ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – ตอนที่ 1152 กลิ่นผักป่าพัดโชยไปในอากาศ

หลังจากกลับไปแล้ว พ่อฉินก็เดินวนแม่ฉินก่อนหนึ่งรอบ แม่ฉินจึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “ทำอะไรน่ะ?”
พ่อฉินจึงตอบกลับไปอย่างสมเหตุสมผลว่า “ให้แม่ลองดูไง ว่าถึงพ่อจะพกปืนไปด้วยแต่ก็ไม่ได้มีส่วนไหนสึกหรอใช่ไหมล่ะ?”
แม่ของฉินสือโอวยิ้มออกมา แล้วพูดว่า “พ่อนี่อวดเก่งจริงๆ เลย”
พ่อฉินหันไปมองฉินสือโอว แล้วส่งสายตาให้เขา
ฉินสือโอวจึงแกล้งทำเป็นพูดอย่างสบายๆ ว่า “แม่ เมื่อกี้ตอนที่พ่อไปเดินเล่นรอบๆ พ่อเห็นว่าบนภูเขามีผักป่าอยู่ด้วย พรุ่งนี้พวกเราไม่มีอะไรทำ แล้วพวกแม่ก็ไม่ชอบออกทะเลด้วย พวกเราไปเก็บผักบนภูเขากันเถอะ…”
“ชอบออกทะเล อาครับ พวกเราชอบออกทะเลครับ” เสี่ยวฮุยพูดขึ้นมาอย่างรีบร้อน
พี่เขยเลยหันไปถลึงตาใส่เขา แล้วพูดว่า “ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน เด็กยุ่งอะไรด้วย”
เสี่ยวฮุยทำสีหน้าถอนหายใจแบบคลาสสิคออกมา “เฮ้อ”
ฉินสือโอวก็ไม่เข้าข้างเขาเหมือนกัน ทั้งยังพูดกับเขาว่า “แกจะออกทะเลไปทำไม? พรุ่งนี้ไปกับกอร์ดอน เอ่อไม่สิ ไปเรียนกับพี่ไวส์ ลองไปดูหน่อยว่าเพื่อนๆ เด็กนักเรียนต่างชาติเขาเรียนกันอย่างไร”
เสี่ยวฮุยอยากถอนหายใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก “อา ผมมาต่างประเทศทั้งที ยังต้องเรียนอีกเหรอครับ?”
ที่บ้านไม่มีเด็กคนอื่นๆ อยู่ด้วย เสี่ยวฮุยอยู่คนเดียวเลยยิ่งทำให้ไม่สนุก ฉินสือโอวอยากใช้วิธีนี้เพื่อฝึกเสี่ยวฮุยให้รู้จักปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนแปลกหน้า
พอแม่ฉินได้ยินว่ามีผักป่าอยู่เยอะ ก็รู้สึกคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที พร้อมกับถามว่า “มีผักอะไรบ้าง?”
สิ่งที่เธอถนัดที่สุดก็คือเมนูประจำบ้าน แต่เมนูอาหารคาวทั่วๆ ไป วินนี่กับคนอื่นๆ ก็ทำเป็นเหมือนกัน เนื่องจากคุณปู่คุณย่าของวินนี่เคยอาศัยอยู่ที่จีนเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เหนือกว่าคนอื่นๆ ในด้านเมนูอาหารประจำบ้าน แต่บางทีผักป่าอาจจะทำให้เธอได้แสดงฝีมือการทำอาหารก็ได้
พ่อฉินล้วงผักจากในถุงออกมาให้แม่ฉินดูสักสองสามต้น ฉินสือโอวก็แอบแขวะอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเสนอว่าให้ขึ้นไปบนภูเขา ตาเฒ่ายังบอกว่าไม่ต้องไปอยู่เลย แบบนี้ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบหรอกเหรอ? สมแล้วที่ตาเฒ่าเป็นนักเล่นหมากรุกจีนฝีมือขั้นสูงที่มองการณ์ไกล ระหว่างทางพ่อเก็บผักป่ามาด้วยตั้งแต่แรกๆ นี่เห็นได้ชัดว่าพ่อวางแผนปฏิบัติการพกปืนขึ้นเขาไว้เป็นอย่างดี
สีหน้าของแม่ฉินที่ได้เห็นผักที่พ่อเก็บมาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ ฤดูนี้เป็นช่วงที่ผักป่ากำลังอ่อนนุ่มอยู่พอดี พลาดโอกาสครั้งนี้ไปก็หาโอกาสอื่นได้ยากแล้ว
ช่วงเย็นทุกๆ คนทานอาหารเย็นร่วมกัน ฉินสือโอวเลือกที่จะมาทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารของคุณลุงฮิคสัน ที่ร้านอาหารมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถจุคนสิบกว่าคนได้อย่างสบายๆ ทว่าพ่อครัวใหญ่กลับจัดเก็บสวนด้านหลังไว้ให้พวกเขา ให้พวกเขาไปทานอาหารในสวนแทน
ตำแหน่งตรงนี้ถึงจะเป็นที่นั่งทองคำ ด้านหลังสวนของคุณลุงอยู่ติดกับทะเล ถ้ายืนอยู่สูงหน่อยจะสามารถมองเห็นออกไปได้ถึงทะเล และเมื่อนั่งลงก็จะได้ยินเสียงคลื่นทะเล เป็นที่นั่งรับประทานอาหารที่สามารถผ่อนคลายไปกับวิวทะเลพร้อมทั้งสดับฟังเสียงคลื่นได้อย่างแท้จริง
เพราะไม่อยากให้คนอื่นมาทำให้สวนสกปรกและกังวลว่าดอกไม้ในสวนจะถูกทำลาย คุณลุงฮิคสันเลยไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาตรงนี้ และก็เป็นเพราะฉินสือโอวเป็นคนมีหน้ามีตา ถึงสามารถเข้ามาในที่แห่งนี้ได้
เข้ามาถึงข้างในสวน วินนี่ลากแขนฉินสือโอวไว้ แล้วพูดกับเขาเบาๆ ว่า “เวลาผ่านไปเร็วมากๆ เลยค่ะ ยังจำครั้งแรกที่ฉันมาเมืองนี้ ตอนที่คุณลุงจัดที่นี่ให้เป็นงานเลี้ยงใต้แสงเทียนได้ไหมคะ? แค่พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปเกือบจะสองปีแล้ว”
ฉินสือโอวจะลืมได้อย่างไร? เขาจำได้อย่างแน่ชัด ทุกภาพความทรงจำหลังจากทานอาหารค่ำฟังเสียงคลื่นกระทบชายฝั่งอยู่ด้วยกันกับวินนี่ พร้อมกับเดินกลับไปที่ฟาร์มปลาอย่างช้าๆ
“จำได้สิครับ ตอนนั้นผมเป็นคนตกแต่งสถานที่และจัดงานเองนะ ผมไม่มีทางลืมอยู่แล้วล่ะครับ” ฉินสือโอวพูดด้วยรอยยิ้ม
วินนี่กลอกตาใส่เขา เธอย่นจมูกพูดอย่างไม่เชื่อถือคำพูดของเขาว่า “ถ้าคุณตกแต่งเองก็บ้าแล้ว ตอนนั้นพอเดินเข้ามาในสวนแล้วเห็นโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงใต้แสงเทียน สีหน้าของคุณน่ะดูตกใจยิ่งกว่าฉันเสียอีก ฉันถึงกับคิดว่าพวกเรามาผิดที่”
ฉินสือโอวหัวเราะฮ่าๆ ออกมา วินนี่สังเกตดูทุกอย่างได้ละเอียดจริงๆ ดูท่าว่าน่าจะเป็นอย่างที่แอร์โฮสเตสทุกคนว่าไว้ ไม่ใช่ว่าเขาจีบเธอติด แต่เป็นเพราะเธอมองเขาออก เลยยอมตามเขามาที่ฟาร์มปลา
ทุกคนทานอาหารค่ำร่วมกันได้อย่างมีความสุข เนื่องจากคุณปู่กับคุณย่าของวินนี่พูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว การพูดคุยของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นไปด้วยความผ่อนคลาย ฉินสือโอวกับอาร์ม็องหาหัวข้อมาพูดคุยกันได้อย่างไม่ขาดตอน ทำให้ทุกๆ คนได้มีส่วนร่วมในการสนทนา ไม่เมินเฉยจนปล่อยให้มีใครต้องตกอยู่ในความเงียบเหงา
เพราะต้องไปขึ้นเขา วันต่อมาทุกคนเลยตื่นตั้งแต่เช้า ทางฝั่งครอบครัวของวินนี่ ปู่กับย่าของเธออายุมากแล้วเลยขึ้นเขาไม่ไหว มิแรนดาจะอยู่ที่นี่กับพวกท่าน ปล่อยให้มาริโอ้กับอาร์ม็องขึ้นไปเก็บผักป่าบนภูเขาแทน
ฉินสือโอว วินนี่ อีวิลสัน แบล็คไนฟ์ เบิร์ด คนจากฟาร์มปลาไปขึ้นเขากันห้าคน ฉินสือโอวจำบทเรียนจากตอนที่ได้เจอกับหมูป่าเมื่อครั้งที่แล้วได้ขึ้นใจ ครั้งนี้ต้องนำกำลังทหารไปให้มากพอ นอกจากนี้ยังมีหู่เป้าฉงหลัวกับลูกแมวป่าไปสมทบด้วย บนท้องฟ้ายังมีบุชกับนิมิตส์คอยลาดตระเวน ยิ่งใหญ่และมีอำนาจเพียงพอแล้ว ไม่มีทางเกิดอันตรายขึ้นอีกแน่
พบผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะในระหว่างทางขึ้นเขา ฉินสือโอวก็รู้จักผักป่าชนิดนี้เช่นกัน ตอนเป็นเด็กเขามักจะตามแม่ไปขุดผักในพื้นที่รกร้าง พอกลับบ้านแล้วก็นำไปผสมกับหมูสับนิดหน่อยก็จะสามารถทำเมนูเกี๊ยวซ่าและเกี๊ยวน้ำแสนอร่อยได้แล้ว
แคนาดาก็มีผักชนิดนี้เช่นกัน และอาจจะเป็นเพราะไม่มีคนมาขุดไปทาน ผักป่าชนิดนี้เลยเติบโตได้อย่างอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ขอเพียงเป็นที่ที่มีทุ่งหญ้าผืนใหญ่โตขึ้น ก็จะหาผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะเจอแล้ว
ก่อนที่จะมาเก็บผัก ฉินสือโอวลองเสิร์ชหาผักป่าของแคนาดาที่พบได้บ่อย และผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะก็ถือว่าเป็นผักป่าอันดับหนึ่ง ในปัจจุบันเนื่องจากการไหลทะลักของผู้อพยพชาวจีน ทำให้ในที่สุดผักป่าที่ไม่มีคนรับประทานชนิดนี้ก็ถูกนำเข้าสู่ตลาดขายผักของชาวจีน ที่โทรอนโตขายผักป่าชนิดนี้ในราคาสี่ดอลลาร์แคนาดาต่อหนึ่งปอนด์ ไม่ใช่ถูกๆ เลย
ฉินสือโอวขุดผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะออกมาแล้วนำไปใส่ไว้ในถุงตาข่ายที่เตรียมมา ลูกตาโตๆ ของฉงต้าหลุกหลิกไปมา มันเห็นแม่ฉินชิมผักแล้วทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส นึกว่าเป็นของอร่อย เลยเขาไปใกล้พ่อฉินด้วยความระมัดระวัง แล้วขโมยผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะออกมาจากถุงของเขาสองกำ
กินเองหนึ่งกำ อีกกำแบ่งให้ต้าป๋ายกิน ฉงต้าก็ทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วเช่นกัน คิดว่าตัวเองก็ได้ผลประโยชน์ด้วย
แต่เคี้ยวไปได้แค่สองครั้ง มันก็ถุยเอาผักออกมา นี่มันอะไรกันเนี่ย ไม่อร่อยเลยจริงๆ หลอกหมีนี่นา
ต้าป๋ายจ้องมองมันด้วยความประหลาดใจ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ กินเข้าไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน ดูเอร็ดอร่อยเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นก็มีไกด์นำเที่ยวพานักท่องเที่ยวขึ้นมาบนภูเขา เป็นกลุ่มเล็กๆ มีนักท่องเที่ยวอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน ฉินสือโอวลุกขึ้นยืนทักทายไกด์นำเที่ยว พวกเขาต่างก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีทั้งนั้น
มีนักท่องเที่ยวบางคนถามว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ ไกด์ก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน ทว่าเขามีไหวพริบปฏิภาณที่ว่องไวเลยตอบกลับไปว่า “ฉินเป็นคนที่มีนิสัยเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตา เขามักจะเข้าร่วมงานการกุศลอยู่เสมอๆ นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากๆ ครั้งนี้เขาก็อาสาพาครอบครัวมาช่วยกำจัดหญ้า”
นักท่องเที่ยวชาวจีนล้วนแต่มาจากครอบครัวในเมืองใหญ่ที่มีรายได้สูง ไม่อย่างนั้นคงแบกรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวขั้นต่ำหลักแสนไม่ไหว พวกเขาจึงดูไม่ออกว่าครอบครัวของฉินสือโอวกำลังขุดผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะอยู่ พอฟังที่ไกด์ทัวร์พูดก็นึกขึ้นมาได้จึงพยักหน้ารับทันที หลังจากนั้นก็มองดูฉินสือโอวด้วยสายตาที่โง่เซ่อ
ไกด์ทัวร์พูดเป็นภาษาจีนกลาง พวกเขาเลยฟังออกกันทั้งครอบครัว ดังนั้นจึงใช้สายตาโง่เซ่อมองกลับไปที่เพื่อนร่วมชาติพวกนี้เช่นกัน
ข้างๆ ผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะยังมีผักป่าอยู่อีกหนึ่งชนิด แต่เป็นชนิดที่พ่อฉินแม่ฉินไม่รู้จัก ฉินสือโอวขุดออกมาให้ดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือผักสลัดน้ำ เป็นผักป่าที่ดีมากๆ คนจีนแบบพวกเราเรียกมันว่าผักซีหยาง ผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะน้ำอะไรสักอย่าง มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก รสชาติคล้ายๆ กันกับผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะ”
พ่อของฉินสือโอวก็ถึงบางอ้อทันที “อ้อ ถ้าอย่างนั้นนี่ก็น่าจะเป็นผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะต้นตำรับของแคนาดาใช่ไหม? ตอนกลับพ่อจะเอากลับไปด้วยสักหน่อย”
ฉินสือโอวยิ้มเจื่อนๆ พูดว่า “พ่อจะเอากลับไปทำไมครับ ผักแบบนี้หลายพื้นที่ในทางตอนใต้ของจีนก็ปลูกขึ้นเหมือนกัน”
ขึ้นไปหาข้างบนต่อ ก็เจอผักเบี้ยใหญ่อีกครั้ง ซึ่งก็คือผักเบี้ยใหญ่ที่พ่อของฉินสือโอวได้บอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้ นี่เป็นชื่อที่คนแถวบ้านเกิดของเขาใช้เรียกผักชนิดนี้ อีกทั้งที่บ้านเกิดของฉินสือโอว วิธีการทำผักเบี้ยใหญ่ก็ค่อนข้างจะพิเศษ เอาไว้ทำเมนูปลาทองตุ๋น
เมื่อเก็บรวบรวมผักป่าพวกนี้ได้ ฉินสือโอวก็เริ่มคาดหวังกับเมนูอาหารหลังจากนี้ เขาไม่ได้ทานเกี๊ยวผักกระเป๋าเงินของคนเลี้ยงแกะที่แม่ทำมาตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่ได้ทานซุปปลาทองตุ๋นผักเบี้ยใหญ่ที่พ่อทำมานานมากๆ แล้วเหมือนกัน
………………………………………………

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ ‘ฉินสือโอว’ เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้ นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า ‘หัวใจโพไซดอน’ ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา จากนั้นมา… จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

Options

not work with dark mode
Reset