ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 49 : ข้าขอเอาหัวโขกกับเต้าหู้ตายเสียดีกว่า

หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จื่อฉางเหอปรากฎตัวขึ้นที่สวนอีกครั้ง เมื่อเขามองเซี่ยงเส้าหยุนซึ่งกำลังจดจ่อกับการฝึกฝนท่วงท่า เขารำพึง ‘ดูเหมือนเจ้าหนูนี่จะลืมท่วงท่าที่เราแสดงให้เห็นก่อนหน้างั้นรึ? เฮ้อ เจ้าได้สิ่งใดจากการพูดจาโอ้อวดกัน!’

“เส้าหยุน วิทยายุทธ์ระดับสองไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด ใช่ไหม? จริงอยู่ที่เจ้ามีพรสวรรค์ แต่เจ้าทำตัวอวดดีเกินไป” จื่อฉางเหอเริ่มให้คำแนะนำต่อเซี่ยงเส้าหยุนด้วยความจริงใจ เขาหวังจะเห็นเซี่ยงเส้าหยุนรักษาความคาดหวังนี้จากใจจริง และเรียนรู้อย่างจริงจังแทนที่จะเป็นคนหลงตัวเองอย่างที่เป็นอยู่

เซี่ยงเส้าหยุนเลิกตาขึ้น และมองเห็นจื่อฉางเหอ เขาตะโกน “ศิษย์พี่ เชิญรับชมกระบวนท่าของข้า!”

ช่วงเวลาที่เขากล่าว เขากระโจนไปด้านหน้าด้วยท่วงท่าราวกับเสือ ขณะพุ่งไปด้านหน้าราวกับสายฟ้าและหอกปาหอกพุ่งไปราวกับสายรุ้งที่แล่นผ่านท้องฟ้า ด้วยแสงสีม่วง หอกพึ่งไปที่หน้าอกของจื่อฉางเหอทันที

วิชาหอกอัสนี! รวดเร็วราวกับสายฟ้า ยิ่งใหญ่ราวกับฟ้าผ่า! ซึ่งการแทงหอกเช่นนี้แสดงให้เห็นความชำนาญขั้นพื้นฐาน และเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา จื่อฉางเหอเลิกคิ้วและกล่าว “บังอาจ! แสดงให้ข้าเห็นว่าเข้ามีค่าแค่ไหน เช่นนั้น! จงเข้ามา!”

ด้วยคำกล่าวของจื่อฉางเหอ เขาก้าวเล็กน้อย และหลบการแทง ทว่าเซี่ยงเส้าหยุนเห็นสิ่งที่กำลังเข้าใกล้ ในขณะที่เขาขยับหอกทันทีและส่งปลายหอกอีกด้านไปที่ฝ่ายรุก การโจมตีซึ่งใช้ท้ายหอกนั้นผูกมัดการแทงครั้งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ และแทบจะไร้ซึ่งทางป้องกัน แววตาเผยความประหลาดใจในดวงตาของจื่อฉางเหอ ขณะฝ่ามือเผยประกายสีม่วงจาง จื่อฉางเหอป้องกันการโจมตีครั้งที่สองได้

“อั๊ก!”

เซี่ยงเส้าหยุนร้องออกและเริ่มแทงหอกอัสนีไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่งด้วยพลังทั้งหมด ราวกับจะไม่หยุดจนกว่าจะเอาชนะจื่อฉางเหอได้ หอกแทงไปได้หน้าอย่างไม่จบสิ้นด้วยท่างท่าประหลาด กระแสไฟฟ้าปะทุขึ้นบนอากาศโดยรอบ

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

แสงสีม่วงแผ่ไปทั่วทั้งบริเวณส่งเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องในอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแทงแต่ละครั้งนั้นรุนแรงเพียงใด ทว่าไม่ว่าจะโจมตีรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำลายการป้องกันของจื่อฉางเหอได้ ในความเป็นจริงแล้วจื่อฉางเหอใช้มือเพียงข้างเดียวในการปัดป้องการโจมตีทั้งหมด  แม้เขาจะทำราวกับเป็นสิ่งง่ายด้วย แต่ภายในเต็มไปด้วยความตกใจ

‘นะ นี่มัน…ในวันเดียว นี่เขาบรรลุพลังถึงสามในสิบของวิชาแล้วงั้นรึ? ไม่สิ มีบางสิ่ง วิชาหอกที่เขาใช้นั้นต่างจากวิชาหอกอัสนีของเรา ในแบบของเขานั้นดูราวกับมีพลังมากกว่างั้นรึ?’ จื่อฉางเหอตะโกนภายในใจ

หลังจากนั้นไม่นานเซี่ยงเส้าหยุนหยุดโจมตี และบ่นอย่างบึ้งตึง “ช่างเป็นพลังที่อ่อนแอเหลือเกิน”

แต่แน่นอนเขาเป็นเพียงระดับดวงดาวขั้นแรกซึ่งกำลังโจมตีใส่ระดับแปรสภาพ ความต่างชั้นนั้นมากเกินไป แน่นอนว่าพลังจะอ่อนแอหากนำมาเทียบกัน

เมื่อจื่อฉางเหอเห็นซี่ยงเส้าหยุนดูบึ้งตึง เขาปรอบโยน “เจ้าเป็นผู้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้าดวงดาวส่องสว่างบนท้องฟ้า ดังนั้นเจ้าไม่ตำเป็นต้องรอถึงสิบปีในการไล่ตามข้าหรอก จงฝึกให้หนักขึ้น!”

“อะไรนะ? ข้าต้องใช้เวลาถึงสิบปี จึงจะบรรลุถึงระดับท่านรึ? ข้าคงเอาหัวโขกกับเต้าหู้ตายเสียดีกว่า” เซี่ยงเส้าหยุนตำหนิทันทีด้วยสีหน้าเกินจริงบนใบหน้า ด้วยการแสดงออกนั้น ราวกับว่าการไปถึงระดับเทียบเท่าจื่อฉางเหอในสิบปีนั้น จะเป็นคำดูถูกอย่างที่สุด

และด้วยเหตุนี้ เซี่ยงเส้าหยุนได้ทำลายอารมณ์ดีของจื่อฉางเหอ

“เอาที่เจ้าสบายใจ ข้าจะให้เวลาเจ้าสองวัน ในสองวันนั้นข้าต้องการเห็นเจ้าบรรลุวิชาหอกอัสนีได้ถึงเจ็ดในสิบ หากทำไม่ได้ เจ้าต้องถูกลงโทษ!” จื่อฉางเหอกล่าวด้วยใบหน้าไม่น่าดู

“แน่นอน เจ็ดในสิบภายสองวันไม่ใช่ปัญหา แต่ข้าจะทำไปเพื่ออะไรหากไม่ได้สิ่งใดตอบแทน?” เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มถามถึงเงื่อนไข

หลังจากเข้าใจถึงสิ่งที่เซี่ยงเส้าหยุนกล่าว เกราะชั้นในปรากฏขึ้นในมือของจื่อฉางเหอ “สิ่งนี้จะเป็นรางวัลแก่เจ้า มันคือเกราะชั้นในระดับสาม ชั้นประถม ด้วยสิ่งนี้อาวุธระดับสามทั่วไปมิอาจทำอันตรายแก่เจ้าได้”

เซี่ยงเส้าหยุนรับเกราะ ชั่งน้ำหนักในมือและถอนหายใจ ‘แม้แต่ขยะเช่นนี้ก็มีค่าในที่แห่งนี้รึนี่’

นั่นอาจเป็นสิ่งที่เขาคิดอยู่ แต่เขามิอาจโต้แย้งสิ่งใดได้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความบาดหมางต่อจื่อฉางเหอเพิ่ม เช่นนั้นเขาจึงกล่าว “ขอบคุณ ศิษย์พี่” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสริม “ศิษย์พี่ นับตั้งแต่ท่านได้นามขุนนางอัสนีสีม่วง ท่านคงชำนาญพลังดวงดาวสายฟ้าสีม่วงใช่หรือไม่? เหตุใดจึงไม่ร่ำเรียนวิทยายุทธ์ระดับสี่ที่ข้ามี ข้าเชื่อว่าด้วยพลังต่อสู้ของท่านจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพราะมันแน่”

แต่หลังจากกล่าวเสร็จ จื่อฉางเหอยกนิ้วให้พร้อมกล่าว “เจ้าจะตายใช้ไหมถ้าหากหยุดข่มผู้อื่นน่ะ?” จื่อฉางเหอติดตามเรื่องนั้นด้วย “ก็ได้ ถ้าเป็นไปได้ สองสามวันนี้พยายามอย่าออกไปข้างนอกแล้วกัน พี่น้องตระกูลอู่ได้ประกาศแล้วว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเจ้า”

หลังจากกล่าวจนจบ จื่อฉางเหอจึงเดินจากไป

“เราเกรงว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่มาตามหามากกว่า!” เซี่ยงเส้าหยุนบ่นคำเบาด้วยแววตาแปลกประหลาดในดวงตา นับตั้งแต่ตระกูลอู่พยายามจะเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเขา พวกมันจะไม่หยุดจนกว่าเซี่ยงเส้าหยุนจะสอนบทเรียนแก่พวกมัน

ผ่านไปอีกวัน ยามเช้าได้มาถึง และเซี่ยงเส้าหยุนได้ดูดซับปราณสีม่วงตามปกติ หลังจากทำจนเสร็จแล้ว เขาสัมผัสได้ว่าพลังดวงดาวใกล้จะบรรลุถึงขั้นสองแล้ว จำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงหนี่งก้าวเพื่อบรรลุขั้นสอง แต่ก็ยังคงระงับความก้าวหน้าอีกครั้ง ด้วยพลังงานส่วนเกิดที่เกิดจากการระงับนั้น เขาได้ผลักดันเข้าสู่ทะเลจักรวาลดวงดาวแทน ด้วยปรารถนาที่จะขยายทะเลจักรวาลดวงดาวเพื่อที่จะพกพาสิ่งของได้สะดวกขึ้น

เมื่อฝึกฝนการหายใจเสร็จสิ้น เซี่ยงเส้าหยุนยืดตัวก่อนออกจากลานของจื่อฉางเหอ เขาต้องการกลับไปที่พักของตนเองก่อนจะไปเยี่ยมเยียนลู่เสี่ยวฉิงและเซี่ยวหลิวฮุย แน่นอนว่าเข้ามิได้ลืมหวังเจิ้นฉวนซึ่งเป็นศิษย์ชั้นใน ด้วยยังคงรักษาสัจจะที่เคยกล่าวไว้กับหวังเจิ้นฉวน

ที่พักของจื่อฉางเหออยู่ในบริเวณของเหล่าผู้อาวุโสเท่านั้น เป็นสถานที่ซึ่งเงียบสงบและเปลี่ยว ล้อมรอบด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ศาลาที่สง่างาม สะพานขนาดเล็ก และลำธาร สัตว์อสูรที่งดงามและอื่น ๆ กล่าวได้ว่าการก้าวแต่ละก้าวเพื่อชมภูมิทัศน์ใหม่ที่สวยงามจะปรากฏขึ้นตรงหน้า

แต่ก่อนหน้าที่เซี่ยงเส้าหยุนผู้ซึ่งเคยเป็นคุณชายผู้ทรงพลัง ภูมิทัศน์ที่นี่ไม่มีสิ่งใดพิเศษ

“แม้แต่ที่พักอาศัยของเหล่าผู้อาวุโสก็ยังดูหยาบ” เซี่ยงเส้าหยุนส่ายหัวขณะคร่ำครวญข้างทะเลสาบ ผู้คนซึ่งมาจากหลากสถานที่ย่อมมีมุมมองที่ต่างกัน

“ผู้ใดจะกล้าพูดจาไร้สาระที่นี่กัน!” เสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้น เซี่ยงเส้าหยุนครุ่นคิดกับตนเอง ‘เราจะไม่หยุดดึงดูดปัญหาและแผลงฤทธิ์แบบสุ่ม ใช่ไหม? เหตุใดเราจึงโชคดีเช่นนี้นะ?’

เมื่อหันไปมองต้นตอของเสียง ดวงตาของเขามืดมน “แล้วเจ้าล่ะ เด็กหญิงผู้เหลวไหลรึ?”

“อวดดีนัก! เจ้าคิดว่าเรียกผู้ใดเป็นเด็กหญิงผู้เหลวไหลกัน? เจ้าเบื่อหน่ายกับชีวิตแล้วรึ?” เด็กสาวตะโกนก่อนจะฟาดแส้มาที่เซี่ยงเส้าหยุน

เด็กสาวไม่อาจอดกลั้นได้ พลังดวงดาวของนางกำลังขับเคลื่อนแส้ หากมันฟาดเข้าที่ใบหน้าผู้ใด คนผู้นั้นจะต้องได้รับแผลเป็นแน่นอน โชคดีที่เซี่ยงเส้าหยุนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาเริ่มเปิดใช้งานพรสวรรค์สัญชาตญาณทันที เพื่อดูวิถีของแส้ที่เข้ามาอย่างชัดเจน และเอื้อมมือไปคว้าแส้โดยพลัน

“ปล่อยมันเดี๋ยวนี้!” เซี่ยงเส้าหยุนร้องเสียงหลงขณะดึงแส้ออกจากมือเด็กสาว

เด็กสาวไม่คาดคิดว่าเซี่ยงเส้าหยุนจะสามารถตอบโต้อย่างอย่างฉับไวเช่นนี้ ทำให้นางประหลาดใจ ก่อนที่จะได้ทันตอบโต้ นางก็สูญเสียแส้ไปเสียแล้ว แม้แต่ร่างกายของนางก็ถูกดึงไปด้านหน้า ทำให้เดินโซเซไปที่ทะเลสาบด้านข้าง

ซู่!

เมื่อไม่อาจปรับสมดุลได้ และท้ายที่สุดนางก็ตกลงไปในทะเลสาบ

“ฮ่า ฮ่า นี่เป็นกรรมของเจ้า หญิงโฉด!” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะเสียงดัง

เด็กสาวที่ตกลงไปในทะเลสาบคือหลี่หงเอ๋อ หญิงสาวผู้เคยฟาดแส้ใส่หน้าเขา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นนางทุกข์ทรมาน

 

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset