the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 168 มุมมองใหม่ต่อเริ่นเสี่ยวซู่

เริ่นเสี่ยวซู่เรียกร่างแยกเงากลับมาและปืนขึ้นหลังคาไป สูเสี่ยนฉู่นั่งหอบหนักอยู่บนนั้น ส่วนคู่ต่อสู้เขาสิ้นชีพไปแล้ว คอหมุนหักราวกับกับหมาฮวา[1]

เริ่นเสี่ยวซู่มองไปยังตึกสูงแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พูดกับสูเสี่ยนฉู่ว่า “กลับบ้านฉันก่อน นายจะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย ถ้าอยากไปถึงป้อม 178 ก็ต้องทำหนังท้องให้ตึงก่อน”

สูเสี่ยนฉู่พูดอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณนะ!”

[ได้รับเหรียญคำขอบคุณจากสูเสี่ยนฉู่ +1!]

เริ่นเสี่ยวซู่เริ่มคิดจริงจังแล้วว่าจะโน้มน้าวให้สูเสี่ยนฉู่อยู่ต่อ เขาจะได้รับเหรียญคำขอบคุณจากเขาทุกวันเลย

แต่สูเสี่ยนฉู่กลับพูดว่า “ฉันต้องไปแล้ว หลังการต่อสู้คืนนี้ พวกเขาอาจจะคุมป้อมปราการหนักกว่าเดิมก็ได้ เป็นแบบนั้นฉันคงออกไปไม่ได้แล้ว ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีสุดในการหนีออกไป”

เริ่นเสี่ยวซู่ยังคาใจอยู่บ้าง “จะไม่อยู่ต่อสักนิดเหรอ”

“ฉันอยู่ต่อก็เป็นภาระของนาย” สูเสี่ยนฉู่พูดจากใจจริง “เริ่นเสี่ยวซู่ ถ้าโชคชะตานำพาให้เรามาพบกัน พวกเราคงได้พบกันอีก!”

เริ่นเสี่ยวซู่คิดพักหนึ่งแล้วพยักหน้า “พวกเราน่าจะได้เจอกันอีกที่ป้อมปราการ 178 รักษาตัวด้วย!”

พูดคุยกันจบ สูเสี่ยนฉู่ก็จากไปโดยไม่เหลียวหลัง ส่วนที่ว่าจะหลบหนีออกไปอย่างไรนั้น ดูจะไม่เป็นปัญหากับสูเสี่ยนฉู่เลย อย่างไรเขาก็เป็นอดีตนายทหารจากกองกำลังส่วนตัว

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าถี่รัวแว่วมาจากถนน ดูเหมือนว่ากองกำลังของป้อมปราการใกล้มาถึงแล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ล่ะหวังนักว่าอำนาจฝ่ายหลักต่างๆ ในป้อมปราการจะต่อสู้กันเอง เพราะสู้กันเองแล้วจะได้ไม่มีกำลังมาสนใจวุ่นวายชีวิตเขา

พอสูเสี่ยนฉู่กับเริ่นเสี่ยวซู่จากไปแล้ว ทีมรักษาความปลอดภัยจากกองดูแลความสงบเรียบร้อยก็มาถึง พวกเขารีบปิดกั้นพื้นที่และส่งคนไปแจ้งสมาคมตระกูลหลี่

พวกเขาดูพื้นที่ต่อสู้แล้วก็พอมองออกว่ามีเรื่องผิดปกติ นี่ไม่ใช่การต่อสู้กันของคนธรรมดาแน่นอน หากแต่เป็นการปะทะกันของผู้มีพลังพิเศษ แถมคนจากกองดูแลความสงบเรียบร้อยยังเห็นโลโก้ของบริษัทหัวจ่งบนเสื้อของผู้ตายด้วย พวกเขาจึงรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะไปยุ่งด้วยได้

ที่จริงกองดูแลความสงบเรียบร้อยก็ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าตอนนี้ในป้อมสถานการณ์ไม่ปกติ ไหนจะมีการสังหารหมู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชที่สี่ ไหนจะมีระเบิดที่บริษัทหัวจ่งจุดตอนที่พยายามจับผู้มีพลังพิเศษ พอเอาคดีต่างๆ มารวมกันแล้ว ขนาดคนโง่ยังรู้เลยว่าถ้ายังอยากมีชีวิตต่อก็อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่มย่ามด้วย

ความจริงแล้วกองดูแลความสงบเรียบร้อยนั้นทำหน้าที่กำกับเฉพาะคนธรรมดาทั่วไป ยุทโธปกรณ์มีแค่ปืนพกกระบอกเล็กไว้รับมือพวกโจรขโมย ทว่าถ้าพวกเขาเจอเข้ากับผู้มีพลังพิเศษขึ้นมาล่ะก็ พวกเขาคงไม่เหลือซากแน่

บนตึกสูงที่อยู่ไกลออกไป หยางเสียวจิ่นเพิ่งเก็บปืนลงไป ข้างๆ เธอคือลั่วซินอวี่ที่จับรั้วอยู่ “เธอว่ามันแปลกไหม ถึงพวกนั้นจะไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการหลักของกองกำลังก่อนอรุณก็เถอะ เจ้าเด็กนั่นฆ่าพวกเขาง่ายเกินไปแล้ว พวกเราประเมินเขาต่ำไปหรือเปล่า

“อืม” หยางเสียวจิ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ เธอหันไปมองจุดต่อสู้ที่อยู่ห่างออกไป “จริง เรื่องนี้ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน นึกว่าเขาจะไม่ได้สู้เก่งมากอะไรเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะชนะการสู้สามต่อหนึ่งแบบนี้ ถึงฉันไม่เห็นว่าในตรอกเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องเป็นเริ่นเสี่ยวซู่คนเดียวสู้สามคนแน่ เพราะสูเสี่ยนฉู่รับมือแค่หนึ่งคน”

“ปกติแล้วก่อนอรุณออกปฏิบัติภารกิจด้วยทหารห้านายต่อทีม พวกเขาชอบรุมคู่ต่อสู้จะตาย” ลั่วซินอวี่ว่าด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “แต่รอบนี้พวกเขาเจอตอเข้าให้แล้ว ฉันว่าหลังจากเรื่องนี้ พอเดาออกเลยว่าพวกเขาจะบรรลุเสียทีว่าในการต่อสู้น่ะ ต่อหน้าอำนาจเด็ดขาดของผู้มีพลังพิเศษนั้น จำนวนคนไม่สำคัญเลย”

“ตอนแรกก็กะจะปูทางหนีให้เขาอยู่หรอก” หยางเสียวจิ่นเองก็ประหลาดใจ “ใครจะไปนึกว่าเขาจะล้างบางพวกก่อนอรุณได้เหี้ยนเตียนแบบนี้”

“เจ้าเด็กนี่อำมหิตจริง” ลั่วซินอวี่พูด “ตอนพวกเราเดินทางไปเขาจิ้งซานก็เห็นชัดแล้ว ถ้าเขาเห็นต้นตอของภัยคุกคาม เขาก็พร้อมจะกำจัดมันทิ้ง ยิ่งผู้มีพลังพิเศษที่ปลุกพลังในแดนรกร้างโหดเหี้ยมกว่าผู้ที่ปลุกพลังในป้อมปราการอยู่แล้วด้วย”

หยางเสียวจิ่นเอ่ย “อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ก็ได้ เขาแค่พยายามจะมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง”

“ทำไมถึงกระเหี้ยนกระหือแก้ตัวแทนเขานักนะ” ลั่วซินอวี่พูดยิ้มๆ “เจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งด้วยตัวเองอยู่แล้ว ไหนเขาจะมีเฉินอู๋ตี๋ที่พลังรบยังไม่ทราบแน่ชัดอีก แค่นี้ก็ทำให้กลุ่มเล็กๆ ของเขามีแข็งแกร่งไม่น้อย พวกเราควรดึงความสนใจของสมาคมตระกูลหลี่กับสมาคมตระกูลหยางของเธอไปหาพวกเขาไหม พวกเราจะได้ไม่โดนเพ่งเล็งมาก”

“พวกเขาแค่อยากใช้ชีวิตในป้อมอย่างมั่นคงเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องไปสร้างปัญหาให้พวกเขาหรอก” หยางเสียวจิ่นพูดเสียงเรียบเฉย

“ฮ่าๆๆๆ” ลั่วซินอวี่หัวเราะยกใหญ่ เธอก็ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ หรอก แค่อยากเห็นอาการของหยางเสียวจิ่นเฉยๆ

หยางเสียวจิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แต่แปลกอยู่นะ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเขามีพลังอะไรกันแน่”

ลั่วซินอวี่ถามอย่างแปลกใจ “เธอก็ไม่รู้เหรอ”

“ทำไมฉันต้องรู้ด้วย” หยางเสียวจิ่นมองลั่วซินอวี่ตาขวาง

“ก็เห็นสนิทกัน เลยนึกว่าเขาจะเล่าให้ฟังเสียอีก” ลั่วซินอวี่หัวเราะ “เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกัน คนหนึ่งเป็นคณะกรรมการนักเรียน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าห้อง…”

หยางเสียวจิ่นจ้องหน้าเธอ “สมาคมตระกูลหลี่จะมาถึงแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”

“จ้าๆ” ลั่วซินอวี่เปิดใช้ประตูเงา จากนั้นก็พาหยางเสียวจิ่นหายไปจากดาดฟ้าในชั่วพริบตา

คืนนี้หยางเสียวจิ่นและลั่วซินอวี่ได้มีมุมมองใหม่ต่อเริ่นเสี่ยวซู่แล้ว พวกเธอพอเดาได้อยู่แล้วว่าเขาเป็นผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่ง ทว่าไม่คิดว่าเขาจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้

ตอนที่เริ่นเสี่ยวซู่สู้กับพวกก่อนอรุณนั้น มันมีเรื่องที่เขาหงุดหงิดใจอยู่ เขารู้สึกว่าศักยภาพของก่อนอรุณนั้นพูดเกินจริงไปมาก เขาไม่เห็นว่าพวกนั้นจะแข็งแกร่งตรงไหน ดีแต่วางท่าใหญ่โต

ทว่าเขาเข้าใจผิดไปแล้ว เพราะกองกำลังก่อนอรุณนั้นมีชื่อเสียงไม่น้อยเลยจริงๆ อย่างไรหน่วยรบนี้ก็เคยจับผู้มีพลังพิเศษสำเร็จมาแล้วสามคน

ปกติแล้วหน่วยนี้นับเป็นลำดับที่สองของกองกำลังหลักแห่งบริษัทหัวจ่งเลยก็ว่าได้

คืนเดียวกันนั้น สมาคมตระกูลหลี่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วทั้งป้อมปราการอย่างกะทันหัน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ พวกเขาถึงกับต้องประกาศเคอร์ฟิว ผู้อยู่อาศัยที่ออกจากเคหสถานหลังสี่ทุ่มจะได้รับปฏิบัติเช่นอาชญากรและทำการเข้าจับกุมทันที!

ตอนแรกสมาคมตระกูลหลี่ก็ไม่อยากแยกกำลังคนออกมาเพราะต้องเน้นกำลังคนไปที่การปกป้องผลงานวิจัยมากกว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้

ทว่าในป้อมปราการเกิดเรื่องขึ้นไม่หยุดหย่อน แม้พวกเขาจะอดทนได้แค่ไหน ก็ไม่อาจทำใจให้สบายได้หรอก

ที่กลุ่มของหลัวหลานสร้างปัญหาไปทั่วนั้นทำเอาสมาคมตระกูลหลี่ยุ่งจนหัวหมุนแล้วจริงๆ สุดท้ายพวกเขาก็หมดทางเลือก ได้แต่แบ่งกำลังคนออกมา

หลังการสู้รบของเริ่นเสี่ยวซู่กับกองกำลังก่อนอรุณ สมาคมตระกูลหลี่ก็ไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป

ก่อนฟ้าสาง กองกำลังทหารออกเดินตรวจตราตามถนนหนทาง ถ้าเจอบุคคลน่าสงสัยก็เข้าไปตรวจสอบ

กองกำลังทหารส่วนตัวและกองดูแลความสงบเรียบร้อยประกาศห้ามลางาน กองกำลังของสมาคมตระกูลหลี่หนึ่งในสามก็ออกเคลื่อนไหวในปฏิบัติการครั้งนี้ ฉับพลันก็เหมือนในป้อมปราการจะเกิดสงคราม ความหย่อนยานแต่เดิมล้วนเครียดขมึงขึ้นมา

เริ่นเสี่ยวซู่เองก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดนอกร้าน ทั่วทั้งป้อมปราการราวถูกปกคลุมด้วยลมฝน

[1] หมาฮวา (麻花) มีลักษณะคล้ายปาท่องโก๋ แต่เป็นทรงเกลียว

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset