ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 31 : คุณชายผู้นี้ไม่คิดแยแสเจ้าสักนิด!

เทือกเขาร้อยอสูร เป็นที่ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นธรรมชาติที่ไร้ซึ่งการหลับไหล บุปผาปกคลุมไปทั่วส่งกลิ่นหอม หญ้าและสมุนไพรกระจัดกระจายไปทั่ว ส่งผลให้อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นยา

ภายในป่า ผู้เยาว์กำลังสู้กับสัตว์อสูรตัวเล็ก สิ่งมีชีวิตที่เขาสู้ด้วยคือตัวลิ่น ลูกสัตว์อสูรซึ่งเกือบจะบรรลุการเป็นปีศาจระดับกลาง มีเกล็ดบนหลังที่หนามาก ทำให้ดาบทั่วไปนั้นยากจะฟันเข้า

ผู้เยาว์แบกกระบี่ตัดหินผาและฟันมันครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกการฟันหนึ่งครั้งมีพลังมากกว่าห้าร้อยกิโลกรัม ซึ่งค่อย ๆ ตัดผ่านเกล็ดของตัวลิ่น เมื่อมันได้พบศัตรูที่ยากจะเอาชนะ ตัวลิ่นจึงล่าถอยและพุ่งตรงไปยังภูเขา

“เจ้าคิดจะหนีรึ? ไม่มีโอกาสหรอก! เจ้าไล่ตามข้ามานานแล้ว! กินกระบี่ข้าเสีย!” เมื่อเห็นถึงความตั้งใจของตัวลิ่น เซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขณะทรงตัว กระบี่หนักหนึ่งร้อยหาสิบกิโลกรัมฟาดลงมาอย่างแรง

ฟึ่บ!

เคร้ง!

แสงสว่างพุ่งออกจากดาบ ก่อให้เกิดสายใยพลังปราณที่กระบี่พุ่งเข้าใส่ตัวลิ่นซึ่งกำลังหลบหนี ส่งผลให้แยกออกเป็นสองส่วนทันที นี่คือตัวลิ่นที่กำลังจะกลายเป็นปีศาจชั้นกลาง ทว่าแม้เกล็ดแข็งจะสามารถต้านทานการโจมตีจากอาวุธระดับหนึ่งได้ทั้งหมด แต่ก็มิอาจต้านทานความพลังเต็มกำลังของเด็กหนุ่มระดับพื้นฐานได้ ผู้เยาว์ผู้นี้มิใช่ใครอื่น เป็นเซี่ยงเส้าหยุนผู้ที่เข้ามายังเทือกเขาร้อยอสูรเมื่อสามวันที่แล้วนั่นเอง

เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในเทือกเขาร้อยอสูรนั้นมีมากมาย เซี่ยงเส้าหยุนไม่อาจจำได้ว่าหนีสัตว์อสูรมากี่ครั้งแล้วในสามวันที่ผ่านมา มันมากกว่าจำนวนที่เขาสู้กับสัตว์อสูรตัวเล็กเสียอีก ทำให้ตอนนี้ร่างกายมอมแมมเต็มไปด้วยบาดแผล และมีรอยกรงเล็บขนาดใหญ่พาดผ่านหลัง เขาถูกฝูงหมาป่าจู่โจมตั้งแต่วันแรก

หากเขาไม่เปิดใช้งานก้าวราชันเก้าปรโลกในตอนนั้น คงได้เป็นอาหารหมาป่าไปนานแล้ว แม้สามวันที่ผ่านมาจำไร้ซึ่งความปราณี แต่ตอนนี้เริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในป่าแล้ว นอกจากนี้รากฐานของเขาเติบโตขึ้นมากในเวลาที่ผ่านมา ไม่นานนักก่อนจะบรรลุสู่ระดับพื้นฐานขั้นแปด

หลังจากสังหารตัวลิ่ม เขาได้พบสมุนไพรหลายต้นใกล้เคียงกัน หลังจากผสมสมุนไพรสองถึงสามชนิด ก่อนจะนำไปบดแล้วพันไว้รอบบาดแผลอย่างรวดเร็ว

“ประสบการณ์ในการต่อสู้ที่แท้จริงเป็นวิธีรวดเร็วที่สุดสำหรับควบคุมอารมณ์ตนเอง ผ่านไปเพียงสามวัน เรากลับรู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ได้เพิ่มจากการฝึกฝน แต่เรากลับรู้สึกได้ถึงสัมผัสในการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้น ในแง่ของความไวและสัญชาตญาณในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวคำเบากับตนเองขณะนั่งพักบนพื้น

การฝึกฝนอันขมขื่นไม่ใช่วิธีเดียวในการเพิ่มความแข็งแกร่ง การนั่งพักเพียงชั่วครู่เพื่อไตร่ตรองทิศทางและจุดมุ่งหมายกลับเป็นประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงสำหรับการฝึกยุทธ์ หลังจากนั่งสมาธิเป็นเวลาสองชั่วโมง จากนั้นจึงเริ่มกินเนื้อสัตว์ร้ายตากแห้งอีกครั้ง สภาพร่างกายเริ่มฟื้นตัวถึงขีดสุด นอกจากนี้โลหิตภายในร่างกายยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้เขารู้สึกสบายตัวขึ้นมาก

สิ่งนี้เป็นผลมาจากการกินเนื้อสัตว์ร้ายเป็นจำนวนมาก มันช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย เช่นเดียวกันนั้นเขาเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เนื่องจากได้ยินเสียงดังห่างออกไปไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่ โดยไม่รีรอ เขารีบวิ่งไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที

ผ่านไปไม่นาน เขาเห็นชายผู้หนึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลกำลังวิ่งมาทางตน ดูเหมือนจะถูกไล่ล่าจากสัตว์ร้ายตัวมหึมา แน่นอนว่าเซี่ยงเส้าหยุนได้ยินเสียงคำรามมาจากบริเวณใกล้เคียง

โฮก!

เสียงเสือคำรามขณะที่มันเดินด้อม ๆ มอง ๆ ผ่านป่า สร้างความมีชีวิตชีวาแก่สวรรค์และโลก

“เสือตัวนี้ช่างแข็งแกร่งนัก อย่างน้อยคงเป็นปีศาจชั้นสูง” เซี่ยงเส้าหยุนตัวสั่นเทาอยู่บนต้นไม้ หากต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายระดับสูงเช่นนี้ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบัน มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่ เขาหวังให้ชายผู้ที่ถูกไล่ล่าจะไปให้ไกลโดยไว แต่ชายผู้นั้นกลับเป็นลมล้มลงใกล้เคียงกับตัวเขาเสียอย่างนั้น

“เวรเอ้ย! ป่าออกจะกว้างใหญ่ เหตุใดต้องเป็นที่นี่กัน?” เซี่ยงเส้าหยุนไม่คิดช่วยเหลือแต่ก็ก่นด่า ไม่รีรอเขากระโดดลงจากต้นไม้และเริ่มวิ่งด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เห็นได้ชัดว่าชายผู้นั้นได้ทำให้เสือขุ่นเคือง ส่งผลให้ถูกเสือไล่ล่าเช่นนี้  ไม่เพียงเท่านั้นหากตัวเขาเองไม่ไปให้ไกลพอ อาจกลายเป็นเป้าหมายถัดไปของเสือตัวนี้เป็นแน่! ทว่าระหว่างที่วิ่งนั้นเขารู้สึกว่ามีบางสิ่งเกาะอยู่บนหลัง

“บ้าฉิบ นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน?! ไปให้พ้น!” ด้วยไม่กล้าหันกลับไปมอง เซี่ยงเส้าหยุนเขย่ากระเป๋าที่หลังขณะวิ่งไปด้วย จนกระทั่งข้าวของเริ่มทะลักออกมา ทว่าไม่ว่าจะเขย่าแรงเพียงใด สิ่งที่เกาะอยู่ด้านหลังก็ยิ่งเกาะแน่นขึ้นราวกับกาว ไม่แม้จะขยับเขยื้อน

โชคดีสำหรับเซี่ยงเส้าหยุน สิ่งมีชีวิตนั้นดูราวกับไม่มีพิษภัยต่อเขา ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะที่แบกสิ่งมีชีวิตตัวนี้ไว้บนหลัง ระหว่างที่วิ่งเขาได้แต่คิดว่า หรือเพราะมีปีศาจชั้นสูงปรากฏตัวกัน เขาจึงไม่ถูกสัตว์อสูรจู่โจมเลยระหว่างทาง

หลังจากที่วิ่งเป็นเวลานาน จนกระทั่งเซี่ยงเส้าหยุนรู้สึกปลอดภัย หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าสัตว์อสูรคงมิอาจไล่ตามเขามาไกลถึงเพียงนี้ ขณะที่หยุดเขาจึงหยิบกระเป๋าลงจากหลังด้วยมือข้างเดียว และจับสิ่งมีชีวิตตัวดังกล่าวออกด้วยมืออีกข้าง

“เหมียววว”

สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมือส่งเสียงนุ่มนวลละเอียดอ่อน เมื่อมองดูให้ดี เซี่ยงเส้าหยุนพบว่าสิ่งมีชีวิตที่เขาอุ้มอยู่เป็นลูกเสือลายตัวน้อย นอกจากลวดลายสีดำพาดแล้ว มันปกคลุมไปด้วยขนสีขาวตั้งแต่หัวจรดอุ้งเท้า ดวงตาวาววับกำลังฉายแววสำนึกผิด ทำให้ผู้พบเห็นต่างมิกล้าทำอันตรายใดต่อมัน

“ดูเหมือนเจ้าหนูนี่จะรั้งเราไว้นะ! เจ้าคงมิใช่บุตรของสัตว์อสูรตัวมหึมาหรอก ใช่ไหม? มิเช่นนั้นคงลำบากเป็นแน่” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะอย่างขมขื่นขณะอุ้มลูกเสือตัวน้อย

เจ้าเสือตัวน้อยเป็นทารกที่เพิ่งเกิด ชายผู้นั้นคงจะลักพาตัวมันมาและกระตุ้นความโกรธของสัตว์ร้ายตัวใหญ่อย่างมิตั้งใจ มิเช่นนั้นคงไม่หนีอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ เจ้าเสือน้อยอาจหนีจากชายผู้นั้นขณะที่เป็นลมและพบกับเซี่ยงเส้าหยุนที่กำลังวิ่งหนีเป็นแน่ มันจึงเกาะติดตัวเขาเช่นนี้

เหล่าผู้ฝึกยุทธ์นั้นต่างชอบที่จะมีสัตว์อสูรไว้ขี่ โดยปกติแล้วพวกเขาจะฝึกสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่าตนให้เชื่อง ด้วยวิธีนี้จะเป็นวิธีที่รวดเร็วที่จะขี่พวกมัน อีกวิธีที่ใช้กันทั่วไปคือฟูมฟักพวกมันตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่อครบกำหนด โดยธรรมชาติแล้วมันจะกลายเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอย่างมาก ชายผู้นั้นอาจพยายามจับมันไปเลี้ยงดูเองหรือไม่ก็นำมันไปขาย

เซี่ยงเส้าหยุนเข้าใจแนวคิดนี้อย่างชัดเจน แต่ตัวเขาไม่ต้องการจะตกเป็นเป้าหมายของสัตว์อสูรระดับสูงที่โตเต็มวัย โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้จะบรรลุจุดสูงสุด ทันทีที่มันจัดการชายผู้นั้นแล้วคงจะตามกลิ่นเจ้าเสือน้อยจนมาถึงตนเป็นแน่

เซี่ยงเส้าหยุนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในทันที

“หนูน้อย เจ้าอยู่ที่นี่จะเป็นการดีที่สุด คุณชายผู้นี้คงมิอาจดูแลเจ้าได้” เซี่ยงเส้าหยุนมองไปยังเจ้าเสือน้อยและกล่าว แม้เขาจะชื่นชอบการเลี้ยงเสือ แต่เสือลายก็มิได้มีเกียรติอย่างที่เขาต้องการ เมื่อพวกมันเติบใหญ่ก็เป็นปีศาจชั้นสูง

ช่างห่างไกลกับความทะเยอทะยานของเขานัก เขาวางลูกเสือลงก่อนจะเริ่มวิ่งอีกครั้ง หลังจากก้าวเพียงไม่กี่ก้าว ด้วยรู้สึกถึงน้ำหนักที่หลังอีกครั้ง! เป็นเจ้าเสือน้อยเองที่กระโดดขึ้นไปบนหลังอีกครา

“บ้าฉิบ! เจ้าต้องการให้ข้าตายหรืออย่างไร?! หรือเจ้าอยากให้ข้าผูกเจ้าไว้ตรงนี้กัน?!” เซี่ยงเส้าหยุนดุเจ้าเสือน้อยขณะดึงมันออกจากหลัง

“เหมียววว!”

เจ้าเสือน้อยขยับตัวบางเบาขณะเกาะที่แขนของเซี่ยงเส้าหยุน ราวกับพยายามให้เขายอมรับ เช่นเดียวกันกับที่เซี่ยงเส้าหยุนพยายามทิ้งสิ่งมีชีวิตตัวนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในช่วงเวลานุ่มนวลซึ่งหาได้ยาก เขากล่าวอย่างไม่พอใจ “ลืมมันไปเสีย ข้าจะพาเจ้าไปด้วยในตอนนี้ หลังจากส่งเจ้าให้แก่มารดาของเจ้าแล้วเมื่อนางมาถึง ข้าหวังว่านางจะไม่กินข้าเข้าไปนะ”

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset