คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย – ตอนที่ 199 การเลือกของเทาเที่ย

จินเฟยเหยานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เบื้องหน้าวางกาน้ำชา มีเซาปิ่งขนาดใหญ่กว้างสามฉื่อจำนวนสิบกว่าชิ้นกองอยู่ด้านข้าง นางกำลังถือถ้วยชาดื่มชาคำหนึ่งกินเซาปิ่งครึ่งหนึ่ง

เห็นมารดำที่เฝ้าข้างเตาหลอมยานั่งอยู่ตรงนั้นตลอดเวลาไม่เคยขยับเขยื้อน ดูแล้วน่าเบื่อย่างยิ่ง จินเฟยเหยาเอ่ยถามทั้งที่ปากยัดเซาปิ่งอยู่เต็มไปหมด “ภูติดำน้อย จะเล่นหมากล้อมสักกระดานหรือไม่? ถึงอย่างไรเจ้าก็อยู่ว่างไม่มีอะไรทำ”

“ดูเหมือนเจ้าว่างมาก ไม่ต้องไปเอาตานสัตว์ปิศาจหรือ?” มารดำเงยหน้าขึ้น เอ่ยปากถามอย่างเหนือความคาดหมาย

ปากที่กัดเซาปิ่งของจินเฟยเหยาหยุดลง เอ่ยถามอย่างสงสัย “ผู้อาวุโส?”

“นี่คือร่างแยกของข้า มีอะไรต้องตกใจ สิบกว่าวันนี้เจ้ากินทั้งวันไม่ได้ออกไปล่ามังกรเลยสักนิด หรือว่าคิดจะอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิต?” จอมมารหลงทนนางมาหลายวันแล้ว หวังจะใช้เกาะลอยได้เล็กๆ ใช้แรงงานนาง ผู้ใดจะรู้ว่ายายนี่ไม่รีบร้อนเลย นั่งกินอยู่ตรงนั้นทั้งวัน สุกรยังกินไม่เก่งขนาดนี้เลย

เกาะลอยได้ดีๆ ถูกนางวางอ่าง หม้อ ชาม กระบวยบนพื้น เนื้อสัตว์แห้ง อ่างและเตากองอยู่ทั่วทุกที่ เป็นการทำอาหารของกองทัพหนึ่งล้านคนที่ไม่มีกฎระเบียบโดยแท้

คิดไม่ถึงว่ามารดำจะเป็นร่างแยกของจอมมารหลง จินเฟยเหยากัดเซาปิ่งมองเขาอย่างตะลึงงัน ก่อนหน้านี้นางเคยสงสัย ทว่าเห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนทั้งวัน บางครั้งนางใช้ก้อนหินเล็กๆ ขว้างเขาก็ไม่มีปฏิกิริยา ยังนึกว่าเป็นเพียงภูติที่แปลกประหลาดอะไรเสียอีก

แอบอู้แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา จินเฟยเหยาได้แต่อธิบาย ทว่ามีเซาปิ่งอยู่เต็มปากบวกกับนางไม่คิดจะบอกให้ชัดเจน จอมมารหลงจึงฟังไม่เข้าใจว่านางกำลังพูดอะไร

“กลืนอาหารในปากเจ้าลงไปก่อนค่อยพูด! ไม่รู้จักมารยาทเลยสักนิด” ร่างแยกของจอมมารหลงมองเห็นองคาพยพทั้งห้าไม่ชัด ไม่มีสายตาเยียบเย็นบีบคั้นผู้คนทำให้จินเฟยเหยาไม่รู้สึกกดดัน

จินเฟยเหยากลืนเซาปิ่งเต็มปากลงไป พูดอย่างมีเหตุผลเต็มที่ “ผู้อาวุโส ใครบอกว่าข้ากินทั้งวัน ข้ายังฝึกเคล็ดวิชาสร้างร่างมารด้วย เคล็ดวิชานี้เหมาะกับข้าจริงๆ เพิ่งสิบกว่าวันก็มีความสำเร็จเล็กน้อยแล้ว”

“ใครถามเจ้าเรื่องนี้ ที่ข้าพูดคือเพราะเหตุใดเจ้าจึงไม่ออกไปล่ามังกร”

“ท่านบังคับคนอื่นมากไปแล้ว ข้าออกไปมิใช่วอนโดนอัดหรือ?” จินเฟยเหยาชี้ไปนอกเกาะลอยได้ มีสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าสองตัวนั่นยังบ้าคลั่งอยู่ มังกรที่ล้อมอยู่ด้านนอกถูกพวกมันสองตัวกินเกือบหมดแล้ว ตอนนี้กำลังหาเป้าหมายอยู่ พวกมันจำคนใกล้ชิดไม่ได้ อีกทั้งการห้ามพวกมันจะกระทบถึงการสลายฤทธิ์ของผลอายุยืนสีแดง ท่านฝืนใจหน่อย ข้ามียารักษาบาดแผลขั้นหนึ่งขั้นสองอยู่หลายขวด ท่านเอาไปกินก่อนเถอะ”

ยารักษาบาดแผลขั้นหนึ่งขั้นสอง กินต่างลูกอมยังรังเกียจว่ารสชาติแย่เลย มารดำไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน ควันดำบนร่างลอยออกมาอย่างรุนแรง ท่าทางไม่พอใจอย่างยิ่ง

จินเฟยเหยาเอียงศีรษะจ้องมองเขาอยู่ตลอด มือและปากไม่ว่าง กินเซาปิ่งต่ออย่างเงียบๆ ในที่สุด มารดำก็เอ่ยปาก “ห้ามเจ้ากินอาหารต่อหน้าข้าอีก ดูแล้วขยะแขยง”

“ขยะแขยง?” จินเฟยเหยามองเซาปิ่งในมืออย่างไม่เข้าใจ ผิวนอกสีเหลืองๆ ด้านในห่อไส้เนื้อสัตว์ปิศาจ และยังใช้เพลิงแท้เผาจนมีกลิ่นหอมเตะจมูกจะน่าขยะแขยงได้อย่างไร?

“ผู้อาวุโส จมูกท่านมีปัญหาใช่หรือไม่ ถึงดมกลิ่นหอมเป็นกลิ่นเหม็น ดมกลิ่นเหม็นกลับเป็นกลิ่นหอม? ถ้าเป็นเช่นนี้ นั่นคืออาการป่วย ต้องรีบรักษา” จินเฟยเหยาบอกจอมมารหลงด้วยสีหน้าห่วงใย

มารดำลุกขึ้นกะทันหัน พริบตาในมือพลันปรากฏหอกวิญญาณมารดำชี้ไปที่ปลายจมูกของจินเฟยเหยา

“ไม่…ไม่ใช่อาการป่วยก็ดี ผู้อาวุโสต้องกินเจแน่ๆ” จินเฟยเหยาจ้องมองปลายหอกที่อยู่ด้านล่างหนังตา คิดจะกลืนน้ำลาย น่าเสียดายที่เซาปิ่งแห้งเกินไป พอกลืนเซาปิ่งที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดลงไปก็ติดอยู่ในคอ

ไม่สนใจปลายหอกของหอกวิญญาณมารดำ นางโบกไม้โบกมือให้มารดำ จากนั้นทุบหน้าอกอย่างแรง แล้วรีบยกกาน้ำชาขึ้น โยนฝากาทิ้งแล้วกรอกน้ำชาใส่ปาก

เซาปิ่งจึงลงคอไปอย่างยากลำบาก จินเฟยเหยายื่นมือไปหยิบเซาปิ่งอีกชิ้น กินพลางเอ่ยกับมารดำ “ผู้อาวุโส ท่านฟังข้าอธิบายก่อน ไม่ใช่ข้าอยากกินอาหารให้มีผลกระทบต่อท่าน ในท้องของข้ามีบางอย่าง บางอย่างนั้นข้าเอาออกมาไม่ได้ ตั้งแต่วันที่ข้าเจี๋ยตันเป็นต้นมา ข้าก็รู้สึกหิวเป็นพิเศษ ไม่กินอาหารก็หิวจนทรมาน ถ้าท่านไม่ให้ข้ากิน ถ้าหิวจนตาแดงก่ำข้าอาจจะกินคนได้”

คิดถึงตรงนี้ จินเฟยเหยาก็จำได้ ต่อให้ตนเองคิดจะกินคนก็กัดจอมมารหลงไม่ได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนวิธีพูด “ผู้อาวุโสมีพลังการบำเพ็ญเพียรลึกล้ำ ข้าย่อมกินไม่ได้ ทว่าข้ายังมีกบสองตัว ท่านดูท้องพวกมันสิ ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าข้าเสียกิริยาไปกัดพวกมัน พวกไส้และอะไรต่อมิอะไรจะร่วงลงบนเกาะลอยได้ ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของท่านอย่างยิ่ง ท่านดูตัวพั่งจื่อสิ กระเพาะใหญ่เพียงใด ลำไส้จะหยาบเพียงไหน ถ้าอวัยวะภายในร่วงลงมา เกาะลอยได้แห่งนี้มิต้อง…”

“ไสหัวไปไกลๆ หน่อย! ห้ามเข้าใกล้ข้าภายในรัศมีสิบจั้ง” มารดำพลันด่าทอเสียงเกรี้ยว

“อ้อ” จินเฟยเหยาลุกขึ้น หอบเซาปิ่งอย่างซึมเซาและเริ่มคำนวณว่าสิบจั้งไกลเพียงใด

หลังจากคำนวณได้สิบจั้ง จินเฟยเหยาพลันจำเรื่องหนึ่งได้ จึงตะโกนบอกมารดำดังลั่น “ผู้อาวุโส เมื่อครู่ข้าบอกว่าในท้องมีอะไรบางอย่าง ท่านอย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ใช่ตั้งครรภ์ ในท้องมีสัตว์ปิศาจที่แปลกประหลาด”

สิ้นเสียงนาง ก็เห็นมารดำสะบัดหอกมาร อ่าง กระบวย ชาม หม้อ เนื้อและเตาผุๆ ของจินเฟยเหยาทั้งหมดถูกกวาดขึ้นลอยออกไปสิบจั้ง กระแทกพื้นเสียงดังเคร้งๆ

“ถ้าเจ้ากล้าเดินเข้ามาใกล้ ที่นี่คือที่ตายของเจ้า!” เจตนาสังหารของมารดำไร้ขอบเขต เอ่ยเสียงเย็นชา ‘เชอะ ใครอยากจะเข้าใกล้เจ้า’ จินเฟยเหยาแอบด่าทอในใจ เริ่มเก็บกวาดสิ่งของที่ร่วงพื้น

จินเฟยเหยาคิดไปคิดมา จอมมารหลงบอกว่าขยะแขยง น่าจะเป็นเพราะตนเองกินมากเกินไป ดังนั้นจึงดูแล้วน่าขยะแขยง แต่นางก็ไม่ได้อยากกินมากขนาดนี้ เมื่อก่อนที่กินเยอะ นั่นเป็นเพราะกระเพาะมีความจุมาก ทั้งยังสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งและแข็งแรง ไม่มีอะไรไม่ดี

ทว่าหลังจากเข้าสู่ขั้นหลอมรวม จินเฟยเหยาก็รู้สึกแปลกๆ เมื่อก่อนไม่กินก็ไม่หิว ตอนนี้ไม่กินก็จะหิว อาหารที่กินลงท้องราวกับถูกตัวอะไรบางอย่างสูบเอาไป ไม่รู้สึกว่าได้กินอาหารเลยสักนิด

โชคดีที่ความรู้สึกหิวโหยไม่รุนแรงมาก เพียงมีความปรารถนาอยากจะกินอาหาร ถ้าความหิวโหยเหมือนตอนเด็กๆ ที่คุกเข่าในศาลบรรพชนและห้ามกินข้าวสามสี่วัน จินเฟยเหยาไม่กล้ารับประกันว่าตนเองจะไม่กินคน

นางมั่นใจอย่างยิ่ง ที่ตนเองมีความรู้สึกเช่นนี้ต้องเป็นการกระทำของสัตว์ตัวเล็กๆ น่าขยะแขยงในห้วงการรับรู้แน่ เจ้าตัวนี้เข้ามาเมื่อใดกันแน่ ไม่รู้ว่าจะสามารถเอามามันออกมาได้หรือไม่

เดิมทีจินเฟยเหยาคิดจะขอคำชี้แนะจากจอมมารหลง ทว่าผู้อื่นปิดด่านกักตนรักษาอาการบาดเจ็บตลอดเวลา เคาะประตูก็ไม่สนใจ นางจึงหาโอกาสไม่ได้มาตลอด จินเฟยเหยานึกว่ามารดำเป็นเพียงภูติธรรมดา ดังนั้นจึงรอคอยมาตลอด คิดจะขอคำแนะนำจากจอมมารหลงตอนได้ตานสัตว์ปิศาจแล้วอารมณ์ดี

เอาเถอะ ตอนนี้กินเซาปิ่งก็ล่วงเกินเขาแล้ว ทั้งยังห้ามเข้าใกล้ภายในสิบจั้ง ประจบไม่ได้เสียแล้ว ดูท่ามีเพียงได้ตานสัตว์ปิศาจจึงทำให้เขารู้สึกยินดีและสอบถามได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นไม่แน่ว่าเจ้าหมอนี่จงใจจัดการข้า บอกว่าถูกล่วงเกินแล้วใช้วิธีไร้ประโยชน์มาทรมานข้า จินเฟยเหยากัดเซาปิ่งอย่างแรง รู้สึกว่าตนเองสะเพร่าเกินไป คำนวณผิดพลาด

เงยหน้าขึ้นมองพั่งจื่อและต้านิวนอกเกาะลอยได้ ดวงตาของพวกมันสองตัวไม่แดงก่ำเหมือนเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้แล้ว น่าจะผ่านมาหลายวันฤทธิ์ของผลอายุยืนสีแดงจึงลดลง เพียงแต่มังกรหมอกและมังกรจือโม่ที่ล้อมรอบด้านมาโดยตลอดเหลือไม่กี่ตัว ระหว่างนั้นยังมีมังกรหมอกและมังกรจือโม่จำนวนไม่น้อยถูกการต่อสู้อันยุ่งเหยิงของพวกมันดึงดูดมา คิดจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สำเร็จรูป น่าเสียดายสุดท้ายก็ถูกพั่งจื่อและต้านิวกิน

“มีบาดแผลเต็มตัว ยังยืนหยัดอยู่ข้างนอกต่อได้ รอจนหมดฤทธิ์ผลอายุยืนสีแดง ต้องทำงานไม่ไหวและพักฟื้นนานแน่ๆ!” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างมีโทสะ

พั่งจื่อและต้านิวจัดการมังกรน่าชังมากมายปานนั้น ต่อให้อยู่ในสภาพระเบิดอารมณ์ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดการได้ ทั้งสองตัวมีบาดแผลทั่วร่าง จิตใจอ่อนล้าร่างกายหมดเรี่ยวแรง แม้แต่เสียงร้องคำรามก็ยังแหบแห้งทำให้คนทนไม่ได้ ถ้าจอมมารหลงไม่ได้บอกว่าไม่อาจห้ามปราม ต้องให้ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา นางคงทุบตีพวกมันจนขยับตัวไม่ได้และเอาตัวกลับมานานแล้ว

พอคิดถึงว่าตนเองต้องรอพั่งจื่อและต้านิวกลับมา แล้วต้องออกไปล่าเอาตานสัตว์ปิศาจเพียงคนเดียว นางก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ฉวยโอกาสที่ยังมีเวลาอีกหลายวันนอนพักผ่อนก่อนดีกว่า

ครุ่นคิดเช่นนี้ ร่างของนางก็ขยับตาม ทิ้งหม้อ ถ้วย กระบวย อ่างไว้บนพื้นคร้านจะจัดการ แล้วนอนหลับไปบนพื้น มารดำที่อยู่ห่างออกไปสิบจั้ง เห็นจินเฟยเหยาที่เอื่อยเฉื่อย ในใจก็เกิดความรู้สึกอยากจะใช้หอกจิ้มนางให้ตายอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่ใช่เห็นแก่ที่ยายนี่บิงเอิญช่วยตนเองไว้สองครั้งและในร่างมีไฟนรก เขาก็คิดจะฟาดนางให้ตาย ไม่เคยเห็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรหรือพูดอะไรก็ทำให้คนมีโทสะแทบตายแบบนี้มาก่อน

โดยเฉพาะท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใด สมองงอกอยู่บนก้น ท่าทางไม่คิดอะไรเลย เขาคิดจะดูสิว่าขีดจำกัดของนางจะอยู่ตรงที่ใด มิสู้ใช้เวทกลืนวิญญาณกับนางแล้วพกไว้เล่นตลอดเวลา รอจนเล่นเบื่อแล้วค่อยสังหารทิ้งให้สิ้นเรื่อง

แต่พอครุ่นคิด จอมมารหลงก็ตัดสินใจว่าออกจากบริเวณฮุ่นตุ้นแล้วจะรีบไล่นางไป คนประเภทนี้ไปที่ใดก็เป็นเภทภัย โยนนางกลับไปโลกเผ่ามนุษย์โดยตรงเป็นเรื่องดีสำหรับโลกเผ่ามาร เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าปรากฏการณ์เทาเที่ยจะปรากฏขึ้นบนร่างเผ่ามนุษย์ ถือว่านางโชคดีที่ได้พบตนเอง ไม่เช่นนั้นในเผ่ามนุษย์คงไม่มีใครสอนเคล็ดวิชาทงเสินแก่นาง

ถึงแม้เทาเที่ยจะยังเยาว์วัยเกินไป ทว่าเขาก็สอนเคล็ดวิชาทงเสินปะปนไปในเคล็ดวิชาสร้างร่างมารให้นาง ขอเพียงเทาเที่ยเติบโตเต็มวัย และเวลานั้นนางยังอยู่ที่โลกมนุษย์ก็จะมีเรื่องสนุกให้ดู

คนเผ่ามารมากมายเพียงใด กระทำเรื่องชั่วร้ายจำนวนไม่น้อยเพื่อให้ได้เทาเที่ยมา น่าเสียดายผลลัพธ์ที่ดีสุดที่ได้มาก็คือร่างมารสิงร่างเท่านั้น ตอนที่เขายังหนุ่มเหตุใดจะไม่เคยลองเรียกเทาเที่ย เพียงแต่น่าเสียดายที่ล้มเหลวเช่นเดียวกัน

ใบหน้าเลือนรางไม่ชัดเจนของมารดำมองจินเฟยเหยาที่อยู่ห่างออกไปสิบจั้งด้วยความหมายไม่ชัดเจน

จินเฟยเหยารู้สึกได้ถึงสายตาของเขาจึงกอดเซาปิ่งในอกโดยไม่รู้ตัว และมองเขาอย่างระแวดระวัง

หรือว่าพวกเราคิดผิดไป เทาเที่ยไม่ได้เลือกคนชั่วร้ายแต่เลือกคนที่ไร้ยางอาย? มองท่าทางกลัวถูกเขาแย่งเซาปิ่งไปของนาง จอมมารหลงพลันรู้สึกว่าบรรดามารที่สังหารผู้คนนับหมื่น ปกติสำรวมวาจาไม่ยิ้มแย้มเพียงเพื่อให้ได้เทาเที่ยมาไม่คุ้มค่าเลย

แน่นอนว่าคนหนึ่งในหมู่มารโง่เหล่านั้นก็คือตัวเขาเอง

………………………………………

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตายเวลาเช้าตรู่ บนเส้นทางอันยาวไกลของยอดเขาลั่วซี มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังแบกถังไม้ขนาดใหญ่สูงเจ็ดฉื่อ[1]เดินไปยังวังอวิ๋นเย่ที่สร้างอยู่กลางยอดเขาด้วยฝีเท้าเบาและรวดเร็ว นางอายุประมาณสิบสองสิบสามปี เกล้าผมเป็นมวยสาวน้อยคู่หนึ่ง บนมวยแต่ละอันมีแถบผ้าสีเขียวพันประดับ บนร่างสวมชุดศิษย์สายนอกสีเทาทั้งตัว บนเข่ามีรอยปะชุนแห่งหนึ่ง หน้าตางดงามน่ารัก รูปร่างพอเหมาะพอดี ทว่ากลับแบกถังไม้ที่สูงกว่านางสองเท่า ก้าวเดินบนบันไดศิลาดุจเหินบิน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset