หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 242 ความจริงเปิดเผย

นางเจียงกล่าวราวกับว่าเป็นเรื่องจริง สมจริงเสียจนหน่วยกล้าตายคนที่ถูกชี้ตัวนั้นนึกสงสัยขึ้นมาว่าตนเองอาจจะลักพาตัวนางไปจริง
หน่วยกล้าตายเกาศีรษะใช้ความคิดอย่างหนัก
นายท่านรองใหญ่โมโหสุดขีด เจ้าคิดว่าเจ้าทำจริงรึ?!
ทางด้านหนึ่งนางเจียงก็ยืนกรานว่าหน่วยกล้าตายของนายท่านรองใหญ่เป็นคนลักพาตัวนางไป อีกด้านหนึ่ง นางหลี่กับลูกๆ รวมไปถึงอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาก็รู้เรื่องแล้วเช่นกัน
“ท่านแม่ข้าจับคนร้ายได้แล้วหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
จื่อซูพยักหน้า “บ่าวได้ยินบ่าวจวนตะวันตกบอกว่าตอนนี้จวนตะวันตกเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
อวี๋หวั่นลูบคาง “ในเมื่อท่านแม่จำคนร้ายได้ พวกเราก็จะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องไปเค้นเอาคำอธิบายสักหน่อย ไปเร็ว!”
อวี๋หวั่นจูงข้อมือสามีของตนออกไปยังจวนตะวันตกอย่างรีบร้อน
นางหลี่และลูกทั้งสองมาถึงเรือนของนายท่านรองใหญ่ อวี๋หวั่นก็เพิ่งก้าวเท้าข้ามประตูเข้ามาก็ได้ยินเสียงแหลมของนางหลี่ “ข้าวกินมั่วๆ ได้! แต่คำพูดไม่อาจพูดมั่วๆ ได้! พวกเจ้าใส่ร้ายอารองของพวกเจ้าเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่?”
อวี๋หวั่นถูกเสียงเล็กแหลมเสียดโสตประสาททำให้หูชาไปหมด จนเธอต้องส่ายหน้าน้อยๆ
เยี่ยนจิ่วเฉายังคงมีสีหน้าไม่ยี่หระ ทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง ด้านในมิได้มีเพียงนายท่านรองใหญ่และพวกนางหลี่ สามพี่น้องจากจวนตะวันตกก็อยู่เช่นกัน พวกเขาเจอเห้อเหลียนอวี่และเห้อเหลียนเฉิงหลายครั้งแล้ว ส่วนเห้อเหลียนเฟิงนั้นพบกันอย่างผิวเผิน ไม่นับว่าคุ้นเคย
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็นึกได้ว่าครั้งก่อนที่เห้อเหลียนเฟิงมายังจวนตะวันออก สามีของเธอไม่อยู่ในเหตุการณ์ จึงส่งสายตาให้เยี่ยนจิ่วเฉาแล้วบอกว่า “คนที่สวมชุดสีน้ำเงินเข้มคือเห้อเหลียนเฟิง หลานชายคนโตของนายท่านรองใหญ่”
เห้อเหลียนเฟิงหน้าตาละม้ายคล้ายกับเห้อเหลียนฉี เพียงแต่ได้รูปร่างหน้าตาของนางหลี่มาบ้าง จึงนับว่าหล่อเหลากว่าเห้อเหลียนฉีมาก
เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉาได้ยินที่อวี๋หวั่นพูด ก็เหลือบมองเห้อเหลียนเฟิง
บังเอิญเหลือเกิน ทันทีที่ทั้งสองคนเดินเข้ามา สายตาของเห้อเหลียนเฟิงก็ทอดมองออกไปด้านนอก ทำให้เขาสบสายตากับเยี่ยนจิ่วเฉาเข้าพอดี สายตานั้นดูไม่ยี่หระและว่างเปล่า ราวกับว่าหากอวี๋หวั่นไม่ได้แนะนำตั้งแต่แรก คนผู้นี้ก็คงไม่คิดจะมองเขา
การรู้จักกับคนประเภทนี้ทำให้ความรู้สึกแปลกประหลาดถาโถมขึ้นมาในใจของเห้อเหลียนเฟิง
หลังจากที่เห้อเหลียนเซิงถูกขับออกจาตระกูล เห้อเหลียนเฟิงจึงกลายเป็นหลานชายคนโตแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ ในฐานะที่เป็นหลานชายคนโตของจวนตะวันตก เห้อเหลียนเฟิงปราดเปรื่องทั้งการเรียนและวิชายุทธ์ ผู้คนต่างชื่นชมและอิจฉา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับสายตาหมางเมินเช่นนี้
อย่างไรก็ดี ในตอนนี้เห้อเหลียนเฟิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ นางหลี่เริ่มเปิดฉากโวยวายในห้องแล้ว
นางหลี่เรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเองว่า “พวกเจ้าตอบมาสิ! เป็นใบ้หรืออย่างไร! พวกเจ้าจะทำอะไร คิดว่าข้าไม่รู้รึ? ทนไม่ได้ที่จวนตะวันตกจะได้ไปเซ่นไหว้บรรพชน จึงพยายามทำทุกหาทางเพื่อขัดขวางใช่ไหมเล่า?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” เห้อเหลียนเป่ยหมิงตอบ
ทว่าเขายังไม่ทันพูดจบ นางหลี่ก็ตัดบทขึ้นมาว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นอะไร? ก่อนหน้านี้ไม่ได้ดีอยู่แล้วหรอกหรือ? เขาไม่ได้ตายไปแล้วหรือ? อยู่ๆ ก็มีหลานโผล่มา? จากนั้นก็มีลูกโผล่มาอีก? ก่อนหน้านี้พวกเจ้าบอกว่าอย่างไร! พี่รองกับพี่สะใภ้รองตายในตำบลชิงเหอ ทิ้งลูกชายเอาไว้คนเดียว แล้วอยู่ๆ พี่รองกับพี่สะใภ้รองก็โผล่มา! บอกว่าก่อนหน้านี้กำลังหนีหนี้จึงบอกว่าตายไปแล้ว! คำแก้ตัวเฮงซวยเช่นนี้ใครจะไปเชื่อ!”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเริ่มรู้สึกขุ่นเคือง
ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าน้องชายยังมีชีวิตอยู่นี่…
หากนางหลี่กล่าวมาเพียงเท่านี้ ก็นับว่านางได้เปรียบแล้ว แต่นางกลับยังไม่หยุด “ทั้งยังมีเรื่องที่นายท่านถูกลอบทำร้ายอีก! เรื่องก็เกิดที่จวนตะวันออกของพวกเจ้า ตอนนี้ข้าลองคิดๆ ดูแล้ว เรื่องนี้ก็คงไม่ง่าย! บางทีพวกเจ้าอาจปองร้ายนายท่านมาตลอดเลยก็ได้!”
อวี๋หวั่นเดินเข้าไป “อาสะใภ้ ท่านพูดเช่นนี้เป็นการกล่าวหาพวกเรานะเจ้าคะ เรื่องที่นายท่านถูกทำร้ายได้อย่างไรไม่สู้ให้เขาบอกท่านเองดีกว่าหรือ แต่เกรงว่าเขาจะไม่กล้าพูด”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน?” นางหลี่ตวาด
อวี๋หวั่นไม่ยอมปล่อยให้ความเดือดดาลของนางหลี่มาบีบคั้นเธอได้ จึงพูดออกไปว่า “อาสะใภ้รู้หรือไม่เจ้าคะว่าแท้จริงแล้วใครเป็นคนส่งคนร้ายมาลอบสังหารท่านลุงใหญ่? คนนั้นก็คือนายท่านรองใหญ่ เขาปลอมลายมือของเห้อเหลียนเซิง หลอกให้ท่านลุงใหญ่ออกไปข้างนอก หลังจากนั้นก็ให้คนร้ายปลอมเป็นเห้อเหลียนเซิง แล้วอาศัยจังหวะที่ท่านลุงใหญ่ไม่ได้ตั้งตัว แทงเขาไปหนึ่งที หากไม่ใช่เพราะลุงใหญ่โชคดี ป่านนี้ป้ายชื่อของเขาได้ไปอยู่ในศาลบรรพชนแล้ว”
“เจ้า…มากไปแล้วนะ!” นางหลี่ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง “เจ้ากุเรื่องขึ้นมาเป็นแน่!”
ผู้ที่ตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่านางหลี่ก็คือเห้อเหลียนเป่ยหมิง
อวี๋หวั่นรู้ว่าเรื่องนี้น่าตกใจ และรู้ว่านี่เป็นความจริงที่ไม่อาจทำใจยอมรับได้ในชั่วข้ามคืน แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป “นายท่านรองใหญ่ยอมรับต่อหน้าเห้อเหลียนเฉาแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เขาพูดอย่างนั้น”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพูดไม่ออก
นางหลี่ยังไม่ยอม “พวกเจ้า…พวกเจ้าโกหก! พวกเจ้ารวมหัวกันใส่ร้ายนายท่าน! พวกคนใจโฉดโหดเหี้ยม!”
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกข้าจะไปใส่ร้ายเขาทำไม? ใส่ร้ายเขาไปแล้วได้ประโยชน์อะไร? นายท่านรองจวนตะวันออกกลับมาแล้ว เขาเป็นทายาทของสกุลเห้อเหลียน พวกข้าไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ แค่นอนเฉยๆ ก็ชนะแล้ว ทำไมจะต้องเปลืองแรงปองร้ายนายท่านรองใหญ่ หาเรื่องใส่ตัวด้วยเล่า?”
นี่เป็นเรื่องจริง หากจะบอกว่ามีเห้อเหลียนเฉาเพียงคนเดียว การลอบสังหารเพราะต้องการครอบครองจวนตะวันตกก็คงฟังขึ้นมากกว่านี้ ชื่อของเห้อเหลียนเป่ยอวี้ปรากฏอยู่ในพงศาวลีของตระกูล ทั้งยังเป็นน้องชายแท้ๆ ของเห้อเหลียนเป่ยหมิง หากจะกล่าวก็คงไม่เกินจริงว่าเขาเพียงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สิทธิ์ในการครอบครองมรดกก็ยังคงเป็นของเขาอยู่ดี จวนตะวันออกไม่มีทางลงมือกับจวนตะวันตก
อวี๋หวั่นค่อยๆ ก้าวไปด้านหน้า “ถ้าหากอาสะใภ้ยังไม่เชื่อ ข้าใคร่อยากจะย้ำเตือนท่านสักหน่อย ใส่ร้ายเขา? เขาคู่ควรถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ครานี้เป็นนางหลี่ที่พูดไม่ออก
ว่าตามเหตุผลแล้ว นางหลี่ยอมรับสิ่งที่อวี๋หวั่นพูด แต่เมื่อว่ากันตามความรู้สึก นางหลี่ยังไม่อยากถอยหลังกลับ นางฝันอยากเป็นนายหญิงมานานถึงเพียงนี้ ไฉนความฝันกลับสลายสิ้นในชั่วพริบตาเดียว?
อวี๋หวั่นไม่ปล่อยให้นางหายใจหายคอ จึงเชือดเฉือนด้วยคำพูดว่า “แล้วก็ เกรงว่าเรื่องร้ายแรงที่นายท่านรองใหญ่ทำคงจะไม่ได้มีเพียงลอบสังหารแม่ทัพใหญ่และลักพาตัวฮูหยินรอง แต่ที่นายท่านรองตกเขาในปีนั้น เรื่องที่วรยุทธ์ของท่านลุงใหญ่เกิดธาตุไฟเข้าแทรก รวมไปถึงเรื่องของฮูหยินใหญ่และเห้อเหลียนเซิงก็หนีไม่พ้นนายท่านรองนี่แหละ!”
“เจ้า… เจ้า…” นางหลี่โมโหจนแทบหงายหลัง!
สามพี่น้องสกุลเห้อเหลียนกำลังยืนตะลึงงัน แม่นางคนนี้พูดถึงอะไรกัน? ท่านปู่ของพวกเขาเป็นคนทำเรื่องชั่วช้า
เหล่านี้หรือ? เป็นไปไม่ได้! พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าท่านปู่จะเป็นคนเช่นนี้!
เห้อเหลียนเป่ยหมิงมองไปยังนายท่านรองใหญ่ซึ่งนอนอยู่บนเตียง แล้วกล่าวด้วยใบหน้าหมองหม่นว่า “ท่านอา
รอง ข้าต้องการคำยืนยันจากท่าน เรื่องเหล่านี้ ท่านเป็นคนทำใช่หรือไม่?”
แน่นอนว่านายท่านรองใหญ่ไม่อาจตอบคำถามได้ แต่นัยน์ตาร้อนรนของเขานั้นก็เพียงพอให้ใบหน้าของเห้อเหลียนเป่ยหมิงหม่นหมองลงยิ่งกว่าเดิม
มือของเห้อเหลียนเป่ยหมิงจับรถเข็นแน่น “ท่านอารอง ล่วงเกินแล้ว”
คืนนั้น เห้อเหลียนเป่ยหมิงก็เริ่มตรวจค้นจวนตะวันตก คนแรกที่เป็นเป้าหมายก็คือนายท่านรองใหญ่ ห้องหนังสือของเขา ห้องเก็บของของเขา หน่วยกล้าตายของเขา รวมไปถึงการติดต่อสื่อสารของเขาและคนอื่นๆ ทุกสิ่งล้วนแต่ถูกองครักษ์ของเห้อเหลียนเป่ยหมิงสืบค้นจนหมด
หากไม่อยากให้คนรู้ก็ต้องไม่ทำ ก่อนหน้านี้เรื่องไม่ถูกเปิดเผยออกไปก็เพราะไม่มีผู้ใดนึกสงสัยเขา แต่เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา เขาก็ไม่อาจขัดขวางการตรวจสอบได้แล้ว
คนแรกที่ทนไม่ไหวและยอมสารภาพออกมาก็คือพ่อบ้านของจวนตะวันตก
พ่อบ้านติดตามนายท่านรองใหญ่มานานหลายปี ครอบครัวของเขาอยู่ในเงื้อมมือของนายท่านรองใหญ่ เพราะฉะนั้นนายท่านรองใหญ่จึงมิได้กังวลว่าจะถูกเขาหักหลังแต่อย่างใด แต่เมื่อเห้อเหลียนเป่ยหมิงจับคนในครอบครัวทั้งหมดของพ่อบ้านเข้าไปขังในคุกของจวนตะวันออก พ่อบ้านก็ขวัญหนีดีฝ่อขึ้นมา
ในตอนนี้เขาจึงเข้าใจทันทีว่าเห้อเหลียนเป่ยหมิงมิได้ไร้วิธีจัดการพวกเขา หากแต่เขาไม่ได้จัดการก็เท่านั้นเอง
“ข้ายอมแล้ว…ข้าจะบอกทั้งหมด…พวกท่านปล่อยคนในครอบครัวข้าไปเถิด…” พ่อบ้านคุกเข่าโขกศีรษะอยู่หน้าคุก
อวี๋กังข่มขู่ว่า “เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง ปล่อยไม่ปล่อยก็แล้วแต่ข้า เจ้าบอก ก็ไม่แน่ว่าข้าจะปล่อย แต่ถ้าเจ้าไม่บอก ข้าจะเชือดพวกเขาเดี๋ยวนี้แหละ!”
“อย่าๆๆ! ข้าบอกแล้ว!” พ่อบ้านเล่าเรื่องที่ตนมีส่วนช่วยในแผนการชั่วร้ายในครั้งนั้น “เมื่อสามสิบห้าปีก่อน นายท่านรองใหญ่ได้ดัดแปลงรถม้าของฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านรองไว้แล้ว เดิมทีหวังว่าสองแม่ลูกจะตกลงเขาไปด้วยกัน ไหนเลยจะรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับรอดชีวิตมาได้ นายท่านรองใหญ่กังวลว่าทารกจะตกลงไปแล้วไม่ตาย จึงส่งหน่วยกล้าตายไปตามเก็บกวาด…สิ่งที่นายท่านรองใหญ่คงไม่ได้คาดคิดก็คือ หน่วยกล้าตายคนนั้นไม่เพียงไม่สังหารทารก แต่กลับหาศพทารกมาสับเปลี่ยน…”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงนั่งอยู่ในอีกห้องหนึ่ง พ่อบ้านไม่เห็นเขา ทว่าเขาเห็นพ่อบ้าน ได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านเล่า ร่างของเขาพลันรู้สึกเย็บเฉียบ
“อีกทั้งนายท่านรองใหญ่ยังรับสินบนมาไม่น้อย ทรัพย์สินทั้งหมดล้วนถูกเก็บไว้ในภูเขาลูกหนึ่ง ข้าไม่เคยไปภูเขาลูกนั้น แต่ข้าเป็นคนทำบัญชีของสินบนทั้งหมด!”
อวี๋กังหาสมุดบัญชีของพ่อบ้านมา ตรวจสอบรายละเอียดดูแล้ว นี่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในค่ายหน่วยกล้าตายหรอกหรือ? เช่นนั้นเรื่องที่ว่าหน่วยกล้าตายเป็นรังเก่าของนายท่านรองใหญ่ก็มีหลักฐานมาสนับสนุนแล้ว
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยังคงมีสีหน้าเย็นเยียบ ท่านอารอง ท่านรู้ใช่ไหมว่าการครอบครองหน่วยกล้าตายจำนวนมากขนาดนั้นมีโทษถึงประหารทั้งตระกูล? เพื่อที่จะจัดการข้า ท่านถึงกับต้องลากสกุลเห้อเหลียนทั้งสกุลลงน้ำไปด้วยเชียวหรือ?
“พูดต่อสิ!” อวี๋กังเหยียบเท้าพ่อบ้าน
“ขอรับๆๆ!” พ่อบ้านรีบเล่าเรื่องเหล่าผู้มีอำนาจที่มีการติดต่อกับนายท่านรองใหญ่ ชื่อของทุกคนล้วนแต่ทำให้พวกเขาต้องตื่นตะลึง หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเรื่องที่นายท่านรองใหญ่ลอบสังหารเห้อเหลียนเป่ยหมิงและลักพาตัวนางเจียง เรื่องนี้พ่อบ้านก็ไม่รู้รายละเอียดเท่าไรนัก แต่มั่นใจได้ว่านายท่านรองใหญ่เป็นคนทำอย่างแน่นอน เป็นเพราะพ่อบ้านไปหาคนมาคัดลอกลายมือของเห้อเหลียนเซิงด้วยตนเอง
“แล้วเรื่องที่ท่านแม่ทัพใหญ่ธาตุไฟเข้าแทรก เป็นเพราะเขาลงมือด้วยหรือไม่?” อวี๋กังสงสัยว่าอาจเกิดสิ่งใดผิดพลาดกับแม่ทัพใหญ่บ้านตน ส่งผลให้เขาเป็นเช่นนี้
“ไมใช่” พ่อบ้านมีสีหน้าแน่วแน่ “ไม่ใช่จริงๆ”
อวี๋กังมองเขาด้วยความเคลือบแคลงใจ “เจ้าแน่ใจ?”
พ่อบ้านถอนหายใจ กล่าวว่า “ข้าสารภาพความผิดไปไม่มีตกหล่น แต่เรื่องนี้นายท่านรองใหญ่ไม่ได้ทำจริงๆ! ต่อให้นายท่านรองใหญ่จะหน้ามืดตามัวกว่านี้ก็ไม่มีทางลงมือกับท่านแม่ทัพโดยตรงหรอก! อีกอย่าง เรื่องนี้เจ้าไม่ได้ไปตรวจสอบแล้วหรือ?”
ตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบอะไรทั้งสิ้น
อวี๋กังขมวดคิ้ว “เช่นนั้นเรื่องของฮูหยินบ้านข้ากับคุณชายใหญ่เล่า?”
พ่อบ้านชะงักไป แล้วกล่าวว่า “เจ้าหมายถึงนางถานกับคุณชายเซิงหรือ? นายท่านรองใหญ่คิดจะลงมือกับคุณชายเซิงก็จริง แม้แต่ยาพิษเตรียมเอาไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันได้วางยา คุณชายเซิงก็เกิดเรื่องเสียก่อน นางถานก็เกิดเรื่องเช่นกัน นายท่านรองใหญ่เองก็ยังตกใจ สมกับที่เขาเกิดมาเป็นนายท่านแห่งสกุลเห้อเหลียน แม้แต่สวรรค์ก็ยืนอยู่ข้างเขา”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการโกหกคืออะไร?” อวี๋กังชักดาบออกมาจากฝักแล้วชี้ไปยังครอบครัวของพ่อบ้านซึ่งถูกขังอยู่ในคุก
พ่อบ้านตื่นกลัวในทันใด แล้วรีบสาบานว่า “แน่นอนว่าข้ารู้! ข้าไม่ได้โกหก! หากเจ้าไม่เชื่อ ขะ…ข้าสาบานต่อสววรค์ หากมีเรื่องใดที่ข้าโป้ปด ขอให้ข้าไม่ตายดี!”
ต่อให้เขาสาบานเช่นนี้ เห้อเหลียนเป่ยหมิงก็ไม่อาจเชื่อเขาได้ทั้งหมด เห้อเหลียนเป่ยหมิงมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปสืบมาหาคนสนิทคนอื่นๆ ของนายท่านรองใหญ่ ข้อมูลที่พวกเขามีนั้นไม่มากเท่าพ่อบ้าน แต่เมื่อนำมาปะติด ปะต่อกันแล้วก็มิได้แตกต่างจากคำบอกเล่าของพ่อบ้านแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นคำพูดของพ่อบ้านเป็นความจริง นายท่านรองใหญ่ทำร้ายฮูหยินผู้เฒ่าและอวี๋เซ่าชิง ทำร้ายเห้อเหลียนเป่ยหมิง และเกือบทำร้ายนางเจียง แต่เขาไม่ได้ทำให้เห้อเหลียนเป่ยหมิงธาตุไฟเข้าแทรกและแทรกแซงเรื่องของนางถานกับเห้อเหลียนเซิง
ขณะสอบสวน อวี๋หวั่น เยี่ยนจิ่วเฉา และอวี๋เซ่าชิงล้วนอยู่ข้างกายเห้อเหลียนเป่ยหมิง
ตอนที่อยู่ในคุก อวี๋หวั่นอดทนไม่พูดอะไร แต่เมื่อออกมา อวี๋หวั่นก็เปรยถึงความสงสัยของตนเองกับสามีว่า “เรื่องที่ท่านลุงใหญ่ธาตุไฟเข้าแทรกเป็นอุบัติเหตุจริงๆ หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบอย่างปราศจากความกระวนกระวายว่า “หากเรื่องของนางถานกับเห้อเหลียนเซิงไม่ใช่เรื่องจริง เช่นนั้นเรื่องที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงธาตุไฟเข้าแทรกก็ต้องไม่ใช่อุบัติเหตุ”
ทันใดนั้นเองอวี๋กังก็เปิดประตูคุกออกมาพอดี
เยี่ยนจิ่วเฉาเรียกเขาไว้ “ตอนที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงธาตุไฟเข้าแทรก ใครเป็นคนตามสืบเรื่องนี้”
“ฮูหยินขอรับ” อวี๋กังตอบ
“นางถานเป็นคนสืบหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาพึมพำราวกับกำลังใช้ความคิด
อวี๋กังตอบว่า “ใช่แล้วขอรับ ฮูหยินตรวจสอบทั้งจวนตะวันออก ฮูหยินสงสัยว่ามีคนลงมือกับท่านแม่ทัพใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มี”
เยี่ยนจิ่วเฉามองขึ้นไปยังท้องฟ้าอันเวิ้งว้าง “ให้คนที่วางยาพิษไปสืบหาคนร้าย ย่อมไร้ประโยชน์”
…………………………………………

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน… ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?! สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป… วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย? ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้… “ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง “เรียกแม่สิ” เธอล่ะอยากจะเป็นลม…

Options

not work with dark mode
Reset