คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย – ตอนที่ 135 สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณปรากฏตัว

ก็โทษไม่ได้ที่จินเฟยเหยาจะร้องอุทานอย่างตกตะลึง ห้องโถงประมูลทั้งหมดสร้างขึ้นจากแก้วโปร่งใส สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างชัดเจน

ส่วนด้านนอกคือทะเลสาบในเมืองวั่นเซียนสุ่ย เรือปลาทองที่จอดตรงท่าเรือล้วนรปล่อยปลาทองออกมา สามารถมองเห็นตะเกียงเล็กๆ อันงดงามที่แขวนไว้บนหัวปลาทองซึ่งกำลังว่ายไปว่ายมาอยู่นอกกำแพงแก้วได้ แลดูงดงามอย่างยิ่ง มีปลาทองใจกล้าบางตัวว่ายมาชิดด้านนอกกำแพงแก้ว มองดูคนที่อยู่ข้างในอย่างสงสัย

จินเฟยเหยารั้งสายตากลับจากนอกกำแพงแก้ว เงยหน้าขึ้นพินิจเหนือศีรษะ สถานจัดงานประมูลทั้งหมดเป็นรูปวงกลม บวกกับตึกเล็กๆ ที่เผยออกมาบนผิวทะเลสาบ เหมือนขวดแก้วที่มีฝาใบหนึ่ง ส่วนทางเข้าออกสถานที่ประมูลทั้งหมดอาศัยวงเวทส่งตัวสิบสองอันตรงมุมห้อง

ตำแหน่งของแท่นประมูลตั้งอยู่หน้าวงเวทอันหนึ่ง ด้านหน้าของมันสร้างแท่นยกแต่ละชั้นเป็นรูปพัดโอบล้อมสถานประมูล จากนั้นบนแท่นยกแต่ละชั้นจัดวางเก้าอี้นั่งอย่างเป็นระเบียบ ด้านหลังสุดติดกำแพงแก้วกั้นเป็นห้องเล็กๆ แถวหนึ่ง ข้างประตูมีม่านแสงบดบังสายตาผู้อื่น

แน่นอนว่านี่มิใช่ที่นั่งป้ายทอง อย่างมากก็เป็นที่นั่งป้ายเงิน ที่นั่งป้ายทองไม่ต้องถามก็รู้ว่าอยู่ที่ใด ขอเพียงเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นได้

เพียงเงยหน้าขึ้นก็เห็นยอดของสถานประมูล มีห้องแก้วแต่ละห้องลอยอยู่กลางอากาศ

ถึงจะเป็นแก้วเช่นเดียวกัน วัสดุที่ใช้ทำกลับแตกต่างจากห้องโถง กำแพงแก้วในห้องโถงสามารถมองเห็นปลาข้างนอกได้อย่างชัดเจน ทว่ากำแพงแก้วของห้องเล็กๆ เหล่านั้นล้วนมีสีสัน นอกจากงดงามแล้วยังมองเห็นด้านในไม่ชัดว่ามีสิ่งใด

ไม่เห็นห้องป้ายทองเหล่านั้นมีทางเข้า จินเฟยเหยาเดาว่า อาจจะใช้วงเวทส่งตัวส่งไปโดยตรง

กลางเพดานห้องมีตะเกียงแขวนที่สร้างจากหินแสงจันทร์นับร้อยก้อน สาดส่องให้ทั้งห้องโถงจนสว่างไสวราวกับหิมะ

ยามนี้มีผู้บำเพ็ญเซียนนั่งอยู่บนที่นั่งจำนวนมาก ไม่มีคนนำทาง ท่าทางสามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมนั่งเองได้

จินเฟยเหยาหาที่นั่งสองที่พาเนี่ยนซีนั่งลง ส่วนพั่งจื่อและต้านิวต่างเบียดกันนั่งคนละที่ ทำให้นางกับเนี่ยนซีได้แต่นั่งลงข้างๆ นั่งแบบนี้ไม่สบายอย่างยิ่ง จินเฟยเหยามองไปด้านข้าง พอดีเห็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีอุ้มจิ้งจอกหิมะอยู่ห่างจากตนเองไม่ไกลนัก วางจิ้งจอกหิมะลงบนต้นขาทั้งสบายทั้งไม่กินพื้นที่

นางจึงยกพั่งจื่อไปนั่งบนต้นขาเนี่ยนซี และให้ต้านิวนั่งบนต้นขาของนาง ที่จินเฟยเหยาทำแบบนี้เพราะมีสาเหตุ ตอนนี้พั่งจื่อมีสีขาวหิมะทั้งตัว หน้าตางดงามขึ้นนิดหน่อย วางไว้บนต้นขาของเนี่ยนซีได้พอดี ถ้าเป็นต้านิวที่มีผิวหนังสีเขียวทั้งตัววางไว้บนต้นขาเนี่ยนซี อาจจะดึงดูดสายตาคนชอบจุ้นจ้านจำนวนมาก

ทั้งสองคนนั่งอย่างโง่งม อุ้มกบอย่างน่าขบขัน เนี่ยนซีก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่นั่งก็ดึงดูดสายตาของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ตลอดเวลา

ในที่นั่งป้ายสีเงินด้านหลังพวกนาง เยวี่ยปู้ชิงกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ขนาดใหญ่อย่างแสนสบาย ดื่มชาวิญญาณชั้นยอดที่หอผิ่นเมิ่งจัดให้ ครั้งนี้เขามาเนื่องจากมีภารกิจต้องประมูลสิ่งของชิ้นหนึ่ง ยามนี้กำลังคาดเดาว่าตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนอื่นๆ จะสอดขาเข้ามาหรือไม่

ในยามนี้เอง ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณคนหนึ่งข้างกายพลันเอ่ยว่า “คุณชายรอง คนงามบนเกาะเสี่ยวสือกำลังนั่งอยู่ด้านล่าง”

“โอ๋?” เยวี่ยปู้ชิงได้สติคืนมา ลุกขึ้นนั่งตัวตรงมองไปเบื้องหน้า “อยู่ที่ใด?”

“อยู่ตรงนั้น ใกล้มุมห้อง” ผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้ชี้ตรงที่เนี่ยนซีนั่งอยู่พลางเอ่ยตอบ

เยวี่ยปู้ชิงเห็นเนี่ยนซีก็ยินดียิ่ง สตรีผู้นี้หน้าตาน่ามอง ถึงจะมิใช่ผู้บำเพ็ญเซียน ทว่าหน้าตางดงามมากกว่าผู้บำเพ็ญเซียนสตรีมากนัก ดวงตาข้างหนึ่งเห็นจินเฟยเหยานั่งอยู่ด้านข้างก็อารมณ์ไม่ดีขึ้นมา

“เจ้าไปสอบถามดูว่าผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนี้กับสาวงามมีความสัมพันธ์ใด ไม่ใช่บุรุษเสียหน่อย ทำไมต้องยึดคนธรรมดาผู้หนึ่งไว้ไม่ปล่อยด้วย ถ้าเป็นญาติ อย่างมากข้าก็ใช้ธรรมเนียมมนุษย์ไปแต่งนางเป็นอนุภรรยา” เยวี่ยปู้ชิงครุ่นคิด สั่งกำชับคนข้างกาย

“คุณชายรองวางใจ ข้าจะไปจัดการทันที”

เยวี่ยปู้ชิงพยักหน้า ลงกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ใหม่อีกครั้ง สาวน้อยที่นั่งอยู่ด้านข้างมาตลอดเริ่มทุบต้นขาให้เขาอีกครั้ง จิตใจหงอยเหงาเศร้าซึม

จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างสงสัย ผู้บำเพ็ญเซียนที่ส่งตัวเข้ามามากขึ้นทุกที บนที่นั่งค่อยๆ มีคนมานั่งจนเต็ม เนี่ยนซีไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ราวกับตนเองบังคับให้นางทำอะไร ถ้าจินเฟยเหยาเป็นบุรุษ เกรงว่าคงถูกสายตาของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ ทิ่มแทงตาย

ผ่านไปไม่นาน วงเวทส่งตัวด้านหลังแท่นประมูลพลันกระพริบ มีคนสามคนสองบุรุษหนึ่งสตรีเดินออกมาจากในนั้น คนตรงกลางเป็นชายชราหนวดเคราขาว มีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้น ส่วนหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีด้านหลังเขา มีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมช่วงปลาย

เห็นคนทั้งสามเดินออกมา ผู้บำเพ็ญเซียนที่เสียงดังเอะอะทั้งหมดก็เงียบลง

“สามคนนี้คือคนของหอผิ่นเมิ่งสินะ งานประมูลจะเริ่มแล้ว ดูสิว่ามีของดีราคาถูกอะไรให้ซื้อกลับไปบ้าง” จินเฟยเหยามาเข้าร่วมงานประมูลเป็นครั้งแรก ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงว่าที่นี่ต้องใช้ศิลาวิญญาณชั้นกลาง ความตื่นเต้นยินดีพลันมอดดับลงไปไม่น้อย

แต่ยังมีความหวัง ต้องมีสิ่งของบางอย่างที่ศิลาวิญญาณชั้นล่างสามารถซื้อได้แน่ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานซึ่งนั่งที่นั่งธรรมดาเหมือนนางพวกนั้น คงไม่ใช่คนที่มีศิลาวิญญาณชั้นกลางเต็มถุงทุกคน ทว่าหลังจากงานประมูลเริ่ม จินเฟยเหยาที่มีต้านิวอยู่บนต้นขา ก็เกิดความรู้สึกอยากจะอัดใบหน้าคนทั้งสามบนแท่น

“สหายเซียนทุกท่าน นี่คือยาปราณฟ้าดินห้าธาตุที่สามารถเพิ่มโอกาสเจี๋ยตันได้ ที่สำนักเซียวเหยาจัดสรรให้ เปิดราคาที่ห้าร้อยศิลาวิญญาณชั้นกลาง ประมูลแต่ละครั้งเพิ่มไม่น้อยกว่าห้าสิบศิลาวิญาณชั้นกลาง” ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีขั้นสร้างฐานช่วงปลายคนนี้เป็นผู้ดำเนินการประมูล นางหยิบยาออกมาเม็ดหนึ่งแสดงให้ผู้บำเพ็ญเซียนด้านล่างแท่นดูแล้วเอ่ย

ยาเม็ดนั้นส่งแสงรัศมีสีขาวเคลื่อนไหวคิดจะหลบหนีไป ทว่ากลับถูกผู้บำเพ็ญเซียนสตรีขั้นหลอมรวมคนนี้ใช้การรับรู้ฉุดดึงไว้อย่างแน่นหนา ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย

“หกร้อยก้อน”

“หกร้อยห้าสิบก้อน”

“ข้าให้หนึ่งพันก้อน”

ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานที่อยู่ด้านล่างแท่นตะโกนบอกราคาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนจินเฟยเหยาก็ตกตะลึงว่าเหตุใดผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐานเหล่านี้จึงร่ำรวยถึงปานนี้ นางจ้องมองพั่งจื่อนอนอยู่บนต้นขาเนี่ยนซีอย่างรื่นรมย์ด้วยสายตาดุร้าย ถ้าไม่ใช่เจ้านี่ ตนเองคงมียาปราณฟ้าดินห้าธาตุ ตอนนี้ดียิ่งนัก ไม่รู้ว่าตำรับยาของยาปราณฟ้าดินห้าธาตุอยู่ที่ใด

ในสิ่งของที่ได้จากพานหยวน ไม่พบตำรับยาของยาปราณฟ้าดินห้าธาตุเลย ทั้งตนเองยังซื้อยาปราณฟ้าดินห้าธาตุในงานประมูลไม่ได้อีก

จินเฟยเหยาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เจ้าพวกนี้เอาศิลาวิญญาณชั้นกลางมากมายปานนี้มาจากที่ใด เพราะเหตุใดตนเองจึงยากจนแทบตาย นางเกือบจะยืนขึ้นคำรามใส่ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีขั้นหลอมรวมบนแท่น พวกเจ้าใช้ศิลาวิญญาณชั้นล่างซื้อขายสิ่งของไม่ได้หรือ?

ที่จริงจินเฟยเหยามาผิดงาน ที่นี่คือสถานที่ซึ่งหรูหราที่สุดในเมืองวั่นเซียนสุ่ย สิ่งของที่ประมูลล้วนใช้ศิลาวิญญาณชั้นกลางเปิดราคา ส่วนงานประมูลที่เล็กกว่านั้นหน่อย ก็มีการใช้ศิลาวิญญาณชั้นล่างประมูล น่าเสียดายที่ครั้งแรกนางก็เข้าสถานที่ระดับสูงแบบนี้แล้ว ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของนางกำลังจะถูกโจมตีทำลายเป็นเศษซาก

สิ่งของที่ประมูลถัดมาจินเฟยเหยาไม่ได้ยินเลยสักนิด สิ่งของทุกอย่างสำหรับนางที่มีเพียงศิลาวิญญาณชั้นล่างคือเมฆาล่องลอยทั้งหมด

ทันใดนั้น ข้างหูของนางก็มีเสียงดังมา “ผู้เพาะเลี้ยงวิญญาณ คฤหาสน์กุ่ยเม่ยจัดสรรให้ ทุกคนรู้ดี สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณของคฤหาสน์กุ่ยเม่ยไม่ถ่ายทอดให้คนภายนอก นอกจากสายเลือดของคฤหาสน์แล้ว ไม่มีทางยอมรับคนอื่นเป็นนาย ครั้งนี้ยินยอมจัดสรรผู้เพาะเลี้ยงวิญญาณ หวาเสี่ยวจือ ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเซียนของคฤหาสน์กุ่ยเม่ย นี่คือโฉมหน้าของนางและสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ”

จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองบนแท่นประมูลอย่างตกตะลึง เห็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีขั้นหลอมรวมคนนั้นหยิบมุกกลมในมือออกมา มุกกลมยิงลำแสงสายหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ในลำแสงมีสัตว์ภูติขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง ยังมีสาวน้อยใบหน้าเย็นชายืนอยู่ข้างสัตว์ภูติ

“เป็นสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณจริงๆ ด้วย สตรีผู้นี้แซ่หวา หรือว่าหวาซีหนีจากโลกระดับวิญญาณไปยังโลกระดับดิน? ไม่จริงน่า คนของโลกระดับวิญญาณไม่มีเรื่องราวใดแล่นมายังโลกระดับดินทำไม” จินเฟยเหยาจ้องมองภาพเสมือนของสัตว์ภูติในลำแสง เหมือนสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณที่นางเคยเห็นอย่างไรอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

นางมองเนี่ยนซี ไม่รู้ว่านางเห็นสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณแล้วจะมีปฏิกิริยาใด ทว่าก็ทำให้จินเฟยเหยาผิดหวัง เนี่ยนซีไม่มีปฏิกิริยาอะไร ขนาดมองยังไม่มองสักแวบ

ขณะที่จินเฟยเหยาสับสนมึนงง ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าหวาซีเป็นเรื่องราวใด ก็ได้ยินผู้บำเพ็ญเซียนสตรีบนแท่นประมูล “ตอนนี้ในโลกระดับดินมีสงครามวุ่นวาย คฤหาสน์กุ่ยเม่ยยินดีมอบจิตวิญญาณดั้งเดิมของผู้บำเพ็ญเซียนเพาะเลี้ยงวิญญาณให้ ทว่าราคาแพงกว่าใช้จิตวิญญาณดั้งเดิมของสัตว์ปิศาจ ถ้ามีผู้บำเพ็ญเซียนคิดจะคืนชีพให้คน นี่เป็นโอกาสอันดี ทุกคนก็รู้ คฤหาสน์กุ่ยเม่ยไม่ให้ยืมสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณบ่อยๆ”

จินเฟยเหยาได้ยินถึงตรงนี้ก็เข้าใจ ว่าเหตุใดเนี่ยนซีจึงอยู่ที่โลกระดับดิน

เอ่ยถึงตรงนี้ ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีที่ดำเนินงานประมูลก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ให้เวลาทุกคนครุ่นคิด จากนั้นนางก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ราคาเปิดคือหนึ่งล้านศิลาวิญญาณชั้นกลาง ประมูลแต่ละครั้งเพิ่มไม่ต่ำกว่า…”

“ห้าล้านศิลาวิญญาณชั้นกลาง”

ผู้บำเพ็ญเซียนสตรียังไม่ทันเอ่ยจบ ห้องแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศก็มีเสียงประมูลดังมา ทุกคนอดตกตะลึงไม่ได้ คนผู้นี้มือเติบนัก พอเอ่ยปากก็เพิ่มห้าเท่าทันที

“สหายเซียนท่านนี้เสนอราคาห้าล้านศิลาวิญญาณชั้นกลาง มีสหายเซียนท่านอื่นให้ราคาสูงกว่านี้หรือไม่?” ผู้บำเพ็ญเซียนสตรียินดี ราคานี้สูงกว่าที่พวกเขาคาดไว้มากนัก ถ้ายามนี้มีคนแย่งเสนอราคาอีกก็ยิ่งดี

คนที่เสนอราคานี้ออกมาดูเหมือนเชื่อมั่นในตนเองอย่างยิ่ง ว่าจะไม่มีผู้อื่นแย่งชิงกับเขา ทุกคนรอคอยอย่างเงียบๆ จริงเสียด้วย หลังจากเขาตะโกนประมูลแล้ว ก็ไม่มีใครประมูลอีก ไม่รู้ว่านอกจากเขาแล้ว ไม่มีใครคิดจะซื้อสิ่งนี้เลย หรือเขาเสนอราคาสูงเกินไป คนอื่นๆ จึงล่าถอย เห็นคนผู้นี้ประมูลสิ่งของ จินเฟยเหยาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

“ขอแสดงความยินดีกับสหายเซียนท่านนี้ที่ได้ผู้เพาะเลี้ยงวิญญาณและสัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณ ต่อไปพวกเราจะประมูลของล้ำค่าในครั้งนี้ เป็นพื้นที่มิติซึ่งเพิ่งปรากฏขึ้นในสามร้อยปีมานี้” ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนี้สรุปการประมูล จากนั้นก็เดินลงจากแท่น เปลี่ยนเป็นชายชราขั้นกำเนิดใหม่ขึ้นมาแทน

พอพื้นที่มิติปรากฏ ก็ดึงสติของจินเฟยเหยาที่ยังล่องลอยอยู่กลับมา นี่เป็นสิ่งที่นางอยากได้มาตลอด สัตว์เพาะเลี้ยงวิญญาณจะน่าสนใจอะไร เรื่องของหวาซี รอให้การประมูลจบแล้วค่อยว่ากัน

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตายเวลาเช้าตรู่ บนเส้นทางอันยาวไกลของยอดเขาลั่วซี มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังแบกถังไม้ขนาดใหญ่สูงเจ็ดฉื่อ[1]เดินไปยังวังอวิ๋นเย่ที่สร้างอยู่กลางยอดเขาด้วยฝีเท้าเบาและรวดเร็ว นางอายุประมาณสิบสองสิบสามปี เกล้าผมเป็นมวยสาวน้อยคู่หนึ่ง บนมวยแต่ละอันมีแถบผ้าสีเขียวพันประดับ บนร่างสวมชุดศิษย์สายนอกสีเทาทั้งตัว บนเข่ามีรอยปะชุนแห่งหนึ่ง หน้าตางดงามน่ารัก รูปร่างพอเหมาะพอดี ทว่ากลับแบกถังไม้ที่สูงกว่านางสองเท่า ก้าวเดินบนบันไดศิลาดุจเหินบิน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset