ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 57 : เอาชนะห้องแห่งขีดจำกัดที่สี่!

ฝูงหมาป่าโลหิตทั้งสิบตัวไม่อาจทำต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสองได้เลย แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสองทั่วไปก็ยังทำสิ่งใดไม่ถูก แต่ไม่ใช่กับเซี่ยงเส้าหยุน เขาใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงในการจัดการหมาป่าทั้งสิบตัว และได้สถิติใหม่ในการเอาชนะห้องที่สาม

เมื่อเซี่ยงเส้าหยุนก้าวเท้าออกจากห้องแห่งขีดจำกัด ผู้ดูแลเข้ามาใกล้และกล่าว “นี่เจ้าล้มเหลวงั้นรึ? แต่เจ้าทำได้ดีเกินกว่าจะถอนตัวนะ และนี่ก็ใกล้จะครบเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้ว เช่นนั้นจงฝึกฝนให้หนักเพื่อครั้งหน้าแล้วกัน เจ้าต้องทำเพียงแค่อยู่ให้ครบหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น จึงจะผ่านบททดสอบ”

“อะไรกัน? เพียงแค่อยู่ในนั้นหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะถอนตัวก็ผ่านบททดสอบแล้วหรือ?” เซี่ยงเส้าหยุนถามด้วยความตื่นตระหนก

“ใช่แล้ว พูดให้ถูกคือมีคนมากมายต้องมาตายเพราะท้าทายห้องที่สาม นับว่าโชคดีมากที่เจ้ายังมีชีวิต ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ที่ล้มเหลว มาได้อีกครั้งหากเจ้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำมันได้สำเร็จ!” ผู้ดูแลกล่าวปลอบใจ

“ช้าก่อน ถ้าหากข้าจัดการหมาป่าทั้งหมด ไม่นับว่าผ่านการทดสอบหรือ?” เซี่ยงเส้าหยุนถามอย่างหวาดระแวง

“แน่นอนว่าไม่” ผู้ดูแลตอบกลับอย่างไม่ลังเล หลังจากกล่าวได้เพียงครึ่งประโยค เขาก็เพิ่งจะคิดได้ว่าเซี่ยงเส้าหยุนกล่าวสิ่งใด เขาอุทานเสียงสูง “เดี๋ยว อะไรนะ? นี่เจ้าจัดการหมาป่าโลหิตหมดเลยรึ?”

“ท่านสามารถเข้าไปตรวจสอบดูได้ หากไม่ผ่านบททดสอบ คงจะเป็นเรื่องน่าหดหู่สำหรับข้า” เซี่ยงเส้าหยุนยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้

ผู้ดูแลพุ่งตัวเข้าไปในห้องก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะทันได้กล่าวจนจบ เมื่อมองดูหมาป่าที่นอนกองกับพื้นไปทั่วทั้งห้อง หัวใจของผู้ดูแลเต้นรุนแรง

“แบบนี้ถือว่าข้าผ่านไหม? หากข้าผ่านแล้วโปรดให้ข้าไปท้าทายห้องถัดไปด้วยเถิด” เซี่ยงเส้าหยุนถาม

“ใช่! แน่นอน! เยี่ยมยอดมาก!” ผู้ดูแลยืนยันสามครั้งติดต่อกัน ก่อนจะกล่าวเสริม “มันคงจะไม่ยุติธรรม หากไม่ให้เจ้าผ่านบททดสอบ”

หากไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ว่า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นแรกแล้วล่ะก็ เขาคงเริ่มสงสัยว่า เซี่ยงเส้าหยุนซ่อนความแข็งแกร่งของตนเองตลอดเวลา

“เยี่ยมไปเลย! ข้าจะไปท้าทายห้องถัดไป เพราะห้องนี้มันน่าเบื่อ” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าว ด้วยเหตุนี้เขาจึงก้าวไปยังห้องที่สี่

เมื่อมองตามหลังของเซี่ยงเส้าหยุนไป ผู้ดูแลไม่อาจหยุดอุทานได้เลย ‘เจ้าหนูนี่ช่างแปลกนัก!’ หลังจากหยุดเล็กน้อย เขาตัดสินใจ  ‘ไม่ นี่มันสำคัญอย่างมาก เราจะต้องแจ้งเรื่องนี้แก่เจ้าตำหนัก เจ้าหนูนี่ไม่เพียงแต่จะมีพรสวรรค์ที่น่าชื่นชมแล้ว เขายังมีศักยภาพที่น่าอัศจรรย์อีก อันที่จริงเขาดูน่ากลัวกว่ากงฉินหยินเสียอีก’

เช่นนั้น เขาจึงวิ่งออกไปด้านนอกพร้อมกับเรียก “คุณชาย!”

ชั่วขณะที่เรียกเช่นนั้น ได้มีบุคคลหนึ่งปรากฏตัวขึ้นและตอบกลับ “ที่นี่!”

“รับเหรียญตรานี่ไป แล้วส่งมอบให้แก่เจ้าตำหนักทันที เมื่อท่านมาถึง” ผู้ดูแลออกคำสั่ง ชายผู้นั้นรับเหรียญไป ก่อนจะหายไปจากจุดที่เขายืน

ขณะเดียวดัน เซี่ยงเส้าหยุนมาถึงห้องที่สี่แล้ว เขาผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างไร้ความลังเล ห้องที่สี่นั้นต่างจากห้องที่สาม เป็นห้องที่ไร้ซึ่งสัตว์อสูร ตรงกันข้าม ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยภาพลวงตา

ภายในห้องแห่งภาพลวงตานั้น มีปีศาจจากนรก และสัตว์ประหลาดอีกมากมายปรากฏตัวขึ้น ภาพลวงตานั้นเสมือนจริงมาก และมันจู่โจมผู้ท้าทายด้วยความหวาดกลัวในจิตใจ

เมื่อเซี่ยงเส้าหยุนก้าวเท้าเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นทำให้เขาตกใจมาก “นี่มันบ้าอะไรกัน! เหตุใดจึงมีสัตว์ประหลาดน่ากลัวมากมายเช่นนี้? พวกมันเป็นของจริงรึนี่?”

หวู่

เสียงน่ากลัวดังขึ้นในอากาศหลายครั้ง ผู้ที่ได้ยินจะต้องขนหัวลุกด้วยความกลัว เซี่ยงเส้าหยุนก็เช่นกัน เขาขนหัวลุกด้วยความกลัวต่อภาพเบื้องหน้า เขาหยิบดาบหมาป่าสีทองขึ้นและฟันสัตว์ประหลาดทันที ด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบ

“ไปให้พ้นนะ!” เซี่ยงเส้าหยุนฟาดอย่างบ้าคลั่ง

ทว่า มันกลับไม่เป็นผลต่อสัตว์ประหลาดแม้สักนิด แม้ว่าจะถูกฟัน แต่พวกมันก็ยังคงตะครุบและกัดเด็กหนุ่มไม่ปล่อย

“อ๊ากกกก!”

สัตว์ประหลาดที่ดูน่าเหลือเชื่อนั้น แรงความรู้สึกเมื่อโดนกัดยังเป็นของจริง เซี่ยงเส้าหยุนเลือดออกจากบาดแผล ความเจ็บปวดเริ่มพวยพุ่งออกทำให้เขาเริ่มโวยวาย ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งดาบไปรอบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง และยังใช้พลังดวงดาวเพื่อทำลายสัตว์ประหลาดทั้งหมด

ช่างโชคร้ายที่การโจมตีนั้นไร้อย่างสิ้นเชิง เมื่อสัตว์ประหลาดถูกฟันเป็นชิ้นเนื้อ ชิ้นเนื้อเหล่านั้นก็กลับมารวมตัวเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหม่ พวกมันฆ่าไม่ตาย เพียงแค่พริบตาเดียวเซี่ยงเส้าหยุนก็จมลงไปในกองสัตว์ประหลาดเสียแล้ว

“อ๊า!”

เด็กหนุ่มไม่เพียงแต่จะเจ็บปวดทางกายจากการกัดเท่านั้น แต่ยังเจ็บปวดไปถึงวิญญาณด้วย ความเจ็บปวดที่รุนแรงเกือบทำให้เขาหมดสติไป มีเพียงความรู้สึกทางกายเท่านั้นที่เขาสัมผัสได้ว่าโดนสัตว์ประหลาดขย้ำ  และทำให้วิญญาณถูกกลืนกินไปด้วย ควายตายสัมผัสได้เพียงแค่เอื้อม

“เราจะมาตายที่นี่งั้นหรือ?” เซี่ยงเส้าหยุนเฝ้าสงสัยด้วยสติสุดท้ายที่มี ท้ายที่สุดมีภาพการถูกทรยศในอดีตฉายขึ้นในจิตใจซ้ำไปซ้ำมา  และจมดิ่งสู่ความเศร้าโศกที่ปรากฏขึ้นในใจ  แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังล้นออกมาจากใจ เขาตะโกน “เราจะตายก่อนจะทวงคืนที่สิ่งกลับมาอย่างนั้นหรือ? บ้าฉิบ!”

เขากัดลิ้น เพื่อใช้ความเจ็บปวดดึงสติคืนมา เมื่อได้สติเขาเปิดใช้ตำราราชันพิชิตสวรรค์ทันที ก่อนจะกล่าว “การมีชีวิตคือความกังวล ความกังวลคือความทุกข์ หากไร้การเกิด ก็จะไม่มีการตาย ปราศจากความมืดมิด ก็ไร้ซึ่งแสงสว่าง ปราศจากสูง ก็ไม่มีต่ำ ชีวิตเกิดจากความว่างเปล่า ความว่างเปล่าสามารถกำเนิดบางสิ่ง และสิ่งนั้นสามารถย้อนกลับสู่ความว่างเปล่า อยู่ที่วิสัยทัศน์ของเราว่าจะมองโลกเช่นไร…”

สิ่งนี้คือพุทธ์มนต์ ซึ่งสามารถช่วยให้จิตใจสงบได้ หลังจากท่องซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มเข้าสู่สภาวะจิตใจ

เขาสัมผัสได้เหนือโลกโลกีย์ และสามารถมองไปที่โลกมนุษย์รวมไปถึงความกังวลทั้งหมด ในฐานะผู้สังเกตการณ์ มองผ่านสิ่งที่ปรากฏขึ้นของโลก ในขณะที่อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์พรากเขาไป สิ่งนี้ทำให้เขาได้ลิ้มรสสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ นอกเหนือจากโลกีย์

สัตว์ประหลาดที่เกิดจากวิญญาณของเขาเริ่มถอยร่นไปโดยไม่รู้ตัว และความเจ็บปวดทางกายก็ได้มลายหายไป โลกกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น สัตว์ประหลาดทั้งหมดยังคงอยู่ กางกรงเล็บและแยกเขี้ยวใส่เขา

“พอได้แล้ว” เซี่ยงเส้าหยุนพึมพำอย่าไม่แยแส เกิดเป็นลำแสงเล็ก ๆ ยิงออกจากตา แสงทั้งสองนั้นทะลุผ่านสัตว์ประหลาดทั้งหมด ทำลายภาพลวงตาโดยรอบ

ในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มได้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของห้องนี้ มันต้องการทดสอบความมั่นคงของผู้ท้าทาย ด้วยความแข็งแกร่งและระดับยุทธ์ไม่มีบทบาทที่นี่ ผู้ที่ไร้ซึ่งจิตตานุภาเพียงพอจะติดอยู่ที่นี่ และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ตาย แต่ก็จะตกอยู่ในความบ้าคลั่ง เมื่อเทียบกันแล้ว ห้องที่สี่นั้นน่ากลัวกว่าห้องที่สามมาก

“ห้องที่สี่ สำเร็จแล้ว ข้าขอมอบหยกหนึ่งดวงดาวเป็นรางวัล” ทันใดนั้นเสียงไร้อารมณ์ก็ดังขึ้น

เซี่ยงเส้าหยุนจดจ่อกับเสียงและมองเห็นแสงสว่าง สร้อยคอหยกสีเขียวปรากฏขึ้นบนแท่นตรงหน้า มันเป็นรางวาลที่มอบให้แก่ผู้ที่ผ่านการท้าทายจากห้องที่สี่

“ข้าไม่อาจรับสิ่งของเช่นนี้ได้จากสามห้องแรกแน่ แต่พวกเขามอบสิ่งนี่แก่เราเมื่อสำเร็จห้องที่สี่งั้นหรือ? เยี่ยมไปเลย!” เซี่ยงเส้าหยุนบ่นพึมพำอย่างเป็นสุข ก่อนจะหยิบหยกขึ้นมา เขาชั่งน้ำหนักหยกในมือและกล่าวอย่างผิดหวัง “หยกดวงดาวนี่มันไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ? อย่างมากที่สุด มันคงเป็นได้เพียงหยกดวงดาวคุณภาพต่ำเท่านั้นเอง”

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset