ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 30 : มุ่งสู่หุบเขาร้อยอสูร!

หัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากที่เซี่ยงเส้าหยุนทำร้าย ขณะนี้ยังคงที่เดิมรักษาบาดแผล

“ไอ้เด็กเวร! นี่มันสามารถใช้พลังเพื่อโจมตีภายนอกได้แล้ว! มันเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานจริงงั้นรึ? ผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นแรกมากมายยังทำไม่ได้เช่นนี้เลย!” สบถกับตนเอง

หัวหน้าผู้นี้โชคดี พลังของเซี่ยงเส้าหยุนยังไม่แข็งแกร่งนัก ด้วยเจ้าหัวหน้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสองด้วยแล้ว ตราบที่มีเวลาเพียงพอ เขาจะสามารถบังคับให้พลังของเซี่ยงเส้าหยุนออกจากร่างกายตนได้ ทว่าก่อนที่จะเริ่มขับเอาพลังที่อยู่ภายในออก ได้มีคลื่นพลังแฝงซึ่งชั่วร้ายพุ่งใส่เขาจากที่อื่น

ตู้ม!

แทบจะในคราเดียว พลังงานชั่วร้ายทำให้ร่างของชายสวมหน้ากากระเบิดออก และสังหารเขาในทันที

“หืม! เจ้าเศษขยะนี่กล้าทำร้ายคุณชายรึ?! การตายในครั้งเดียวถือเป็นพรที่แท้จริงสำหรับเจ้าแล้ว!” ผู้ที่ก้าวออกจากเงา เขาสวมอาภรณ์ที่ดูราวกับเป็นเพียงขอทาน นอกจากนี้แขนข้างหนึ่งยังหายไป เขาเป็นเพียงชายชราพิการ

ผู้ใดจะคิดว่ายอดฝีมือจากตระกูลอู่จะถูกชายชราพิการจัดการได้ง่ายดายเยี่ยงนี้? ชายชรามองไปยังตำแหน่งที่เซี่ยงเส้าหยุนหนี ขณะที่จ้องมอง สีหน้าเบื่อหน่ายก็ได้เผยขึ้นและเขาถอนหายใจเบา ๆ “ดูเหมือนจะเป็นงานยากสำหรับคุณชาย เขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาเพียงครึ่งเดือน! นอกจากนี้เขายังแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น! การประสบพบกับหายนะครั้งใหญ่ดูจะเป็นพรติดตัวมา

พูดกับตนเองเสร็จ ร่างนั้นก็เลือนหายไปอีกครั้งจนตาเปล่าไม่อาจมองเห็น หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กลุ่มคนขี่ม้าออกจากเมืองอู่ เหล่านี้เป็นยอดฝีมือตระกูลอู่ แต่ละคนบรรลุระดับดวงดาว หัวหน้ากลุ่มคนเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นเจ็ด พวกเขาได้พบร่าง่ไร้วิญญาณของหัวหน้ากลุ่มในเวลาอันรวดเร็ว

“มันตายแล้ว! เป็นไปได้ไหมว่าตำหนักยุทธ์ส่งยอดฝีมือมาคุ้มกันเขา?” ยอดฝีมือระดับดวงดาวขั้นเจ็ดเผยใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาก ขณะคาดเดาจากสิ่งที่เพิ่งพบ จากนั้นจึงวิ่งต่อไปและพบศพมากมายเกลื่อนถนน

“สถานการณ์เลวร้าย รีบกลับไปรายงานนายใหญ่!” ยอดฝีมือระดับดวงดาวรู้สึกขนลุกที่แขน เขารีบสั่งให้คนของตนไปรับศพทั้งหมดก่อนจะกลับเข้าไปในเมืองอู่

ห่างออกไปภายในป่า เซี่ยงเส้าหยุนไม่ทราบว่าตนวิ่งมานานแค่ไหน ร่างกายสะบักสะบอมและขาได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส ก่อนจะทรุดลงกับพื้นหญ้า

“วิ่งต่อไม่ไหวแล้ว ไม่เหลือเรี่ยวแรงเลย” เซี่ยเส้าหยุนหอบหายใจขณะพลิกตัวนอนหงาย หลังจากหลบหนีครั้งใหญ่ เขาได้รวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อใช้ดัชนีทลายดวงดาวจนส่งผลให้สิ้นเรี่ยวแรง ทั้งยังวิ่งมาอีกระยะหนึ่ง จะเหนื่อยล้าเช่นนี้ก็ไม่แปลก

หลังจากนอนลงเพียงชั่วครู่ เซี่ยงเส้าหยุนนั่งตัวตรงโดยพลันพร้อมสังเกตว่ามีผู้ใดตามมาหรือไม่ หลังจากแน่ใจว่าหลบหนีพ้นแล้วเขาจึงเริ่มนั่งสมาธิเพื่อจะฟื้นคืนและรวบรวมพลัง

เมื่อพลังงานเก่าถูกใช้จนหมด พลังงานใหม่จึงถือกำเนิด นี่เป็นกระบวนการทิ้งสิ่งเก่าและเปิดรับสิ่งใหม่ แม้ตำราราชันพิชิตสวรรค์จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการฝึกฝนในช่วงแรก และยังดียิ่งกว่าการฝึกฝนที่สมบูรณ์มากนัก

เซี่ยงเส้าหยุนฟื้นฟูพลังงานที่เสียไปภายในร่างกาย เส้นลมปราณไหลเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นพลังงานดวงดาวที่ควบแน่นภายในร่างกายได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และจุดฝังเข็มทั้งสามร้อยหกสิบห้าจุดได้เปล่งประกายเจิดจรัส

ในตอนนี้เซี่ยงเส้าหยุนได้มาถึงจุดสูงสุดของระดับพื้นฐานขั้นเจ็ดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากถูกไล่ล่าหมายเอาชีวิต

“ดีจริงที่เราฝึกฝนวิชาดัชนีทลายดวงดาวเมื่อคืน มิเช่นนั้นคงกลายเป็นก้อนเนื้อไปแล้ว!” เซี่ยงเส้าหยุนตัวสั่นเทาในความคิด เขาเริ่มมุ่งหน้าไปยังหุบเขาร้อยอสูรทันที ด้วยไม่กล้าอยู่ที่ใดนานนัก

ในตอนนี้เซี่ยงเส้าหยุนก้าวเท้าได้ช้าลงอย่างมาก มิใช่ว่าเขาปรารถนาจะเดินช้าเยี่ยงนี้ แต่ในป่าเช่นนี้จะมีสัตว์มีพิษอยู่จำนวนมาก เช่นเดียวกับสัตว์ร้ายที่อาจอยู่ได้ทุกที่ หากไม่ระวังตัวมากพอเขาอาจจะต้องตายในป่าเช่นนี้

ฟ่อ…

ตามที่คาดไว้ มีงูพุ่งตรงเข้ามาจากหญ้า มันรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ แต่โชคดีเป็นของเซี่ยงเส้าหยุน เขาได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์เช่นนี้แล้ว เขาจับกระบี่ตัดหินผาและฟาดฟันลง

งูถูกผ่าออกเป็นสองส่วนและตายในทันที  เซี่ยงเส้าหยุนผ่านไปโดยไม่แม้จะเหลือบไปมองงู ประสาทสัมผัสที่มีต่อสิ่งรอบกายนั้นพุ่งขึ้นถึงขีดสุด หลังจากนั้นไม่นานมีสัตว์มีพิษได้ตายจากกระบี่ของเขาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

“พรสวรรค์จินตภาพของเราไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความรู้เข้าใจภายในใจอย่างสูงล้ำ แต่ยังช่วยให้ประสาทสัมผัสเฉียบคม ไม่เช่นนั้นครั้งยังเด็กเราคงไม่อาจพบเจออาณาจักรลี้ลับ หรือบางทีจินตภาพและประสาทสัมผัสของเราจะเป็นสองพรสวรรค์หายากที่มาบรรจบกัน?” เซี่ยงเส้าหยุนครุ่นคิดกับตนเอง

หลังจากที่เดินต่อไป เขาได้พบกับสมุนไพรเก่าภายในดงหญ้า ทำให้ดวงตาเบิกโพลงขึ้น “นี่มันหญ้าสุคนธรสนี่ แม้มันจะไม่ใช่ยาที่ใช้รักษา แต่มันใช้ป้องกันสัตว์มีพิษได้!”

ผู้คนมากมายมักจะไม่รู้วิธีการใช้ยาเก่านี้ แต่เซี่ยงเส้าหยุนได้หมกมุ่นอยู่กับตำราเก่าแก่ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ดังนั้นเขาจึงมีความเข้าใจลึกซึ่งต่อสมุนไพรและตัวยาต่าง ๆ แม้ความสามารถของสมุนไพรจะคลุมเครือจนไม่มีผู้ใดทราบถึงคุณสมบัติของมัน แต่กลับมีเพียงผู้เดียวที่เข้าใจอย่างถ่องแท้

เขาถอนหญ้าสุคนธรสออก เซี่ยงเส้าหยุนแบ่งมันออกเป็นสองส่วนแล้วนำมาถูทั่วร่างกาย ไม่นานนักร่างกายของเขาก็มีกลิ่นหอมประหลาดโชยออกมา สัตว์มีพิษต่างก็เกลียดชังกลิ่นนี้ และทำให้สัตว์มีพิษระดับสูงนั้นต่างหลบเลี่ยง “กลิ่นเน่าเหม็นนี้”

“ตอนนี้คงปลอดภัยแล้ว!” เซี่ยงเส้าหยุนถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก จากนั้นจึงเดินทางต่อ หลังจากผ่านไปสี่ชั่วโมง เขาจึงออกล่าหมูป่า และนำมันมาย่าง

“เหล่าสัตว์อสูรนั้นมีลมปราณจำนวนมากภายในร่างกาย การกินในปริมาณมากจะส่งผลดีแก่ร่างกายของเรามาก!”

ในตอนนี้เซี่ยงเส้าหยุนยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย และเขาต้องการดูดซับพลังงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาสวาปามหมูป่าไปครึ่งตัวอย่างรวดเร็ว และเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้สำหรับเป็นเสบียงระหว่างการเดินทาง ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหุบเขาร้อยอสูร

เราสามารถมองเห็นยอดเขาสูงที่ต่อเนื่องกันเป็นก้อนสูงและทอดยาวลงมา ราวกับร่างกายของมังกร สร้างภาพอันน่าประทับใจจากระยะไกล ต้นไม้สูงตั้งตระหง่าน แลดูกะทัดรัดราวกับบุปผาหลากสีที่เรียงรายกันบนผืนหญ้า เสียงร้องโหยหวนของเหล่าสัตว์อสูรดังกึกก้องไปทั่ว ในขณะที่มีพลังวิญญาณแห่งโลกแผ่กระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศอัดแน่นในอากาศ

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset