ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 68 : เม็ดยาสลักร่างฟื้นฟูหยาง

“จื่อฉางเหอพูดจาไร้สาระอีกแล้วหรือ? ข้าเพิ่งกลับจากออกไปข้างนอก จะเอาเวลาใดไปลักพาตัวเซี่ยงเส้าหยุนกัน?” หลี่เสวียเหมิงตอบกลับไร้ซึ่งความกังวลใจใด แม้ว่าเขาจะเป็นคนร้าย แต่ก็คงไม่ยอมรับแน่นอน

“หยุดปฏิเสธได้แล้ว เส้าหยุนหายไปขณะที่สัตว์เลี้ยงของเขาอยู่กับเจ้า เจ้าต้องเป็นคนร้ายแน่นอน พูดออกมา! เจ้าทำอะไรกับเส้าหยุน? หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับเขา ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้!” จื่อฉางเหอตะโกนใส่หลี่เสวียเหมิง

“เจ้าสัตว์ตัวนี้อาจตามข้ามาขณะที่ข้ากลับมาที่นี่ก็ได้ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะกล่าวเช่นนี้ ผู้อาวุโสเจิ้นเผิง โปรดมอบความยุติธรรมด้วย!” หลี่เสวียเหมิงตอบ

แต่ก่อนที่ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงจะทันได้กล่าว เสี่ยวไป่ร้องอีกครั้ง และวิ่งออกไป มันกวักอุ้งเท้าอีกครั้ง ราวกับพยายามบอกให้จื่อฉางเหอตามมันไป

“เจ้าสัตว์ตัวนี้ช่างฉลาดนัก เขาอาจจะรู้ว่าเส้าหยุนอยู่ที่ไหน” จื่อฉางเหอกล่าวหลังจากไล่ตามเสี่ยวไป่ไป

ขณะนั้นเองผู้อาวุโสเจิ้นเผิง เขาตะคอกใส่หลี่เสวียเหมิงอย่างเย็นชา และกล่าว “ก่อนที่เราจะพิสูจน์ความจริง เจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากตำหนักยุทธ์ มิเช่นนั้น ข้าจะตามล่าเจ้าไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด”

หลังจากนั้น ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงจึงวิ่งตามเสี่ยวไป่ไป หลังจากทั้งสองจากไป สีหน้าของหลี่เสวียเหมิงซีดเซียวลง  เขาได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะทำตามแผนที่วางไว้ แต่ลืมคาดคิดถึงเจ้าเสือน้อยไป

“ท่านพ่อ นะ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับท่าน ใช่ไหม?” หลี่เถียนปาถามอย่างจริงจัง

หลี่เสวียเหมิงมิได้ให้คำตอบใด ก่อนจะหลับตาลงและครุ่นคิด ‘อู่ฝูเซี่ยง ท่านต้องทำให้รวดเร็ว หากพวกเขาพบท่าน เราตายแน่!’

ด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลอู่เป็นพื้นที่รกร้าง พื้นที่นี่ยังคงเป็นที่ของตระกูลอู่ ซึ่งเซี่ยงเส้าหยุนอยู่ที่นี่นั่นเอง เขายังคงหมดสติภายในกระสอบ ทันใดนั้นกำแพงที่ซ่อนอยู่ก็ขยับออกก่อนจะเปิดเป็นอุโมงค์ และมีคนปรากฏตัวขึ้นจากอุโมงค์นั่น

ผู้ที่เข้ามารีบยกเซี่ยงเส้าหยุนขึ้น และเข้าไปยังอุโมงค์ หลังจากเข้าไปด้านใน มันก็ได้ปิดตัวลงอีกครั้ง ชายผู้ที่สร้างอุโมงค์ซึ่งเชื่อมต่อไปยังห้องลับในคฤหาสน์ตระกูลอู่ ห้องลับนั้นช่างกว้างขวาง และผู้ที่ยืนรออยู่ด้วยความตื่นเต้นคืออู่ฝูเซี่ยง

เบื้องหน้ามีหม้อขนาดใหญ่ เป็นหม้อสี่เหลี่ยมที่ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย รอบด้านมีลวดลายสลักที่ดูซับซ้อนมากมาย ทำให้ดูพิเศษกว่าหม้อใด

เปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่ข้างใต้หม้อใบนั้น ทำให้ฝาของมันมีไอน้ำปะทุอย่างบ้าคลั่ง และยังมียาสมุนไพรที่มาค่ามากมายถูกวางไว้รอบข้าง ยาวิญญาณขนาดใหญ่จำนวนมาก ทำให้ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร เซี่ยงเส้าหยุนถูกวางไว้ที่พื้นห้องนั้นเอง

“เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งหมดออกไปรอด้านนอก อย่าเข้ามาหากไม่ได้รับคำสั่ง” อู่ฝูเซี่ยงออกคำสั่ง ทำให้คนที่ซ่อนอยู่ภายในห้องต่างพากันออกไป

“เหอะ เหอะ ในที่สุดข้าก็ได้ผู้มีห้าดวงดาวสถิตมาอยู่ในกำมือ! เอาล่ะ ข้าจะเริ่มปรุงยาสลักร่างฟื้นฟูหยางเสียที!” อู่ฝูเซี่ยงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เม็ดยาสลักร่างฟื้นฟูหยางเป็นยาที่จะเพิ่มพูนช่วงชีวิต และความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ใช้

อู่ฝูเซี่ยงเหลือช่วงชีวิตอีกไม่นานนักก็จะต้องตายในอีกไม่กี่ปี เขาไม่อาจยอมรับสิ่งนั้นได้ แต่ถ้าต้องการให้ชีวิตดำรงอยู่ จะต้องบรรลุระดับราชาเท่านั้น โชคไม่ดีที่ชายชรามีพลังไม่เพียงพอที่จะบรรลุระดับราชา ดังนั้นเขาจึงต้องหาหนทางอื่น

ด้วยเม็ดยาแกะสลักฟื้นฟูหยางจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ยานั่นจะต้องใช้ผู้มีหาดวงดาวสถิตเป็นวัตุดิบหลักก็ตาม จึงเป็นเหตุผลที่เขาพยายามทุกวิถีทาง เพื่อลักพาตัวเซี่ยงเส้าหยุนมา

อู่ฝูเซี่ยงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ยืดเยื้อจนเกินไป เขาจึงถอดกระสอบที่มัดเซี่ยงเส้าหยุนไว้ และถอดอาภรณ์ของเซี่ยงเส้าหยุนออกไปด้วย ทำให้เด็กหนุ่มเปลือยกาย หากมีผู้ใดเห็นภาพดังกล่าว คงจะคิดว่าชายชราผู้นี้ต้องเป็นชายแก่โรคจิตเป็นแน่ อู่ฝูเซี่ยงจับเด็กหนุ่มโยนลงไปในหม้อที่กำลังต้มน้ำเดือด

“อ๊ากกกก!”

เซี่ยงเส้าหยุนซึ่งสลบอยู่กลับถูกปลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวด โชคร้ายที่เสียงร้องนั้นไม่อาจะเล็ดลอดจากหม้อใหญ่นั่นไปได้ ด้วยฝาหม้อถูกปิดลงทันทีที่เขาถูกโยนลงไป

“ข้าจะเคี่ยวอย่างเชื่องช้าให้เจ้าค่อยสุกทีละน้อย หลังจากนั้นจึงค่อยใส่สมุนไพรลงไป ข้าคิดว่าคงเสร็จสรรพในสามวันสามคืน” อู่ฝูเซี่ยงพึมพำ

ภายในหม้อ แม้เซี่ยงเส้าหยุนจะได้สติ แต่ทว่า หลังจากเสียงร้องไร้ผล เขาจึงจมลงสู่ความเงียบ ด้วยไม่ต้องการถูกสังหาร แต่ตัวเด็กหนุ่มเองเคยชินกับอุณหภูมิดังกล่าวแล้ว

“บ้าฉิบ ผู้ใดพยายามปรุงข้ากัน? โชคดีที่ข้าเติบโตมากับหม้อต้ม เช่นนั้น คงมิอาจทนได้แน่” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่า การถูกตบก่อนหน้าทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แต่น้ำร้อนที่ลวกผิวก็ปลุกเขาได้อย่างยากลำบาก แม้จะเคยแช่ในน้ำต้มตัวยาตั้งแต่ยังเยาว์ ดังนั้นร่างกายของเขาจึงมิมีผู้ใดเทียบเคียงได้

แต่กระนั้น หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาคงขาดอากาศหายใจก่อนจะถูกปรุงจนเสร็จแน่ ด้วยเริ่มเปิดใช้งานตำราราชันพิชิตสวรรค์ และเริ่มรักษาบาดแผลอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มหยิบยืมความร้อนจากหม้อต้มเพื่อบีบคั้นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายออกมา

ด้วยอุณหภูมิของหม้อต้มนั้นสูงมาก ทำให้ผิวหนังของเซี่ยงเส้าหยุนแดงก่ำ แต่เพราะอุณหภูมิที่สูง ทำให้ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในถูกเผยออกด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์

เป็นความเร็วที่สูงกว่าครั้งที่เซี่ยงเส้าหยุนปลุกศักยภาพในตอนที่อยู่ในห้องแห่งขีดจำกัด ขณะที่ปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน บาดแผลได้ถูกรักษาอย่างรวดเร็วและน่าหวาดหวั่น นอกเหนือจากนี้ ความแข็งแกร่งก็เติบโตเช่นกัน แต่แทนที่จะก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ เซี่ยงเส้าหยุนกลับผลักดันพลังใหม่เข้าสู่ทะเลจักรวาลดวงดาวแทน

“ตอนนี้ล่ะ ที่ข้าจะเพิ่มพูนขนาดให้ใหญ่ขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่า” เซี่ยงเส้าหยุนรับคำ

เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่ง เขาปรารถนาให้พื้นที่ว่างของทะเลจักรวาลดวงดาวภาวในขยายขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับเขาแล้ว ความแข็งแกร่งมิได้เพิ่มยากนัก เมื่อเทียบกับการขยายพื้นที่ว่างของทะเลจักรวาลดวงดาว เขาจะสามารถกักเก็บสิ่งของได้มากขึ้นภายใน เป็นสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้

ในตอนนั้นเอง เสี่ยวไป่ได้พาผู้อาวุโสทั้งสองมาถึงเรือนร้างที่ด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลอู่ โชคร้ายที่ไม่พบเซี่ยงเส้าหยุนที่นี่แล้ว ด้วยเหตุนี่ ทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองต่างพากันสงสัยว่าเสี่ยวไป่พามาผิดที่หรือไม่

“ไม่มีผู้ใดที่นี่? จะไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? นี่พวกมันทำลายศพทั้งหมดเพื่อปกปิดหลักฐานงั้นหรือ?” จื่อฉางเหอกล่าวด้วยความขุ่นเคือง

ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงมองดูรอบ  ๆ และกล่าว “พวกมันคงจะย้ายไปที่อื่นแล้ว ข้าคิดว่ามีเคยคนอยู่ที่นี่มาก่อน”

“เหมียว!”

เสี่ยวไป่ส่งเสียงร้องก่อนจะเริ่มค้นหากลิ่นของเซี่ยงเส้าหยุน แต่ซ้ำร้าย กลิ่นแปลกประหลาดที่แตกต่างกันในอากาศ ปดปิดกลิ่นอื่นไปเสี่ยหมด ด้วยเหตุนี้ การค้นหาของเสี่ยวไป่จึงไร้ผล

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset