎหมายส่วนใหญ่เองก็หายไปเช่นกัน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หม่าเหลาเอ๋อได้ถูกประกันตัวออกมา

ลุงหม่าเข้าพบทนายและทำตามคำแนะนำของฉินอวี่ โดยให้ดามินรับสารภาพผิดทั้งหมดดามินไม่ทำให้ผิดหวัง เขารับสารภาพผิดทุกอย่างโดยไม่ลังเล

หม่าเหลาเอ๋อรับบทเล่นตามน้ำไปด้วยจนพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด ท้ายที่สุดเขาจึงถูกตั้งข้อหาเพียงผู้สมรู้ร่วมคิด ไม่มีเจตนาซ่อนสิ่งผิดกฎหมาย โดยรวมแล้วเขาถูกศาลแขวงพิพากษาให้ทำทัณฑ์บนเป็นเวลาสามเดือน ต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจเป็นครั้งคราวและปรับหนึ่งหมื่นดอลลาร์

แม้ว่าหม่าเหลาเอ๋อจะรอดไปได้ แต่ดามินกลับถูกส่งตัวเข้าคุกที่มีความปลอดภัยสูงทันทีในข้อหาก่ออาชญากรรมร้ายแรงและต้องอยู่ในนั้นเป็นเวลาอย่างน้อยสิบห้าปี

สิ่งที่ฉินอวี่ชอบในตัวหม่าเหลาเอ๋อคือเขาเป็นคนมีไหวพริบ กล้าได้กล้าเสีย ไม่คิดก่อนพูด รวมไปถึงเป็นคนมุทะลุ

ซึ่งลึกๆ แล้วฉินอวี่รู้ดีว่าภายใต้นิสัยอันก้าวร้าวนั้นหม่าเหลาเอ๋อเป็นคนที่อ่อนไหวมาก

ฉินอวี่เคยเป็นหนึ่งในหน่วยที่จับและทรมานเพื่อเค้นความจริงจากหม่าเหลาเอ๋อมาก่อน ถึงอย่างนั้นหม่าเหลาเอ๋อก็ไม่เคยปริปาก เขายินดีที่จะรับความเจ็บปวดเพื่อไม่ให้ดามินกับลุงหม่าเดือดร้อน

ด้วยเหตุนี้ มุมมองของฉินอวี่ที่มีต่อหม่าเหล่าเอ๋อจึงไม่ได้แย่นักเพียงแค่รู้สึกว่าเขาเป็นคนเจ้าอารมณ์เกินไปซึ่งทำให้เข้ากับคนอื่นได้ยาก

แต่สิ่งที่ฉินอวี่ไม่คาดคิดคือหม่าเหลาเอ๋อโทรหาเขาในวันรุ่งขึ้นหลังถูกปล่อยตัวเพื่อชวนไปทานอาหาร เนื่องจากเคยมีความขัดข้องใจระหว่างกันฉินอวี่จึงไม่เคยคิดที่จะผูกมิตรกับหม่าเหลาเอ๋อมาก่อน คงอึดอัดไม่น้อยหากพยายามเข้าหากัน

หม่าเหลาเอ๋อเป็นฝ่ายเริ่มชวนเขาออกไปกินข้าวคงเสียมารยาทถ้าจะปฏิเสธ ยังไงพวกเขาก็อยู่บนเรือลำเดียวกันแล้วไม่เสียหายอะไรถ้าจะผูกมิตรกันไว้

หลังจากที่คิดเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉินอวี่ก็ตัดสินใจโทรหาแมวเฒ่า จู้เหว่ยและกวนฉีเพื่อเชิญพวกเขามาพบปะและทำความรู้จักกันมันอาจจะทำให้ธุรกิจของพวกเขาไปได้ง่ายขึ้น

วันศุกร์เวลาหนึ่งทุ่ม

ทุกคนมารวมกันที่ร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงในรัฐพื้นทมิฬ ทุกคนที่นั่งโต๊ะนี้เหมือนจะกระอักกระอ่วนเล็กน้อยที่จะพูดอะไรออกสักคำ ยกเว้นแมวเฒ่าและเพื่อนสองคนที่เคยมีเรื่องกับหม่าเหลาเอ๋อมาก่อนก็ไม่ได้แสดงความอึดอัด แต่ส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยความรื่นรมย์

หลังอาหารมื้อใหญ่หม่าเหลาเอ๋อก็เริ่มเมาจบควบคุมตัวเองไม่ได้ เขารบเร้าฉินอวี่กับพรรคพวกไปต่อแถวถนนเถ้าธุลี ฉินอวี่และคนอื่นๆ ไม่อยากขัดคอจึงตกลงไป

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังถนนเถ้าธุลีหม่าเหลาเอ๋อที่กำลังเมา ทำให้ฉินอวี่และแมวเฒ่าจึงรู้สึกครึกครื้นไปด้วย

ฉินอวี่ แมวเฒ่าและหม่าเหลาเอ๋อกำลังคุยกันหน้าร้านอาหารจีนเพื่อรอเวลาให้กวนฉีและพวกขับรถมารับ ไม่ไกลนักก็มีชายแก่สวมเสื้อราวกับเศษผ้าขี้ริ้วทะเลาะกับพนักงานร้านอาหาร เป็นชายหนุ่มสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรมีผ้ากันเปื้อนพันรอบเอว เขากำลังตักหิมะที่กองอยู่บนบันไดออกก่อนที่การโต้คารมจะเริ่มขึ้น ชายแก่ตัวมอมแมมยืนอยู่ข้างเขาพร้อมกับบ่นว่า “ฉันจะสั่งอาหาร ทำไมถึงเข้าไปไม่ได้ล่ะ?”

“แกมาซื้อซาลาเปาราคาแค่ห้าสิบเซ็นต์ทุกวัน ห้าสิบเซ็นต์! ใครมันจะอยากได้วะ” พนักงานหนุ่มว่าต่อ “ดูรองเท้าแกสิมีแต่หิมะ! หากไปเพ่นพ่านในร้านมีหวังจะได้ทำความสะอาดทั้งร้านอีกแน่ ไปให้พ้นร้านนี้ไม่ต้อนรับคนอย่างแก!”

ชายแก่มีอายุอย่างน้อยหกสิบกว่า กลับถูกเด็กหนุ่มประมาณยี่สิบดุด่าทำให้ใบหน้าของเขาแดงเรื่อด้วยความอัปยศอดสู เขากำหมัดแน่นขณะหันหลังเดินจากไป

พนักงานเตะถุงผ้าชิ้นเล็ก ที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างของร้านพร้อมด่าว่าไปด้วย “เอาไอ้ขยะนี่ไปด้วย! อย่ามาวางของเน่าแบบนี้ที่หน้าต่างอีกนะ ไม่เห็นรึไงว่าน้ำมันหยด? แกนี่เอาแต่ปัญหามาให้อยู่เรื่อย”

“ถ้าแกไม่อยากให้ฉันเอาของไปไว้ที่นั่นก็พูดดีๆ ไม่เห็นต้องเตะ!” ชายชราตัวสั่นด้วยความโกรธขณะพูด “ต่อให้แกจะมองว่าฉันเป็นยังไง ฉันยังต้องใช้ชีวิตต่อไป แกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!”

“มัวแต่พ่นขี้ออกมาอยู่ได้…ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?” คนงานจ้องเขม็งไปที่ชายแก่ “ยังจะยืนงงอยู่อีกฉันจะตีแกตอนนี้แหละ!”

ชายชรากัดฟันของเขาแต่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจลึกๆ เขาก้มตัวลงไปหยิบถุงผ้าก่อนจะปัดหิมะออก

“เพียะ!”
ขณะนั้นเองหม่าเหลาเอ๋อที่ทีแรกกำลังคุยกับพวกเขาเมื่อครู่ก่อนจู่ๆ ก็ไปโผล่ข้างหน้าและตบหัวพนักงานคนนั้น “ไอ้เด็กเวรนี่!…มีพ่อแม่ไหม? พ่อแม่แกไม่ได้สอนเหรอว่าควรพูดยังไงกับคนแก่?

พนักงานที่ถูกตีพูดขึ้น “น่ะ…นี่มันอะไรกัน?!”

“ฉันได้ยินแกพูดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คำพูดนั้นควรจะออกมาจากปากมนุษย์ด้วยกันเหรอ!” หม่าเหลาเอ๋อตะคอกขณะที่คว้าคอเสื้อพนักงานคนนั้นไว้ “แม้แต่คนที่คอยรับใช้คนอื่นอย่างแกยังกล้าดูถูกคนอื่นอีกเหรอ? อะไรทำให้แกคิดว่าสูงส่งและยิ่งใหญ่ขนาดนี้ หึ?”

“เปล่า ตาลุงนั่นมาซื้อซาลาเปาแค่ห้าสิบเซ็นต์ทุกวัน เสื้อผ้าก็สกปรกผมก็แค่ไม่อยากให้ลูกค้าเสียบรรยากาศ!”

“ไอ้เด็กเปรต!” หม่าเหลาเอ๋อโมโห เขาตบไปที่หัวพนักงานสองครั้งก่อนจะตะโกนว่า “ขอโทษคุณลุงเดี๋ยวนี้!”​

พนักงานหนุ่มไม่กล้าตอบกลับหม่าเหลาเอ๋อ เพราะแค่ถูกตบสองครั้งเขาก็เกือบจะร้องไห้อยู่แล้ว “พี่ชาย ผมดุเขาแค่ไม่กี่คำเอง ยังไม่ได้…”

“ฉันบอกให้ขอโทษเดี๋ยวนี้!” หม่าเหลาเอ๋อตะคอกพลางชี้ไปที่ชายแก่

พนักงานหนุ่มกลืนน้ำลายขณะหันไปหาชายชราก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมว่า “ขอโทษครับคุณลุง”

“ไม่มีใครเป็นเด็กไปตลอดหรอกนะ” ชายแก่พูดด้วยน้ำเสียงแห้งผาก

ด้วยลักษณะของหม่าเหลาเอ๋อมีคิ้วหนาและตาโตทั้งท่าทางฉวัดเฉวียน เมื่อจับคู่กับร่างกายที่ใหญ่โตของเขาจึงดูดุดันเป็นพิเศษ เมื่อมองดูพนักงานหนุ่มด้วยดวงตาขึงขัง ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธชั่วขณะจนเห็นช้างตัวเท่าหมู

ในที่สุดเขาก็ปล่อยมือออกจากคอเสื้อของพนักงานและสั่งว่า“ฉันจะเลี้ยงข้าวลุง ไปเตรียมโต๊ะมาสี่ที่และเช็ดคราบพวกนี้ให้สะอาดด้วย ถ้ายังเห็นอยู่ฉันฆ่าแกแน่!”

“ขอบใจนะพ่อหนุ่ม แต่ลุงแค่มาซื้อซาลาเปาเท่านั้น” ชายชราตอบด้วยรอยยิ้ม

หม่าเหลาเอ๋อขมวดคิ้วพร้อมถาม “อ่าว…แบบนี้หมายความว่าไงวะลุง? ฉันสั่งสอนไอ้เด็กเวรนั่นให้ลุงแล้วนะ คิดจะหักหน้าฉันงั้นเหรอ?”

“ขอบใจที่หวังดีนะ แต่ลุงไม่มีเงินมากพอให้ซื้อกินที่ร้านนี้ไปได้ตลอดหรอก” ชายแก่ตอบ “ก่อนหน้านี้หลานชายลุงเพิ่งเข้าผ่าตัดช่องท้องจึงไม่สามารถทานอาหารแข็งได้ ลุงถึงต้องมาเอาซาลาเปานุ่มๆ จากร้านนี้กลับไปให้เขากิน”

หม่าเหลาเอ๋อครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋าของเขาและพูดขึ้น “งั้นวันนี้ฉันจะไม่เลี้ยงอาหารก็ได้ แต่ฉันจะให้ซาลาเปาหลานชายของลุงตลอดหนึ่งปีแทน!”

ชายแก่ยืนตะลึงงันฉินอวี่และทุกคนก็ตกใจเช่นกัน

หม่าเหลาเอ๋อยัดเงินห้าร้อยดอลลาร์ในมือพนักงานหนุ่ม “ตั้งแต่วันนี้ไปแกต้องเตรียมซาลาเปาสำหรับลุง ถ้ารู้ว่าแกไม่ทำฉันจะให้กวาดหิมะทั้งหมดบนถนนเถ้าธุลีแน่!”

“ผะ…ผมจะทำให้ทุกวันเลยครับ!” พนักงานหนุ่มตอบรับพร้อมพยักหน้า

ขณะนั้นเองกวนฉีและพรรคพวกก็มาถึงพร้อมกับรถ หม่าเหลาเอ๋อยิ้มให้ชายแก่พลางโบกมือแล้วพูดว่า “ฉันไปก่อนนะลุง”

ชายชราตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโค้งคำนับให้หม่าเหลาเอ๋อและกล่าวว่า “ขอบใจพ่อหนุ่มจริงๆ”

“ขอบคุณอะไรกัน? นี่ฉันยังหนุ่มมีเวลาอีกมากมายที่จะหาเงิน!” หม่าเหลาเอ๋อทิ้งคำพูดไว้ก่อนจะขึ้นรถ

แมวเฒ่าที่เห็นทุกสิ่งว่าเป็นอย่างไรก็ส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “ไอ้คนนี้เป็นคนใจกว้างเอาเงินห้าร้อยดอลลาร์ให้คนอื่นโดยไม่ลังเล”

“คุ้มค่าแล้วล่ะที่จะผูกมิตรกับคนแบบนี้” ฉินอวี่พูดด้วยรอยยิ้ม

ระหว่างทางไปถนนเถ้าธุลีฉินอวี่พูดติดตลกว่า “หม่าเหลาเอ๋อลุงคนนั้นจำเป็นต้องใช้เงินอย่างมาก ในเมื่อจะทำความดีทั้งที ทำไมไม่ให้เงินเขาไปเลยล่ะ?”

หม่าเหลาเอ๋อที่เมาเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตอบกลับด้วยคำพูดสุดคลาสสิกว่า “ฉันช่วยเลี้ยงซาลาเปาทั้งปีให้หลานชายของเขา แต่ฉันไม่สามารถช่วยเขาได้ นั่นเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน”

ฉินอวี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “นายเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ”

ในสถานบันเทิงริมถนนเถ้าธุลี ลูกน้องสองสามคนของหยวนหัวดูกำลังมีความสุขเหลือเกิน

……….……….……….……….

Special District 9 เขตพิเศษที่ 9

Special District 9 เขตพิเศษที่ 9

บทนำ โลกกำลังเกิดหายนะ…ภัยพิบัติร้ายแรงทำลายล้างมนุษยชาติ…สัตว์กลายพันธุ์…ผู้คนขาดแคลนอาหาร…สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม…ยุคสมัยและอารยธรรมถูกทำลาย… ‘ฉินอวี่’ ชายหนุ่มผู้อาศัยอยู่ในเขตพัฒนาซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนไร้กฎ ด้วยสภาพแวดล้อมอันน่าสังเวช…ทั้งถนนผุผัง ระบบบำบัดน้ำเสียใช้การไม่ได้ รวมไปถึงบ้านเก่าทรุดโทรมและกลิ่นปฏิกูลคละคลุ้ง ฉินอวี่จึงลาออกจากงานและตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อซื้อสัญชาติเข้าไปอยู่ในเขตปกครองพิเศษที่เก้า…หวังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม! ภายในเขตพิเศษที่เก้า…ฉินอวี่เข้าสมัครงานในสำนักงานตำรวจนครบาลเมืองพื้นทมิฬเพื่อดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ แม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ทว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีซ่อนอยู่…เขาได้เจอเพื่อนร่วมงานผู้หวังดีที่เปรียบเสมือนเพื่อนแท้… ระหว่างทำงานในสำนักงานตำรวจ…ฉินอวี่ได้เผชิญการกดขี่มากมายและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยไหวพริบเฉียบแหลมและแผนการอันชาญฉลาด เขาจะสร้างตำนานบทใหม่ของตนเองได้อย่างไร…โปรดติดตามต่อใน…เขตพิเศษที่เก้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset