ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 87 : การประลองประจำเมือง

ข่าวใหญ่โตนี่กระทบต่อสมองของเยี่ยเทียนหลงอย่างมาก ทำให้เขารู้สึกราวกับจิตใจกำลังจะหยุดนิ่งด้วยความตกใจ

‘เป็นไปได้อย่างไร?’ เยี่ยเทียนหลงคำรามในความติด เขารู้ดีว่าการท้าทายห้องแห่งขีดจำกัดนั้นยากเพียงใด ไม่เคยมีผู้ใดในอดีตที่ท้าทายแล้วผ่านมาได้ เขาพบว่าเป็นเรื่องยากจะยอบรับที่เซี่ยงเส้าหยุนสามารถทำทุกสิ่งได้เช่นนี้ เขาไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าตำหนักกล่าวยากเกินจะเชื่อ

“ท่านเจ้าหนักหนัก นะ-นั่นจริงหรือ?” รองเจ้าตำหนัก ฉิงสิวเหอถาม

“เหตุใดทุกคนต้องคิดว่าข้าล้อเล่นเช่นนี้? ผู้ดูแลหอแห่งขีดจำกัดสามารถเป็นพยานได้” หยางเกาฉวนกล่าว

“นั่นเป็นความสำเร็จอันยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน เขาสมควรได้นั่งแล้ว” ทันกวงหัวกล่าว รองเจ้าตำหนักอีกคนซึ่งไม่ค่อยชอบเผยตัวต่อศิษย์

ทันกวงหัวเป็นผู้ดูแลเรื่องภายนอกของตำหนักยุทธ์เป็นหลัง ดังนั้น เขาจึงไม่เป็นที่รู้จักเหมือนฉิงสิวเหอ ซึ่งแท้จริงแล้ว เขามีสถานะที่สูงกว่าฉิงสิวเหอเสียอีก

“แน่นอน นี่เป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีผู้ใดสามารถทำได้มาก่อน ในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์”

“หากท่านเจ้าตำหนักไม่กล่าวเรื่องนี้ พวกเราคงจมอยู่กับความมืดมนเป็นแน่ ดูเหมือนเขาจะเป็นอาวุธลับที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตำหนักยุทธ์ระหว่างการประลองประจำเมืองนะ”

“หากเขาสามารถเพิ่มพูนระดับการฝึกยุทธ์ให้สูงกว่านี้ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงแล้วละก็ เขาจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในการประลองประจำเมืองของให้กับเราอย่างแน่นอน”

“ใช่แล้ว หากเขาสามารถติดสิบอันกับแรกของตำหนักยุทธ์ได้ เราจะสามารถรับเอารางวัลจากนครขอบนภาได้ ด้วยรางวัลนั่น เราอาจจะสามารถเลี้ยงดูผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาอีกคนได้ นอกเหนือจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปรสภาพมากมายที่เรามี

เหล่าผู้อาวุโสทั้งหมดมองไปยังเซี่ยงเส้าหยุนด้วยแววตาเป็นประกาน ในตอนนั้นเอง พวกเขาทั้งหมดได้ยอมรับสถานอของเด็กหนุ่มแล้ว ขณะเดียวกันกับเหล่าผู้เยาว์นั้น พวกเขาจ้องมองเซี่ยงเส้าหยุนด้วยแววตาไร้ซึ่งความเชื่อ

‘แล้วไง? วันหนึ่งเจ้าจะต้องคุกเข่าให้ข้า เพื่อขอความเมตตา เพราะข้าคิดเด็กสาวผู้สง่างามที่สุดท่ามกลางฝูงชน’

เด็กสาวผู้สง่างามผู้นั้นคือกงฉินหยิน บุคคลที่เคยโกรธเคืองเซี่ยงเส้าหยุนมาก่อนอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากนางย้อนกลับมาที่ตำหนักยุทธ์ นางก็ไม่ได้ไปหาเซี่ยงเส้าหยุนเพราะจะแก้แค้น และนางก็ยังไม่ได้ให้อภัยแก่เด็กหนุ่มด้วย แต่นางได้เห็นการต่อสู้ระหว่างเซี่ยงเส้าหยุน และหลี่เถียนปา ซึ่งทำให้ได้บทสรุปว่าเซี่ยงเส้าหยุนนั้นแข็งแกร่งกว่านาง ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่เข้าหาเซี่ยงเส้าหยุนอย่างโจ่งแจ้ง กลับกัน เพราะนางมุ่งเน้นไปที่การฝึกยุทธ์ให้มากขึ้น

นี่ก็ผ่านไปสองเดือนหลังจากพวกเขาพบกันครั้งสุดท้าย และในตอนนี้ กงฉินหยินเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นห้าแล้ว ความเร็วในการเติบโตนั้นมากจนน่าตกใจ

มีอีกสองสามคนเข้ามาใหม่ หนึ่งในนั้นคือศิษย์พี่สาวของลู่เสี่ยวฉิง ‘เฉินฉิน’ นางไม่ลืมแลบลิ้นให้แก่เซี่ยงเส้าหยุนด้วยความซุกซนในตอนที่เด็กหนุ่มมองนาง

“เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้ว งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า” หยางเกาฉวนกล่าว “ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะถึงการประลองประจำเมือง ซึ่งจัดทุกสามปี ทุกการประลองนั้นเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของนครขอบนภา และหนึ่งร้อยสามสิบเมืองรอบนครขอบนภาจะเข้าร่วมด้วย อัจฉริยะทั้งหมดจะมารวมตัวกันเพื่อชิงความรุ่งเรืองให้แก่เมืองของพวกเขา”

ทุกคนต่างใช้เวลาไม่นานเพื่อให้ทราบถึงหน้าที่ต่อไปของตน การประลองประจำเมืองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์จากเมืองต่าง ๆ ผลการแข่งขันจะกำหนดตำแหน่งของแต่ละเมือง และนครขอบนภาจะมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมตามผลการแข่งขัน

นอกเหนือจากการแข่งขันนั่นแล้ว องกรณ์ที่มีศิษย์สิบอันดับแรกจะได้รับรางวัลมากมาย อาจกล่าวได้ว่าการแข่งขันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ และเมืองที่เข้าร่วม

เป็นที่น่าสังเกตว่าของรางวัลที่นครขอบนภามอบให้นั้น เป็นสิ่งที่ทรัพยากรของแต่ละเมืองเทีนยไม่ได้แม้แต่น้อย ซึ่งมันมีประโยชน์มากแม้แต่สำหรับผู้มีระดับราชาเช่นกัน

แต่ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกจากทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยเมืองที่เข้าร่วม  ตำหนักยุทธ์เคยเข้าร่วมงานดังกล่าวมาหลายสิบครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือได้รับอันดับเก้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แม้จะได้รับผลลัพธ์น้อยกว่าที่คาดหวังไว้ แต่พวกเขาก็ไม่เคยพลาดการประลองปรพจำเมืองสักครั้ง นั่นเป็นเพราะการเข้าร่วมการประลองประจำเมืองเป็นการฝึกฝนศิษย์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะช่วยให้ศิษย์ได้เติบโตอย่าวแข็งแกร่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อตำหนักยุทธ์

แต่กระนั้น ด้วยทุกสิ่งในชีวิต การประลองนั่นมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ด้วยมันมีความไม่แน่นอน และมีอัตราการตายที่สูง ในแต่ละครั้งที่จัดขึ้น ผู้เข้าร่วมเจ็ดในสิบล้วนตาย

ไม่ได้มีเพียงศิษย์สิบอันดับแรกของเมืองเท่านั้นที่เข้าร่วม แต่ละเมืองสามารถส่งได้มากถึงห้าสิบคน และด้วยอัตราการตายถึงเจ็ดในสิบนั้นถือว่าสูงมาก

ศิษย์สิบอันดับแรกของตำหนักยุทธ์ในช่วงสามปีนี้ เป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยมรมา พวกเขาจึงถูกตั้งความหวังไว้สูงเพื่อนำชัยชนะมาสู่ตำหนักยุทธ์

“พวกเจ้าไม่เพียงแต่มารวมตัวกันที่นี่เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันนั่น และเราขอเตือนให้พวกเจ้าได้ใช้เวลาสามเดือนนี้ให้คุ้มค่าในการฝึกยุทธ์ ระหว่างนั้น ทรัพยากรทั้งหมดที่มีพวกเจ้าจะสามารถใช้ได้ พยายามทำเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมเสียล่ะว่าจะมีอัจฉริยะจากต่างเมืองมาเข้าร่วมเช่นกัน และบางคนอาจจะมีพรสวรรค์มากกว่าพวกเจ้าเสียด้วยซ้ำ ข้าได้ยินมาว่าบางคนอยู่ระดับแปรสภาพ” หยางเกาฉวนกล่าว

เมื่อเหล่าศิษย์ได้ฟังเรื่องที่มีเหล่าศิษย์ระดับแปรสภาพจากต่างเมืองเข้าร่วมด้วย พวกเขาเผยท่าทีเคร่งขรึม

ศิษย์ทั้งสิบที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง หรือมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น และยังเป็นผู้เยาว์ที่มีความภาคภูมิใจ ด้วยมีความคิดว่าตนเองเก่งกล้าที่สุดในคนอายุเท่ากัน แต่เมื่อได้ฟังว่ามีบางคนที่มีอายุเทียบเท่าบรรลุถึงระดับแปรสภาพ พวกเขาก็เริ่มกดดันยิ่งขึ้น

ความห่างชั้นระหว่างพวกเขา และผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปรสภาพนั้นกว้างใหญ่นัก แม้จะมีผู้ฝึกยุทธ์ช่วงท้ายของระดับดวงดาวเป็นสิบก็ไม่อาจเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับแปรสภาพเพียงคนเดียวได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกดดันกับความห่างชั้นเช่นนี้

“โม่ซู เจ้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ดังนั้นภาระของเจ้าจะหนักที่สุด ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะดูแลเหล่าศิษย์น้องได้ ใช่ไหม?” ทันกวงหัวกล่าว

โม่ซูเป็นผู้ที่ทันกวงหัวภูมิใจ และยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นเก้าด้วย เขามีอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น มีร่างกายที่ดูราวกับวีรบุรุษ และใบหน้าอันหล่อเหลาในชุดฝึกซ้อม  ด้วยร่างกายที่สูงตรง และดาบที่พาดอยู่ด้านหลัง

แม้แต่ตอนที่กล่าว เขาก็ถือตัวด้วยท่าทางละเอียดอ่อน “ข้า โม่ซู จะดูแลเหล่าศิษย์น้องให้ดีที่สุดขอรับ”

“แต่หากมอบหน้าที่ดูแลศิษย์น้องแล้ว ตัวเขาเองจะมิเสียโอกาสในการต่อสู้เพื่อตำแหน่งที่ดีกว่าหรือ? การมอบหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กมันเหมาะสมแล้วจริงหรือ?” ฉิงสิวเหอถาม

“ไม่แน่นอน ข้าเชื่อมั่นว่าโม่ซูจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างดูแลศิษย์น้อง และฝึกฝนการต่อสู้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีได้แน่นอน” ทันกวงหัวมีความมั่นใจท่วมท้นต่อศิษย์ของตน

“เอาล่ะ หลังจากนี้ไป อย่าลืมขอสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ ตำหนักยุทธ์จะดูแลทุกสิ่งเพื่อสนับสนุนพวกเจ้าอย่างสุดความสามารถ” หยางเกาฉวนกล่าว เขาหยุด และมองไปที่เซี่ยงเส้าหยุน ก่อนจะกล่าว “ทุกคนไปได้ เซี่ยงเส้าหยุน เจ้าอยู่ก่อน”

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset