ศพ – ตอนที่ 283 จ่ายค่าเรียน

ศพ ตอนที่ 283 จ่ายค่าเรียน

 

หลังฟังยายโม่พูดจบ เส้นประสาทที่ตึงของผมก็คลายออกทันที

ถ้าพูดแบบนั้น งั้นมู่หลงเหยียนกับยายโม่ก็ปลอดภัยแล้วซิ

ทํางานอย่างเรา ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าผีที่มีสุสานและไม่มีต่างกันยัง

 

ผีที่ไม่มีสุสาน นอกจากต้องทนทุกข์ตากลมตากฝนอยู่ข้างนอกแล้ว ยังต้องเร่ร่อนไปทั่ว

พอเร่ร่อนได้สักพักแล้ว สติปัญญาก็จะค่อยๆถดถอย กลายเป็นศพเดินได้แทน

ถ้าโชคดีหน่อยก็จะเร่ร่อนไปเจอบ้านที่ยังไม่มีใครอยู่ หรือเดินวนรอบๆวัดเพื่อสูดกลิ่นธูป ฟังคําสวดต่างๆ

ก็อาจจะกลับมามีสติเช่นเดิม

หากโชคดีอีกหน่อย ก็จะถูกพาตัวไปที่ยมโลก

 

แต่พวกที่ไม่มีหลุมศพแบบนี้ ถึงจะลงไปแล้ว ก็ยากที่จะได้กลับมาเกิดใหม่ทันที คล้ายกับคนที่ติดบัญชีดํา

 

ดังนั้น สุสานไม่เพียงทําให้พวกวิญญาณมีที่อยู่ ยังคล้ายกับบัตรประชาชนของผู้มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายด้วย

 

ขอแค่มีสุสานอยู่ และดวงวิญญาณไม่ได้เปื้อนแรงอาฆาตหรือความชั่วร้าย ปกติแล้ว ก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่บนโลกมนุษย์ได้อีกพักหนึ่ง และยังสามารถลงไปรายงานตัวในนรกได้ทุกเมื่อ

 

สําหรับกฏและข้อจํากัดต่างๆ ตัวผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน

 

แต่ขอแค่มีหลุมศพและไม่มีแรงอาฆาต มู่หลงเหยียนและยายโม่ ก็ไม่จัดว่าเป็นผีไม่มีสุสาน หรือแทบไม่มีปัญหาใดๆเลยก็ว่าได้

 

ในเวลาเดียวกัน เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงคนชั่วพวกนั้น คนไหนบ้างที่ไม่มีแรงอาฆาตติดตัว

คนประเภทนี้ถ้าถูกยมทูตเห็นเข้าละก็รับประกันได้เลยว่าต้อง โดนจับลงไปยมโลกแน่ๆ

จากบาปที่ตัวเองก่อ ย่อมได้รับโทษที่ต่างกันไป แต่ยังไงก็ต้องตกนรก 18 ขุม ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ขอแค่มีถนนหยินอยู่ใกล้ๆพื้นที่ของพวกเราก็เป็น “ พื้นที่ต้องห้าม” ของพวกคนชั่วนั่นแล้ว

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็ค่อยๆถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วหันไปพูดกับมู่หลงเหยียนและยายโม่ว่า

“ งั้นก็ดี แบบนี้ผมเองก็จะได้สบายใจ !”

มู่หลงเหยียนกลับยกยิ้มที่มุมปาก “ เจ้ากาก ไม่เลวนี่ ! วันนี้เอาดอกไม้มาให้ฉัน แล้วยังรู้จักเป็นห่วงความปลอดภัยของฉันอีก ดูเหมือนนายก็ไม่ได้กากอะไรขนาดนั้นนะ! ”

 

เมื่อได้ยินคําพูดของมู่หลงเหยียน อารมณ์ที่เคยดีๆอยู่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นกลอกตาให้เธอทันที แต่ผมก็ขี้เกียจเถียงกับเธอ

มู่หลงเหยียนเห็นผมไม่พูด เลยไม่แซวผมอีก แต่พูดกับผมว่า “ เจ้ากาก เรื่ององค์กรตาผีนายสบายใจได้ สถานที่แห่งนี้พวกผู้อาวุโสที่มีพลังกล้าแกร่งและตําแหน่งสูงส่งในองค์กรไม่มาหรอก ถึงมากก็เป็นแค่พวกลูกกระจ๊อกเท่านั้นแหละ สู้กับพวกนั้นไม่ยากหรอก !”

“ เออใช่ แล้วก็ ! เพลงดาบของนายห่วยขนาดนี้ คืนนี้ไม่ต้องกลับไปแล้วนะ ฉันจะสอนวิชาดาบให้ชุดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นได้ออกไปขายหน้ากันพอดี! ”

 

มู่หลงเหยียนไม่ได้สุภาพกับผมมากนัก แสดงนิสัยเจ้าอารมณ์ออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่มู่หลงเหยียนก็เป็นแบบนี้แหละ ผมเองก็ขี้เกียจเถียงเธอ

เถียงไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายก็ไม่ได้โดนอัดหรือไม่ก็โดนล้ออีกตามเคย

 

ด้วยเหตุนี้ ผมเลยพยักหน้าให้มู่หลงเหยียน แสดงว่าผมตกลง

 

ต่อจากนั้น มู่หลงเหยียนก็ส่งดอกเบญจมาศให้ยายโม่ จากนั้นก็หยิบดาบยาวขึ้นมากวัดแกว่ง บอกให้ผมทําตามเธอ

เมื่อกี้ผมได้เรียนรู้วิถีดาบของมู่หลงเหยียนแล้ว สง่างามและชาญฉลาด แถมยังโจมตีได้อย่างเฉียบคม

ลูกเล่นเต็มไปหมด

มันดีกว่าวิชาดาบข้างถนนของผมหลายร้อยเท่าจริงๆนั่นแหละ ผมก็หยิบดาบขึ้นมาเรียนอย่างตั้งใจอยู่ข้างๆ

ปกติมู่หลงเหยียนจะค่อนข้างเจ้าอารมณ์กับผม อะไรนิดๆหน่อยๆก็ขู่ผม หรือแม้แต่ลงมือลงไม้กับผมเลยก็มี

 

แต่ตอนสอนวิชาดาบให้ผม เธอกลับระมัดระวังมาก หรือแม้แต่ไม่ใส่อารมณ์กับผม

แถมเธอยังเข้ามาใกล้ชิดผมเป็นครั้งคราว ชี้แนะนําเรื่องท่าทางของผม เพราะอยู่ใกล้มาก ผมสีดําของเธอเลยปลิวมาโดนหน้า ผมกลิ่นหอมอ่อนๆทําให้คนสับสน.

 

เรื่องก็เป็นแบบนี้ ผมอยู่จวนมู่หลงหนึ่งคืนเต็ม

เพราะมีเวลาจํากัด ผมเลยเรียนและฝึกอยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง

และยังไม่ขาดตอน มู่หลงเหยียนเองก็ไม่ให้ผมพัก บอกว่าเรียนแล้วต้องเรียนให้จบในรวดเดียว

ผลลัพธ์พอผมเรียนวิชาดาบชุดนั้นเสร็จแล้ว ผมก็เหนื่อยจนแทบหมดลมหายใจ

ตอนนั้นเองมู่หลงเหยียนถึงปล่อยให้ผมไปพัก แถมยังกําชับกับผมอีกว่า พอกลับไปแล้วหมั่นฝึกฝนเป็นสองเท่า หากเรียนสําเร็จแล้ว วันข้างหน้ามันจะมีประโยชน์กับผม

สําหรับเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าตัวเองจะต้องทําได้แน่ๆ

เพราะเหนื่อยเกินไป หลังจากนั่งพิงที่ภูเขาปลอมพักหนึ่ง

 

สุดท้ายตัวผมก็หลับไปซะอย่างงั้น

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่าฟ้าสว่างแล้ว

เมื่อมองสิ่งที่ตัวเองนิ่งอยู่อีกที่ มันใช่ภูเขาปลอมที่ไหนละ มันเป็นหินก้อนใหญ่ชัดๆ

ลานบ้านที่อยู่รอบๆก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นปารกร้างว่างเปล่า

ดาบที่ถืออยู่ในมือ ในเวลานี้กลับเปลี่ยนเป็นไม้ท่อนหนึ่ง

 

ภาพมายา ภาพที่เห็นเมื่อวาน นอกจากมู่หลงเหยียนและยายโม่ ของทุกอย่างก็เป็นของปลอมทั้งหมด

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็ทิ้งท่อนไม้ท่อนนั้น แล้วกําลังจะเดินออกไปจากที่นี่

แต่ทันใดนั้นเอง ผมกลับพบว่าตรงหน้าอกมีชุดผู้หญิงโทรมๆชุดหนึ่งคลุมอยู่

ผมอึ้งไปพักหนึ่ง ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบ

เอ๊ะ ! นี่มันของจริงนิ!

 

แถมบนชุดนี้ยังมีกลิ่นคุ้นๆด้วย นี่มันไม่ใช่ของมู่หลงเหยียนเหรอ

 

ผมใจเต้นแรง ต้องใช่แน่ๆ ชุดนี้ต้องเป็นของมู่หลงเหยียนแน่ๆ แถมชุดนี้ยังเป็นของจริงอีกด้วย

สงสัยเมื่อคืนมู่หลงเหยียนเห็นผมฝึกจนเหนื่อย นอนหลับอยู่ตรงนี้แล้ว เธอก็เลยกลัวว่าอากาศจะหนาวเลยเอาชุดของเธอมาห่มให้ผม

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก แต่ยังไงมันก็รู้สึกอบอุ่นนั่นแหละ

 

ผมหยิบชุดออกแล้วค่อยๆลุกขึ้น กวาดสายตามองรอบๆ จากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา “ ขอบใจนะน้องศพ

ฉันเอาชุดวางไว้ตรงนี้นะ มีเวลาว่างแล้วจะมาหาเธอใหม่นะ! ”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็วางชุดบนก้อนหินที่เต็มไปด้วยมอส และกําลังจะเดินออกไป

 

ผลลัพธ์ภายใต้ความคลุมเคลือ จู่ๆข้างหูของผมก็มีเสียงมู่หลงเหยียนดังขึ้น “ ชุดเหม็นเพราะนายแล้ว

 

ของอยู่ในรถเข็นนายแล้ว เทศกาลกวงกุ้นอย่าลืมเซ่นไหว้ให้ฉันด้วยละ! ”

เมื่อได้ยินคําพูดนี้ ผมก็งงในทันที

เรื่องอะไรกัน ? รถเข็น ? เทศกาลกวงกัน ? เซ่นไหว้ ?

ผมรับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูเถาเปาทันที

สุดท้ายเมื่อมองไปที่รถเข็น ผมก็พบว่ามันมีมากกว่า 20 รายการ เสื้อผ้าผู้หญิงสไตล์เกาหลี เสื้อโค้ทยาวแคชเมียร์ กางเกงยีนส์ขาสั้น เอวสูงสไตล์วินเทจ รองเท้าส้นสูงหัวแหลมกันลื่น ฯลฯ

 

พระเจ้า! นี่มันเรื่องบ้าอะไร? ทําไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้ละ

ตอนนี้แม้แต่ผีผู้หญิงก็ฉลองเทศกาลกวงกุ้นกันแล้วเหรอ?

เมื่อกี้ผมยังรู้สึกอบอุ่นหัวใจอยู่เลย แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกแย่สุดๆ

 

แค่ชุดนี้ชุดเดียว แถมยังเพิ่งผ่านไปแค่ค่อนคืน ตอนนี้กลับใช้ของในรถเข็นพวกนี้มาแลก มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ?

 

“ นี่ นี่มันเยอะเกิน เกินไปหน่อยหรือเปล่า? ” ผมทําท่าทางอมทุกข์

อาจารย์ให้เงินเดือนผมแค่ 1,200 หยวน อั่งเปาที่คุณเหวินให้ไว้ก่อนหน้านี้ ก็เอาไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เกือบหมดแล้ว

ผมกวาดสายตามองราคาแวบหนึ่ง ทั้งหมด 5,000 กว่าหยวน แล้วผมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อละ ?

 

สุดท้ายมู่หลงเหยียนกลับพูดอย่างเย็นชา “ เจ้ากาก ให้นายซื้อข องแค่ไม่กี่อย่างจะเป็นอะไรไป! บ่นอยู่ได้ ! ฉันไม่ได้ซื้อชุดใหม่มาตั้งหลายร้อยปีแล้ว อีกอย่าง ของพวกนี้ก็ถือเป็นค่าสอนวิชาดาบให้นาย ! แล้วก็

เมื่อวานฉันช่วยถามให้นายแล้ว จะมีส่วนลดในเทศกาลกวงกัน ของพวกนี้รวมกันแล้ว จะใช้เงินประมาณสามพันกว่า นายจะซื้อหรือเปล่าดูเอาเองก็แล้วกัน ฮึ………..”

หลังจากพูดจบ เสียงมู่หลงเหยียนก็ไม่ดังขึ้นอีก ทิ้งให้ผมทําหน้าไปไม่เป็นอยู่คนเดียว

 

สามพันกว่า พูดว่าเยอะก็ไม่เยอะ พูดว่าน้อยก็ไม่น้อย

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เอาเถอะ ! เงินก้อนนี้ยังพอหามาคืนได้ คิดซะว่าเป็นค่าเรียนวิชาดาบ และถือเป็นการซื้อเสื้อผ้าให้ผีเมียที่น่าสงสารไม่ได้ซื้อใหม่มาหลายร้อยปีก็แล้วกัน

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset