ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 80 : เปล่าประโยชน์

เมื่อผู้ที่บรรลุระดับดวงดาวขั้นแปด ด้วยหนึ่งหมัดนั้นอาจมีแรงมากกว่าหนึ่งตัน และอาจจะสามารถทำให้หินแหลกเป็นผุยผงได้เสียด้วยซ้ำ เมื่อเผชิญหน้ากับหมัดนั่น เซี่ยงเส้าหยุนไม่แม้แต่จะหลบ กลับกัน ความมุ่งมั่นได้เพิ่มขึ้น เขาจะตะโกน “ยอดเยี่ยม!”

ดวงดาวภายในตัวเริ่มส่องแสงเจิดจรัส ขณะพลังดวงดาวเริ่มกระจายตัวออก ร่างกายพุ่งไปเบื้องหน้า และปล่อยหมัดของตนปะทะกับหมัดของหลี่เถียนปา

หมัดพลังปราณ เต็มกำลัง!

ตุ้ม!

เมื่อหมัดบรรจบกัน พลังดวงดาวกระจายไปทั่วทั้งลานประลอง การปะทะกันทำให้เซี่ยงเส้าหยุนถอยหลังไปหลายก้าว เขาเสียเปรียบเล็กน้อยในการปะทะครั้งนี้

“ตาย!” จิตสังหารของหลี่เถียนปาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแต่ละก้าวนั้นทำให้พื้นดินต้องสั่นสะเทือน และอีกครั้งหนึ่ง เขาปล่อยหมัดสีแดงเลือดออก หมัดที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งมีกลิ่นอายของจิดสังหรณ์ และออร่าสีโลหิต

“เข้ามาเลย!” เซี่ยงเส้าหยุนมิได้ตื่นกลัวแม้แต่น้อย และยังส่งหมัดออกไปอีกครั้ง

ตู้ม! ตู้ม!

หมัดปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่อากาศโดยรอบเองก็สั้นสะเทือนจากการปะทะครั้งนี้ การต่อสู้อันดุเดือนกำลังดำเนินไป และเลือดของผู้ชมก็เดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น

“แข็งแกร่ง พวกเขาทั้งสองช่างแข็งแกร่งนัก ข้าคงไม่อาจรับหมัดของพวกเขาได้แน่”

“ใช่ เซี่ยงเส้าหยุนกดดันหลี่เถียนปาอย่างหนัก จนเขาต้องใช้วิชาต้องห้าม เซี่ยงเส้าหยุนก็แข็งแกร่งมาก แต่โชคร้าย ข้าคิดว่าเขาคงมิอาจชนะหรอก”

“เรายังไม่รู้บทสรุปเลย หากเซี่ยงเส้าหยุนสามารถยืนหยัดได้สักชั่วโมง หลี่เถียนปาก็จะพ่ายแพ้”

“ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เซี่ยงเส้าหยุนมีคประสิทธิภาพที่จะเป็นศิษย์หนึ่งในสิบอันดับนับจากนี้ พลังของเขามากพอจนไร้ข้อกังขา”

“วันนั้นจะมาถึงเมื่อข้าแข็งแกร่งเช่นพวกเขา!”

ท่ามกลางฝูงชน ลู่เสี่ยวฉิงรู้สึกประหม่าอย่างไม่น่าเชื่อ นางเอาแต่ครุ่นคิดในใจ ‘เส้าหยุนสู้เขานะ เจ้าจะต้องชนะ!’

“ลูกพี่จะต้องชนะ! ลูกพี่จะต้องชนะ!” เซี่ยหลิวฮุยคำราม ขณะสะบัดธงขาวซ้ำไปซ้ำมา เขามีส่วนร่วมในอย่างเต็มที่ในฐานะของบริวาร

บนลานประลอง เซี่ยงเส้าหยุนยังตงต้านทานการโจมตีที่รุนแรงของหลี่เถียนปาได้ หลายหมัดพุ่งปะทะกัน และจะเห็นร่องรอยหยาดโลหิตหยดจากมุมปาก แม้เซี่ยงเส้าหยุนจะใช้พลังมากมหาศาลที่ขั้นสี่จะสามารถใช้ได้ หลี่เถียนปายังคงมีระดับยุทธ์ที่สูงกว่าถึงสี่ขั้น ความห่างชั้นดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่จะเอาชนะได้โดยง่าย หากไม่พยายามให้ดีที่สุดแล้วล่ะก็ เขาจะต้องพบกับความพ่ายแพ้

“เข้ามาเลย เซี่ยงเส้าหยุน! ข้าจะแสดงให้ประจักษ์ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นราชา! ข้า หลี่เถียนปา เป็นราชาที่แท้จริง!” หลี่เถียนปาคำรามอย่างบ้าคลั่งขณะโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า อาจกล่าวได้ว่าเซี่ยงเส้าหยุนทำได้ดีมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสี่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

เซี่ยงเส้าหยุนตะโกน “เจ้าเป็นราชาประเภทไหนกัน? ให้ข้าทำลายความมั่นใจที่น่าสมเพชของเจ้าไหม!”

ทันใดนั้น ปราณสีม่วงได้ปรากฏขึ้นรอบตัวเซี่ยงเส้าหยุน ปราณสีม่วงที่แปรสภาพเป็นกระแสไฟฟ้าที่มีพลังทำลายร้างสูง

หมัดอัสนีบาต!

เซี่ยงเส้าหยุนเคลื่อนไหวราวกับฟ้าร้องดังกึกก้อง ในขณะที่หมัดพุ่งออกไปราวกับฟ้าผ่า เมื่อความดุร้ายของหมัดถึงระดับหนึ่ง พลังที่ราวกับฟ้าผ่าได้ยิงออกจากหมัด ซึ่งมีพลังทำลายล้างราวกับฟ้าผ่าจากสวรรค์ ในตอนนั้นเอง หลี่เถียนปาปลดปล่อยพลังทั้งหมด และส่งหมัดสีแดงเลือดตรงไปยังเซี่ยงเส้าหยุน

ตู้ม! ตู้ม!

เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในลานประลอง แสงสีม่วง และสีแดงเลือดดูราวกับของแข็งขณะพวกมันกระจัดกระจายไปทั่ว แม้แต่เหล่าศิษย์ที่อยู่ใกล้เคียงลานประลองก็แตกกระเจิงด้วยความหวาดกลัวว่าจะโดนลูกหลง

ท้ายที่สุด น้ำพุโลหิตได้พุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ และร่างหนึ่งกระเด็นออกไป เมื่อร่างนั้นล่วงหล่นลงพื้น ผู้ชมทั้งหมดต่างต้องตกตะลึง ร่างนั้นคือหลี่เถียนปา ผู้ที่ใช้วิชาต้องห้ามนั่นเอง ขณะเดียวกัน เซี่ยงเส้าหยุนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยยังคงค้างที่ท่าต่อย กระแสไฟฟ้าหมุนไปรอบร่างกาย เป็นภาพที่ดูน่าประทับใจ

“ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวด้วยความรังเกียจ

หลี่เถียนปาจับแขนที่แหลกเหลว และออร่าเริ่มค่อยจางลง เขาตะโกนราวกับชายวิปลาส หนึ่งชั่วโมงได้ผ่านพ้นไป และตอนนี้ได้รับผลกระทบจากการใช้วิชาต้องห้าม

“เถียนปา!” หลี่เสวียเหมิงร้องเสียงดังด้วยความตกใจ เขากระโดดขึ้นไปยังสนามประลอง และป้อนยาฟื้นฟูใส่ปากหลี่เถียนปา

แม้แต่ผู้ดูแลก็มิกล้าจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เซี่ยงเส้าหยุนไม่ได้เข้าไปห้ามหลี่เสวียเหมิง เขาเพียงกล่าวอย่างเฉยเมย “เจ้าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ อีกไม่นาน ข้าจะท้าทายเจ้า และผู้อาวุโสที่สิบสามเช่นกัน”

จากนั้น เซี่ยงเส้าหยุนลงจากลานประลอง และพุ่งไปยังทางออกภายใต้สายตาที่จับจ้อง สตรีมากมายนับไม่ถ้วนจ้องมองไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยสานตาหวาดหวั่น

“เซี่ยงเส้าหยุนแข็งแกร่งมาก! นี่เขากำลังประกาศสงครามกับผู้อาวุโสที่สิบสามงั้นรึ? นี่สิถึงจะคู่ควรแก่การเป็นราชา!”

“เวรเอ้ย! ข้าคิดว่าตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว! จะทำอย่างไรดี? ข้าไม่คู่ควรกับเขาด้วยซ้ำ”

“ข้าตัดสินใจแล้ว จากนี้ไป ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา ด้วยรูปลักษณ์ของข้า เขาจะต้องมุดใต้กระโปรงของข้าแน่นอน!”

“เหตุใดเจ้าจึงไม่ส่องกระจกดูบ้างเล่า? เจ้าจะต้องงดงามกว่านี้ หากจะทำเช่นนั้น”

การประลองครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้คนทั่วทั้งตำหนักยุทธ์ ผู้อาวุโสสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเซี่ยงเส้าหยุนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นสี่ แต่เขากลับสามารถเอาชนะหลี่เถียนปาซึ่งมีพลังต่อสู้ถึงขั้นแปดระหว่างการประลอง เขาช่างเป็นตัวประหลาด และคู่ควรแก่ตำแหน่งราชา

การประลองครั้งนี้ยิ่งทำให้หยางเกาฉวนต้องเรียงร้องการประชุมฉุกเฉินของเหล่าผู้อาวุโส ที่นั่น เขาประกาศอย่างชัดเจนให้คอยคุ้มกันเซี่ยงเส้าหยุน และจัดหาทรัพยากรที่ตำหนักยุทธ์มีให้แก่เซี่ยงเส้าหยุน พวกเขาจะคอยเลี้ยงดูปูเสื่อเซี่ยงเส้าหยุนอย่างดี

ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศักยภาพของเซี่ยงเส้าหยุนนั้นชัดเจนต่อทุกคน และเมื่อผู้อาวุโสเจิ้นเผิงคอยหนุนหลังเช่นนี้ มิมีผู้ใดกล้าคัดค้าน

นับจากการประลอง ที่พักของเซี่ยงเส้าหยุนกลายเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่นิยมมาก มีศิษย์หญิงมากมายมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหวังจะทำความรู้จักกับเซี่ยงเส้าหยุน

“พี่สะใภ้ ข้าคิดว่าสิ่งนี้จะดูไม่งามสำหรับท่าน! พวกเขาเป็นถึงศิษย์ชั้นในเสียด้วย!” เซี่ยหลิวฮุยกล่าวกับลู่เสี่ยวฉิงที่มุมหนึ่ง ในแววตาของเซี่ยหลิวฮุย ลู่เสี่ยวฉิงเป็นถึงพี่สะใภ้ เป็นคู่หูสุดโรแมนติกของศิษย์พี่ใหญ่ และยังเป็นลูกพี่ของเขา

“แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่าข้ามีรสนิยมที่ดี พวกเขาสามารถแย่งชิงเส้าหยุนได้ตามที่ต้องการ เพราะเขาเป็นของข้าเพียงผู้เดียว” ลู่เสี่ยวฉิงยังคงประกาศอย่างมั่นใจ แทนที่จะเข้าไปยังที่พำนักของเซี่ยงเส้าหยุน นางกลับ กลับไปยังที่พำนักของตนเอง ด้วยสาบานว่าติดต่อกับเซี่ยงเส้าหยุนให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้น เด็กหนุ่มจะห่างจากนางไปเรื่อย ๆ

สำหรับเซี่ยหลิวฮุย เขายังยืนอยู่ที่ทางออก โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเขาเองควรจะออกไปหรือไม่ ดี ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจฝ่าฝูงชนเข้าไป “หยุดผลัดได้แล้ว! บ้าฉิบ พวกเจ้าทำให้อันฑะของข้าเจ็บนะ

หลังจากนั้น เข้ากล่าวคำเหล่านั้น มีหมัดมากมายพุ่งเข้าใส่

“บ้าเอ้ย! เซี่ยงเส้าหยุนเป็นลูกพี่ของข้านะ! ใครต่อยข้ากัน? เจ้าต้องการจะอยู่ในบัญชีดำงั้นหรือ?” เซี่ยหลิวฮุยตะโกน คำเหล่านั้นได้ผล เด็กสาวเปิดทางให้เขาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายคนส่งยิ้มหวานให้ ด้วยหวังให้เด็กหนุ่มพาตนเองเข้าไปด้านใน

 

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset