หมื่นสวรรค์สิ้นโลกา Online Ep.429 – ของตอบแทน
คิ้วของหลานซิ่วย่นเข้าหากัน ดูเหมือนว่าเขากำลังพิจารณาว่าสมควรจะมอบสิ่งใดให้กับกู่ฉิงซานดี
“ประเดี๋ยวก่อน เรื่องนี้ขอให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ”
ชิงหยินที่อยู่ในไพ่กล่าวออกมา
เธอยกหนังสือเล่มหนาที่ไม่รู้ว่าไปหยิบมาจากที่ไหนขึ้น และจั่วไพ่ออกมา
บนไพ่ คือภาพของดวงตาขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันก็มีระลอกหมอกสีขาวหมุนวนอยู่ในดวงตาขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดกระแสหมอกโคจรไปมาอย่างรวดเร็ว
นี่คือไพ่พยากรณ์โชคชะตาที่หาได้ยากยิ่ง
“ครอบครองไพ่ใบนี้ที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าสุดท้ายแล้วดันมามีจุดจบเช่นนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้มัน”
ขณะกล่าว ชิงหยินก็โยนไพ่ไปทางกู่ฉิงซาน
“ข้าได้ปลดประทับวิญญาณของข้าที่อยู่บนมันออกแล้ว นับจากนี้ไป ข้าขอฝากฝังให้เจ้าช่วยดูแลมันด้วยก็แล้วกันนะ”
แม้จะกล่าวแบบนั้น แต่น้ำเสียงของเธอก็ยังแฝงไว้ซึ่งความคะนึงหา มิอยากลาจากมันไป
กู่ฉิงซานคว้าจับไพ่
บนหน้าต่างระบบเทพสงครามบรรทัดแสงหิ่งห้อยที่ร้อยเรียงด้วยตัวอักษรขนาดเล็กปรากฏขึ้นมาทันที
“ไพ่พยากรณ์โชคชะตา , ไพ่แรร์(หายาก)”
“เมื่อคุณเกิดความลังเลขึ้น คุณสามารถดูไพ่ใบนี้เพื่อสังเกตถึงความเป็นไปได้บางอย่างในโชคชะตาของคุณ”
“คำอธิบาย : มีเฉพาะผู้ใช้ไพ่ระดับสูงสุดเท่านั้นที่รูื้วิธีใช้ไพ่ใบนี้ ขณะที่ผู่อื่นที่ไม่คู่ควรจะถูกทำให้สับสนกลายเป็นคนโง่งมจากการพยายามที่จะสอดแนมโชคชะตานี้”
“ระบบได้ระบุว่า : ไพ่ใบนี้เป็นของหายากและล้ำค่ายิ่ง ตลอดทั้งต่างโลกมากมาย คุณสามารถใช้มันเพื่อแลกเปลี่ยนกับสมบัติในฝันเลยก็ยังได้”
กู่ฉิงซานเอ่ยออกมาด้วยความลังเล “แต่ข้าได้ยินมาว่า ไพ่นี่คือเทคนิคเทียนซวนของท่าน แล้วเทคนิคเทียนซวนจะสามารถให้ผู้อื่นใช้งานได้ด้วยหรือ?”
หลานซิ่วกับชิงหยินหันมามองหน้ากันวูบหนึ่ง
“หากเป็นเจ้าแล้วล่ะก็ ข้าย่อมไม่รังเกียจที่จะตอบคำถามนี้”
หลานซิ่วกล่าวด้วยคำที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“การใช้ไพ่น่ะ ไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคเทียนซวนเป็นของตนเองเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันสามารถให้คนอื่นใช้ได้ด้วยเช่นกัน ตราบใดที่ผู้เป็นเจ้าของไพ่สามารถยกระดับขึ้นไปถึงช่วงหนึ่ง เขาก็จะสามารถลบตราประทับจิตวิญญาณของตนที่อยู่บนไพ่ได้อย่างสมบูรณ์”
พอได้ฟัง กู่ฉิงซานก็เข้าใจในทันที
เพราะครั้งหนึ่ง ซูเซี่ยเอ๋อก็เคยมอบอะไรเช่นนี้ให้กับเขา
มีเพียงผู้ถูกเลือกโดยสวรรค์(เทียนซวน)ที่ทรงพลังมากๆเท่านั้น จึงจะสามารถมอบความสามารถของตนเองให้คนอื่นใช้งานได้
เขาพยักหน้า บ่งบอกว่าตนกระจ่างชัดแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอขอบคุณพวกท่านมาก”
“ไม่จำเป็นต้องสุภาพไป หากมีเวลาว่างเมื่อใด จักรวรรดิหลานเทียนยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ” หลานซิ่วกล่าว
ว่าจบ เขาก็โยนตราสัญลักษณ์ออกไป
กู่ฉิงซานคว้าจับตราสัญลักษณ์ และเห็นแค่เพียงรูปต้นไม้ใหญ่ที่มีไพ่หลายร้อยใบแขวนอยู่ตามกิ่งก้าน ขณะเดียวกัน พวกมันก็สาดแสงระยิบระยับ
“เจ้าสิ่งนี้ ภายในของมันมีการระบุตำแหน่งโลกของพวกเราเอาไว้ และหากวันหนึ่งเจ้าคิดมาเยือนอาณาจักรของข้า เจ้าก็สามารถตตามหาข้าได้โดยใช้ตราสัญลักษณ์นี้เลยโดยตรง” หลานซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เข้าใจแล้ว พวกท่านก็สามารถแวะเวียนมาที่นี่ได้ตลอดเวลาเช่นกัน หากมีเวลา ข้าจะเป็นคนพาพวกท่านไปเดินชมสถานที่ต่างๆด้วยตนเอง” กู่ฉิงซานกล่าว
หลานซิ่วกับชิงหยินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
และเขาก็โบกมือให้แก่กู่ฉิงซานอีกครั้ง ก่อนจะบินเข้าไปในรอยแยกมิติบนท้องฟ้า
จากนั้นรอยแยกมิติก็หุบลงอย่างรวดเร็ว
ทุกสิ่งอย่างกลับเป็นปกติดังเดิม ราวกับว่าโลกตรงข้ามไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
โลกมนุษย์กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
แสงตะวันจากดวงอาทิตย์ตกกระทบลงสู่พื้นดิน
ขณะที่บนฟากฟ้าตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ มีพระจันทร์ถึงสามดวงปรากฏขึ้น
โลกปรภพน่ะเป็นดินแดนของหยิน ดังนั้นเพื่อให้สองโลกที่ผสานรวมเกิดความสมดุลระหว่างหยินหยาง ทรัพยากรส่วนหนึ่งของโลกจึงควบรวมกัน ก่อกำเนิดเป็นดวงจันทร์ดวงใหม่ขึ้น
ผู้คนต่างแหงนหน้ามองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า และต่างตระหนักว่าโลกใบนี้ได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว
สายลมตามแนวภูเขาพัดผ่านมาจากระยะไกล พร้อมด้วยอากาศหอมสดชื่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
กู่ฉิงซานสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายในสายลม ปากเอ่ยพึมพำ “พลังงานวิญญาณได้กลายเป็นอุดมสมบูรณ์มากขึ้นแล้ว … ”
การผสานรวมระหว่างสองโลกเข้าด้วยกัน ส่งผลให้รากฐานเดิมของโลกแข็งแกร่งขึ้น
และนับจากนี้ไป ผู้คนก็จะสามารถยกระดับพื้นฐานวรยุทธได้ง่ายขึ้น ฝึกยุทธได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
แต่แล้วในตอนนั้นเอง พื้นดินได้เกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย
พร้อมกับเส้นแสงหิ่งห้อยปรากฏขึ้นในวิสัยทัศน์ของเขาทันที
“การเปลี่ยนแปลงภายนอกของโลกมนุษย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว”
“และกฏเกณฑ์ภายในของทั้งสองโลกกำลังจะเริ่มบรรจบกัน”
“การบรรจบกันของกฏเกณฑ์จะส่งผลให้รากฐานของโลกเกิดความผันผวนขึ้นเป็นอย่างมาก”
“กรุณาออกจากโลกใบนี้ภายในสิบนาที เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของรากฐานโลกที่จะเกิดกับกระแสเวลาของคุณ”
กู่ฉิงซานตกใจ
ครั้งก่อนที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มันคือช่วงเวลาที่เกมแห่งชีวิตนิรันดร์ปรากฏออกมา
ในเวลานั้น กู่ฉิงซานต้องหลีกเลี่ยงมันโดยการไปยังโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมทุกๆครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ฉันจะต้องหลีกเลี่ยงมันด้วย?” เขาทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม
ระบบอธิบาย “คุณและฉันต่างก็ลอบกลับมาจากช่วงเวลาสุดท้ายของวันสิ้นโลก ดังนั้นการไหลของกระแสเวลาของเราสองจึงแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ”
“เมื่อกฏเกณฑ์ของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความผันผวนของมิติและเวลาของคุณก็จะถูกเปิดเผย ราวกับดวงจันทร์ที่ไสวอยู่บนฟากฟ้า มันจะดึงดูดเหล่าเทพมารที่ทรงพลานุภาพสูงสุดให้เบนสายตามาสำรวจ”
“เพราะพวกเขามีความสนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้”
กู่ฉิงซานไตร่ตรองอย่างรอบคอบและกล่าวว่า “แต่ฉันได้ละทิ้งความทรงจำในอดีตของนักดาบนิรันดร์ไปแล้วนี่ – นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันได้เกิดใหม่แล้วโดยสมบูรณ์หรอกหรือ?”
“นั่นมันก็จริง แต่ความผันผวนของมิติและเวลาบนร่างกายของคุณจะค่อยๆสลายไป มิใช่สลายไปทั้งหมดแล้วกลายเป็นถือกำเนิดใหม่ได้เลยในทันที”
“แล้วมันจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน กว่าที่ความผันผวนนี้จะสงบลงโดยสิ้นเชิง?”
“อย่างรวดเร็วก็หนึ่งเดือน ขณะที่อย่างช้าก็ครึ่งปี”
กู่ฉิงซานถอนหายใจโล่งอก
ตราบใดที่มันสงบลงได้ด้วยระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป ก็ยังนับว่าโอเค
มิฉะนั้นแล้ว หากครั้งต่อไปโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก แล้วตนจะต้องถอนตัวหลบหนีไป มันคงจะรู้สึกแย่ไม่น้อย
บนหน้าต่างระบบเทพสงคราม เส้นแสงหิ่งห้อยขนาดเล็กสองบรรทัดปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เรากำลังจะมุ่งหน้าสู่ช่องว่างของมิติและเวลาระหว่างโลกเทวะและอีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้จัก”
“ยังคงเหลือเวลาอีก 9 นาที โปรดเตรียมตัวให้พร้อมด้วย”
กู่ฉิงซานพยักหน้า
เขาหันไปมองเพื่อนๆ ก่อนจะกลั้วคอและเอ่ยปากออกมา “ฉันมีบางอย่างที่จะต้องบอกกับพวกนาย”
…..
กู่ฉิงซานใช้เวลาไม่กี่นาทีในการเล่าอธิบายให้ทุกคนสามารถเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดกับตนเอง ทุกอย่างเลย ยกเว้นเรื่องที่ตนกลับมาจุติใหม่
“ถ้างั้น ก็หมายความว่าเธอมีความสามารถในการเดินทางไปยังต่างโลกได้สินะ?” ประธานาธิบดีเอ่ยถาม
“ใช่แล้วครับ พวกเทคนิคฝึกยุทธทั้งหมดผมก็เอามันมาจากโลกแห่งผู้ฝึกยุทธนี่แหละ ” กู่ฉิงซานเฉลย
“แล้วนายอยู่ระดับสูงแค่ไหนในโลกใบนั้น?” เย่เฟย์หยูเอ่ยถาม
ในจิตใจของกู่ฉิงซาน ร่างของนางเซียนไป่ฮั่วปรากฏขึ้นมา
“นอกเหนือไปจากท่านอาจารย์ของฉันแล้ว ก็คงจะเป็นฉันนี่แหละ”
ฝูงชนถอนหายใจโล่งอก
โชคดีแล้ว โชคดีจริงๆ
เจ้าสหายแสนดุดันเบื้องหน้าคนนี้ ที่สั่นสะเทือนได้กระทั่งโลกปรภพ วางกับดักได้กระทั่งเทพสวรรค์
หากตัวตนอย่างกู่ฉิงซานในโลกอื่นแล้วยังไม่นับว่าเป็นสิ่งใด ความกดดันในจิตใจของทุกผู้คนก็คงจะหนักหนาเกินไป
แต่ละคนค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ แต่แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงของกู่ฉิงซานอีกครั้ง
“อ้อฉันลืมบอกไป”
“พอดีว่าอีกโลกหนึ่งที่ฉันกำลังจะไป ความแข็งแกร่งของพวกเขาหากเทียบกับโลกแห่งผู้ฝึกยุทธแล้วทางฝั่งนั้นทรงพลังยิ่งกว่าหลายเท่านัก พื้นฐานวรยุทธระดับก้าวสู่เทพขั้นปลายอย่างฉันจะกลายเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไร”
ยังมีอีกโลกหนึ่งหรอ!
ทั้งหมดตกตะลึง
ซางหยิงฮ่าวเอ่ยถามอย่างรอบคอบ “แล้วพวกเขาแข็งแกร่งแค่ไหน?”
“ก็คนเพียงคนเดียว … แต่กลับสามารถหลอมกลั่นโลกทั้งใบได้ล่ะมั้ง”
ซางหยิงฮ่าวนิ่งงันไป
กู่ฉิงซานอธิบาย “เหนือขอบเขตก้าวสู่เทพขึ้นไปคือขอบเขตประทับเทพ , ประทับเทพคือขอบเขตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ แต่สำหรับในโลกอื่น เหนือยิ่งกว่าประทับเทพคือ ร่างเทวะ , พันวิบัติ ,ขีดสุดความว่างเปล่า และลมปราณจิต สี่ขอบเขตอันยิ่งใหญ่นี้”
“ส่วนขอบเขตที่พยายามจะหลอมกลั่นโลกทั้งใบด้วยตัวคนเดียว คือขอบเขตพันวิบัติ แต่ในภายหลังเขาก็ได้ยกระดับขึ้นไปถึงขีดสุดความว่างเปล่าแล้ว”
คราวนี้ ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามอะไรอีกต่อไป
กู่ฉิงซานหันไปมองหน้าต่างระบบเทพสงคราม
ยังเหลือเวลาอีกสามนาที
เขากำลังสงสัยว่าตัวเองจะอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุที่จำเป็นจะต้องออกเดินทางของตนได้อย่างไรดี
และในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ข้อสรุปที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด
“เมื่อสองโลกผสานรวมกัน ก็อาจจะมีแนวโน้มว่ามีตัวตนที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อเข้ามาสอดแนมโลกของเรา แต่เนื่องเพราะมีกำแพงอุปสรรคของโลกคอยปกป้องอยู่ พวกเขาถึงไม่สามารถเข้ามาได้ แต่พวกเขาสามารถค้นพบได้ว่าฉันมีพลังที่จะใช้ข้ามผ่านระหว่างสองโลก”
“แล้วถ้าเป็นแบบนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาจะมาจับตัวนายหรอ?” แอนนาเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว
“ไม่หรอก วางใจเถอะ” กู่ฉิงซานแสดงท่าทีปลอบประโลมเธอ “ตราบใดทียังอยู่ในช่วงเวลาที่โลกผสานรวมเข้าด้วยกัน ฉันก็จะมุ่งหน้าไปยังอีกโลกหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกค้นพบนี้”