ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 36 : ภยันตราย!

“ข้าจะเป็นผู้สังหารเจ้า!” เซี่ยงเส้าหยุนตอบเย้ยหยัน แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร แสงสีทองในมือค่อยควบแน่นเกิดเป็นพลังแก่ดาบ พุ่งตรงไปยังชายทั้งสองซึ่งอยู่ใกล้เคียงราวกับหมาป่าพุ่งทะยาน

ชายทั้งสองตกใจเกินกว่าจะกล่าว แม้พวกเขาพยายามจะหนีในตอนแรก ใบมีดยังคงทิ้งบาดแผลที่น่ากลัวบนร่างกายพวกเขา ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะทันโจมตี มีใครบางคนเริ่มตั้งสติได้และพุ่งเข้าใส่

ขวานขนาดยักษ์ฟาดเข้าใส่ด้านหลังของเซี่ยงเส้าหยุน ซึ่งมีพลังดวงดาวจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าคู่ต่อสู้เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นแรก

เคร้ง!

ชั่วขณะที่อาวุธทั้งสองปะทะกัน เกิดประกายไฟส่องสว่างทั่วทุกหนแห่ง การตอบโต้อย่างดุเดือด ชายผู้นั้นฟาดขวานถึงสามครั้ง การโจมตีครั้งนี้ช่างแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้ามาก

เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง!

หลังจากปัดป้องการโจมตีสามครั้งติดต่อกัน เซี่ยงเส้าหยุนถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าจมลึกลงไปในดิน มือของเขาสั่นเทา เผยให้เห็นว่าศัตรูของเขา ผู้หนึ่งอย่างน้อยก็เป็นถึงระดับดวงดาวขั้นแรก

หลังจากปัดป้องขวานที่ฟาดลงมาถึงสี่ครั้ง เซี่ยงเส้าหยุนแทบไม่ต้องพยายามที่จะป้องกันการโจมตีเหล่านั้นเลย กลับกัน เขารวมรวมสายลมไว้ใต้ฝ่าเท้า และหลบซ้ายทีขวาที ก่อนจะหยุดตรงหน้าเหม่ยเหลียนฮวา

“เจ้าหนู เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดเจ้าถึงมีดาบหมาป่าสีทองของนายกองพวกเรากัน?” ชายผู้ถือขวานคำรามขณะจ้องมองเซี่ยงเส้าหยุนอย่างน่ากลัว

“หัวหน้าของเจ้าล่วงหน้าไปพบราชันแห่งปรโลกนานแล้ว และข้าจะส่งเจ้าไปอยู่ด้วยกันกับมัน!” เซี่ยงเส้าหยุนตอบกลับ

“เจ้าเด็กเดนตาย!” ชายถือขวานส่งเสียงดังก่อนจะเหวี่ยงขวานเข้าใส่อีกครั้งอย่างดุเดือด

ขวานทลายสรรพชีวิต!

วิชาขวานนี้อวดอ้างนามของภูเขาไท่ การฟันเพียงครั้งเดียวด้วยวิชานี้สามารถผ่าภูเขาและแม่น้ำได้บางส่วน ด้วยผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถพัฒนาพลังแห่ง “การมีอยู่” และด้วยพลังนี้ พวกเขาจะสามารถกดดันศัตรูด้วยความตกตะลึง หรือไขว้เขวชั่วขณะ ก่อนจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อสังหารศัตรู

ช่างน่าเสียดายสำหรับผู้ใช้ขวาน หากเป็นผู้อื่น มันแทบจะไม่เป็นผล ทว่ามันกลับไร้ผลต่อเซี่ยงเส้าหยุน ด้วยเซี่ยวเส้าหยุนเคยเห็นยอดฝีมือมากมายตั้งแต่ยังเยาว์ เช่นนั้น เขาจึงแสดงความภาคภูมิอย่างที่สุด และเป็นตัวของตัวเอง แล้วเขาจะถูกปราบโดยผู้ฝึกยุทธ์ปกติได้อย่างไรกัน?

เซี่ยงเส้าหยุนใช้ก้าวราชันเก้าปรโลกอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ หลบการโจมตีของศัตรูได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และฟาดฟันดาบหมาป่าสีทองในมือไปพร้อมกัน

ฉึก!

ชายถือขวานไม่สามารถตอบสนองได้ทัน และพบว่ามีรูที่ท้องเสียแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากถอยหนี หลังจากตั้งท่าป้องกัน เขาตะโกนใส่ชายผู้อื่น “เหตุใดยังไม่ล้อมเจ้าเด็กนี่อีก? พวกเจ้ารออะไรอยู่ ฉลองปีใหม่หรือไร?”

เหลือเพียงชายสามคนที่ยังมีชีวิตอยู่ สองคนในกลุ่มอยู่ระดับดวงดาวขั้นแรก ส่วนคนที่สามอยู่ระดับพื้นฐานขั้นเก้า หลังจากได้ยินสหายร้องขอความช่วยเหลือ พวกเขาหยิบอาวุธและเข้าล้อมเซี่ยงเส้าหยุนทันที

ทันใดนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสี่เข้าล้อมเซี่ยงเส้าหยุน และบังคับให้เข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย

ขณะนั้นเอง เหม่ยเหลียนฮวาฟื้นคืนสติพอดี

“เส้าหยุน ระวัง!” นางตะโกนสุดเสียง เตือนเซี่ยงเส้าหยุนก่อนจะจัดเสื้อผ้าของตนเล็กน้อย

เมื่อพบเซี่ยงเส้าหยุนอีกครั้ง หัวใจของนางเต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย และเสียใจกับตนเอง ‘เราสงสัยว่าเขาจะเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่? เฮ้อ นี่เราเลือกผิดทางงั้นรึ’

เซี่ยงเส้าหยุนไม่ทราบว่าเหม่ยเหลียนฮวาคิดสิ่งใด ในตอนนี้เขาจะต้องจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เขาเปิดใช้พรสวรรค์สัญชาตญาณจนถึงขีดสุด จึงสัมผัสได้ถึงทุกการกระทำอย่างชัดเจน

การโจมตีราวกับไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงทีทำให้อีกฝ่ายประมาท และใช้ประสาทสัมผัสเพื่อกำหนดจุดแข็งของแต่ละคน

“หากเราต้องการจับการกับโจร ก็ต้องจัดการหัวหน้ามันก่อนสิ!” หลังจากรับการโจมตีของชายทั้งสี่อย่างใจเย็น เขาจ้องมองไปยังชายถือขวาน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาคนทั้งสี่

หลังจากศัตรูพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง เซี่ยงเส้าหยุนมองเห็นทุกการเคลื่อนไหว มองหาโอกาสที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเข้าโจมตี

ดัชนีทลายดวงดาว!

เขายกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิงลำแสงออกจากนิ้วเข้าใส่ส่วนล่างของชายถือขวาน

“อ๊าก!”

ก่อนที่ชายถือขวานจะทันได้โจมตี ความเจ็บปวดจากการโจมตีของเซี่ยงเส้าหยุนทำให้ขวานกระเด็นออกจากมือ

”ตาย!” เซี่ยงเส้าหยุนใช้ดาบหมาป่าสีทองฟันไปที่ชายถือขวาน โดยที่ไม่สนใจการโจมตีจากด้านหลังแม้แต่น้อย ชายถือขวานไม่สามารถหนีได้เพราะความเจ็บปวด ทำให้หัวของเขากระเด็นหายไปในบัดดล

ทว่าเซี่ยงเส้าหยุนเองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน เขาโดนฟันที่หลังถึงสองครั้ง ซึ่งลึกจนถึงกระดูก ความเจ็บปวดพวยพุ่งจนถึงขีดสุด กระตุ้นผังจักรราศี ปลดปล่อยพลังของเก้าดวงดาวพร้อมกัน และฟันออกไปอีกครั้งด้วยดาบ

*เสียงดังก้อง

พลังงานสูงถึงสองเมตรพวยพุ่งออกจากดาบ ก่อนที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นแรกสองคนจะทันได้ตอบสนอง หน้าอกของพวกเขาก็ถูกผ่าแยกออก อวัยวะภายในร่วงหล่นลงพื้น

ร่างกายของพวกเขาแข็งทื่อทันทีที่น้ำตาไหลริน พวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อว่ากำลังจะตายแม้จะเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้นเก้ากลัวจนหัวหด เขาหันไปโดยรอบหวังหาทางหนี แต่เหม่ยเหลียนฮวาจู่โจมจากเงามืดด้วยดาบยาวแทงทะลุตัวเขา

ผู้ที่ทำให้เหม่ยเหลียนฮวาต้องมีมลทินได้ถูกสังหารจนหมด หลังจากดึงดาบออกจากร่าง เหม่ยเหลียนฮวาวิ่งไปหาเซี่ยงเส้าหยุนพร้อมกล่าวอย่างเศร้าใจ “เส้าหยุน เจ้าได้รับบาดเจ็บ! ให้เราพันแผลให้นะ!”

เส้าหยุนปักดาบหมาป่าสีทองลงกับพื้นเพื่อช่วยพยุงให้ลุกขึ้น เผยท่าทีเย็นชาใส่เหม่ยเหลียนฮวา “ข้าไม่ต้องการเจ้า ข้าดูแลตัวเองได้”

ดูเหมือนเซี่ยงเส้าหยุนจะไม่ยกโทษให้ เหม่ยเหลียนฮวาเริ่มตื่นตระหนก นางเริ่มพูดตะกุกตะกัด “ระ-เรารู้ว่าเราทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย แต่เราจะไม่ทำอีกแล้ว! โปรดให้โอกาสอีกสักครั้งได้หรือไม่? เรา-เรารักเจ้านะ!”

เซี่ยงเส้าหยุนส่วยหัวก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา “มีคนสองประเภทที่ข้าเกลียดชังที่สุด แบบแรกคือผู้ที่ทรยศผู้อื่น อีกประเภทคือผู้ที่ไม่รักษาคำสัตย์!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเหม่ยเหลียนฮวาซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา ก่อนจะคุกเข่าลง

เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มเข้าสมาธิ โดยไม่สนใจเหม่ยเหลียนฮวาแม้แต่น้อย เมื่อเปิดกระเป๋าออกเขาหยิบก้านยาเก่าออกมาทันที ก่อนจะผสมอีกสองสามอย่างเพื่อนำมาใช้กับตนเอง

เสี่ยวไป่มองไปที่เซี่ยงเส้าหยุนอย่างรู้สึกผิด มันเดินไปมาไม่หยุด ราวกับเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเซี่ยงเส้าหยุนในการต่อสู้ได้เลย

“หากเจ้าต้องการช่วยข้า ก็จงแข็งแกร่งขึ้นโดยไว!” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวคำสั้นกับเสี่ยวไป่ ก่อนจะลากสังขารออกไปด้วยความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้มีมากมาย หากพวกมันมามากกว่านี้ เซี่ยงเส้าหยุนคงถูกสังหารอย่างไม่ต้องสงสัย

“เส้าหยุน!” เหม่ยเหลียนฮวาตะโกนเรียก น้ำตาไหลอาบแก้ม เช่นเดียวกับที่นางวิ่งไปพยุงตัวเขา ดวงตาของเซี่ยงเส้าหยุนเต็มไปด้วยความรังเกียจ นางจึงหยุดชะงัก

“พวกมันมาจากกลุ่มนักล่าสิงโตคลั่ง! พวกมันจับศิษย์พี่โม่ไป เพื่อให้พาไปหาน้ำพุดวงดาวปฐพี ! อย่าไปที่นั่นเลยนะ!” เหม่ยเหลียนฮวาพยายามเตือนเซี่ยงเส้าหยุน ฉุดรั้งไม่ให้เขาไปที่น้ำพุ

“กลุ่มนักล่าสิงโตคลั่ง…” เซี่ยงเส้าหยุนพึมพำกับตนเองก่อนจะเดินจากไป น้ำพุดวงดาวปฐพีอยู่ใกล้แค่เอื้อม เหตุใดเขาจึงต้องยอมแพ้? เขาต้องนำน้ำพุดวงดาวปฐพีกลับไปให้ได้

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset