ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 37 : พบขุมทรัพย์ท่ามกลางอันตราย!

เซี่ยงเส้าหยุนรีบไปตามเส้นทาง โดยมิได้สนใจอาการบาดเจ็บของตนแม้แต่น้อย เมื่อแน่ใจว่าเหม่ยเหลียนฮวาไม่ได้ตามมา เขาได้พบกับพื้นที่เปลี่ยวจึงกลืนเม็ดยาฟื้นฟู และยาเก่ามากกว่าสองตัวที่ได้จากกระเป๋าของศพชายก่อนหน้า

ภายในมีสมุนไพรที่สามารถเพิ่มการฟื้นฟูให้รวดเร็วขึ้น ทำให้บาดแผลหายได้เร็วกว่าปกติหลายเท่า โดยเฉพาะบาดแผลที่ถูกฟันด้วยดาบก่อนหน้าที่หลัง หากเขาไม่รักษาตัวก่อนเผชิญอันตราย จะกลายเป็นเรื่องยากจะเอาชีวิตรอด

เซี่ยงเส้าหยุนนั่งลงขัดสมาธิและเริ่มหมุนเวียนตำราราชันพิชิตสวรรค์ด้วยความเร็วเท่าที่สามารถทำได้ ดูดซับตัวยาอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งการรักษาบาดแผลบนหลัง

ก่อนหน้านี้เซี่ยงเส้าหยุนสังเกตเห็นพลังงานไหลเวียนผ่านเก้าดวงดาวมากขึ้น พลังงานที่เกิดจากการบีบอัดในระหว่างฟันฝ่าอุปสรรค และการมีพลังที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้มีเก้าดวงดาวสถิต

พลังซึ่งจะทำให้เขาสามารถปลดปล่อยพลังออกจากดาบที่สามารถสู้กับผู้ฝึกยุท์ระดับดวงดาวขั้นสองได้ในการต่อสู่ครั้งก่อน ด้วยเหตุการณ์ชี้เป็นชี้ตายก่อนหน้า ทำให้พลังดวงดาวเพิ่มขึ้นมากแต่การใช้พลังก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้เขาอ่อนแอลงอย่างมากหลังจากใช้วิชาดาบ

ด้วยพลังที่มากขึ้น ทำให้สรรพคุณในการรักษาที่ซ่อนอยู่ในตัวยาได้เผยออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้ง พลังงานเส้นเล็ก ๆ ที่เปิดใช้งานภายในร่างกายของเซี่ยงเส้าหยุนนั้น มีประสิทธิภาพในการรักษาที่มากกว่าเม็ดยารักษาและตัวยาสมุนไพรที่เขากินก่อนหน้า

“อ๊า…”

ความรู้สึกสงบสบายทำให้เซี่ยงเส้าหยุนปล่อยเสียงครวญครางอย่างมีความสุขออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ หากเขาสามารถมองเห็นภายในของตนได้ จะได้เห็นอาการบาดเจ็บได้รับการฟื้นฟูจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ช่างคล้ายคลึงกับการกินยามหัศจรรย์ การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก!

ไม่เพียงเท่านั้น พลังงานภายในดวงดาวก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผลักดันเซี่ยงเส้าหยุนจากช่วงเริ่มต้นของระดับพื้นฐานขั้นแปด เข้าสู่ช่วงกลางอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดระดับยุทธ์ก็เข้าสู่ช่วงสูงสุดของระดับพื้นฐานขั้นแปด ก่อนที่เขาจะระงับมันไว้

พลังงานที่ปล่อยออกมานั้นยอดเยี่ยมจนเซี่ยงเส้าหยุนสามารถบรรลุถึงระดับพื้นฐานขั้นเก้าได้หากไม่ระวัง แต่พลังงานส่วนเกินได้ถูกส่งไปยังดวงดาวภายใน เพื่อเสริมสร้างรากฐานให้แข็งแกร่ง

สี่ชั่วโมงผ่านไป พลังงานได้หยุดหลั่งออกจากร่างกาย ในตอนนี้บาดแผลถูกเยียวยาถึงแปดในสิบ ตอนนี้แทบไม่มีผลกับการเคลื่อนไหว ความน่ากลัวที่สุดคือความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มิมีผู้ใดสามารถต่อกรกับเขาได้หากมันยังเพิ่มพูนขึ้นเช่นนี้

“ท่านพ่อช่างประเทืองปัญญานัก ท่านรู้ว่าเราไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ในสิบปี จึงช่วยเสริมสร้างร่างกายด้วยตัวยามากมาย ซึ่งทำให้ศักยภาพภายในร่างกายที่ถูกซ่อนค่อยเผยออกมา ด้วยเหตุนี้แม้จะต้องอาศัยยา แต่เราก็ไม่ได้รับผลร้ายแม้สักนิด” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวอย่างเป็นสุข

เซี่ยงเส้าหยุนเป็นคนมีเหตุผล เขาทราบว่าแม้จะเร่งการเสริมสร้างพลังให้มากขึ้น หากศักยภาพในกายถูกใช้อย่างรวดเร็วจนหมด จะทำให้พลังที่ไร้รากฐานต้องสั่นคลอน

“ยิ่งระดับยุทธ์ของเราต่ำเพียงใด การเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงจึงจำเป็นสำหรับขั้นถัดไป หากในตอนนี้พลังการต่อสู้ของเราสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสองได้ ด้วยอาศัยก้าวราชันเก้าปรโลก มิเช่นนั้นคงไม่สามารถจัดการเขาได้แน่ เราควรถอยหนีโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ คงไม่เป็นปัญหาหากต้องเผชิญหน้ากับปีศาจระดับกลางชั้นต่ำ

หลังจากชะล้างความคิด เซี่ยงเส้าหยุนและเสี่ยวไป่เริ่มเดินทางไปสู่น้ำพุดวงดาวปฐพีอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่ากลุ่มนักล่าสิงโตคลั่งจะอยู่บริเวณโดยรอบ เขายังคงไม่ยอมละทิ้งโอกาสนี้  พวกมันได้มาถึงยอดเขาสูงเสียดเมฆก่อนแล้ว

ภูเขาลูกนี้สูงที่สุดในเทือกเขาร้อยอสูร มีต้นไม้มากมายที่ถูกคลุมไปจนถึงสวรรค์ และแทบไร้เสียงร้องของสัตว์ ราวกับมีผู้มาถึงดินแดนโบราณแล้ว ที่นี่มีน้ำตกที่งดงามทอดยาวจากยอดเขาจนถึงตีนเขาราวกับแม่น้ำจากสรวงสวรรค์ทำให้ผู้พบเห็นต่างตกตะลึง

“นี่มันภูเขาแม่น้ำร่วงหล่น! น้ำพุดวงดาวปฐพีอาจอยู่ไม่ไกล!” เซี่ยงเส้าหยุนอุทานอย่างตื่นเต้น ในขณะที่วิ่งต่อไปยังภูเขาแม่น้ำร่วงหล่น และได้พบกับกลุ่มทหารพรานปิดกั้นทางขึ้นเขา เหล่านายพรานพวกนี้ล้วนเป็นกลุ่มคนยอดฝีมือ ซึ่งดูทรงพลังและดุร้าย ด้วยการผสานความแข็งแกรงของพวกเขา การจัดการกับสัตว์อสูรระดับกลางคงไม่เป็นปัญหา

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ออกมาเดี๋ยวนี้! กลุ่มนักล่าสิงโตคลั่งขออ้างสิทธิ์ในภูเขาลูกนี้!” นายพรานสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการมาของเซี่ยงเส้าหยุน เขาตะโกนเตือนทันที

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง เขามีสายตากว้างไกลเช่นเดียวกับออร่าที่โดดเด่น ออร่าของเขาคือออร่าของผู้บรรลุช่วงปลายของระดับดวงดาว เมื่อไร้ซึ่งตัวเลือก เซี่ยงเส้าหยุนจึงต้องถอยร่นไปเล็นน้อย

“ดูเหมือนกลุ่มนักล่าสิงโตคลั่งจะแข็งแกร่งมาก พวกเขามียอดฝึมือถึงยี่สิบห้าคนคอยเฝ้าทางเข้า ลำบากเสียแล้วสิ” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวคำเบาอย่างมืดมนกับตนเอง

หลังจากถอยไประยะที่ปลอดภัยแล้ว เซี่ยงเส้าหยุนหยุด ไร้ซึ่งการยอมรับความพ่ายแพ้นี้ เมื่อสำรวจสภาพแวดล้อม เขาได้พบหน้าผาสูงชันซึ่งสามารถทำให้เขาไปถึงจุดหมายได้ จะต้องปีนขึ้นไป หน้าผาที่สูงกว่าสามร้อยเมตรหากไม่สามารถเกาะให้มั่น แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับดวงดาวก็จะต้องสิ้นชื่อทันทีเมื่อตกลงมา

“พบขุมทรัพย์ท่ามกลางภยันตราย!  เรายังไม่เคยพบหน้าผาที่ปีนไม่ได้!” หลังจากขบคิดสถานการณ์ครู่ใหญ่ สายตามุ่งมั่นฉายแววในดวงตาของเซี่ยงเส้าหยุน เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางและไปยังตีนเขา

“เราจะถือว่าเป็นการฝึกฝนที่เสี่ยงตายแล้วกัน!” เซี่ยงเส้าหยุนกัดฟันก่อนจะเริ่มปีนหน้าผา

ความสูงชันของหน้าผานั้นยากจะกล่าว โชคดีที่ยังพอมีขอบหยักยื่นออกทำให้สามารถปีนได้ ความแข็งแกร่งของเซี่ยงเส้าหยุนเทียบเคียงกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาว และยังมีแหล่งพลังดวงดาวที่แข็งแกร่ง ซึ่งเพียงพอจะทำให้เขาปีนภูเขาได้

ผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยงเส้าหยุนปีนไปกว่าห้าสิบเมตร มือทั้งสองฟกช้ำจนเลือดออก และเสือผ้าก็ชุ่มเหงื่อ ขนาดของหน้าผาไม่ใช่สิ่งสำหรับฝึกฝนร่างกายเพียงอย่างเดียว มันสามารถฝึกฝนจิตได้เช่นกันหากจิตวิญญาณไม่สามารถยึดมั่นได้ ผู้นั้นจะต้องพบกับหายนะแน่นอน

“ทำต่อไป ทำต่อไป…” เซี่ยงเส้าหยุนหอบ เปิดใช้งานตำราราชันพิชิตสวรรค์ พลังงานดวงดาวกระจายไปทั่วร่างทำให้จุดฝังเข็มสว่างขึ้น ให้พลังงานแก่เขาขณะปีนขึ้น ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไต่ได้ราวกับแมงมุมตลอดเวลา

เซี่ยงเส้าหยุนปีนไปได้ครึ่งทางอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงจุดนี้เขาได้ยินเสียงร้องแหวกอากาศมา

แกว๊กกก!

เซี่ยงเส้าหยุนหยุดปีนและหันไปพบกับอสูรอินทรีกำลังพุ่งตรงมาที่เขา

“ไม่ดีแล้ว นี่มันอินทรีเพลิง!” เซี่ยงเส้าหยุนตกใจมากจนเริ่มลื่น

โชคดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเฉียบคม เขาจิกกรงเล็บเข้าไปที่หน้าผาอย่างฉิวเฉียด ป้องกันไม่ให้ลื่นไหลลงไปอีก ทว่าร่างกายกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง  รอยฟกช้ำที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เลือดหลั่งออกมามาก เขาพบว่ามีปัญหาที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว

เขาลอยอยู่ในอากาศกว่าร้อยเมตร หากตกลงไปจากที่สูงเพียงนี้ จะต้องพบจุดจบอย่างแน่นอน ขณะนั้นเองอินทรีเพลิงเริ่มตรงดิ่งมาที่เขา ร่างกายสีแดงเพลิงของมันก่อให้เกิดเส้นทางเพลิงในอากาศ ขณะที่ดวงตาลุกโชนจ้องไปที่เซี่ยงเส้าหยุน เขาคงกลายเป็นมื้อเที่ยงของมันเป็นแน่

เซี่ยงเส้าหยุนเกือบจะร้องไห้ก่อนจะพึมพำกับตนเอง “ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาเป็นอาหารของอินทรีเช่นนี้!”

ขณะที่กำลังจะยอมแพ้และปล่อยตัว เสี่ยวไปซึ่งเกาะบนหลังของเขาส่งเสียงคำรามออกมา ก่อนจะกระโดดเข้าใส่อินทรีเพลิง

“เสี่ยวไป่!” เซี่ยงเส้าหยุนตะโกนด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าเจ้าเสือน้อยกระโดดไปบนหลังอินทรีเพลิงแล้ว

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset