เคล็ดกายานวดารา – ตอนที่ 270 คำแนะนำของบิดา

“มารดา นี่ท่าน ? ”

หลงเฉินเอ่ยอะไรไม่ออกได้แต่อ้าปากค้าง ใบหน้าตื่นตกใจมองจ้องที่มารดา

ฮูหยินหลงเองก็ได้แต่หลบสายตาใบหน้าแดงก่ำ นางมองออกว่าบุตรชายได้รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างแล้ว จึงจ้องไปที่หลงเทียนเซียวตาขวาง กล่าวออกมาด้วยโทสะ “นั้นก็เป็นเพราะบิดาของเจ้า แม้ว่าจะชราไปแล้วแต่กลับยังร้ายกาจอยู่”

แต่แรกนั้นหลงเฉินไม่ทันได้สังเกต แต่ในเวลานี้เขาเห็นแล้วว่าหน้าท้องของมารดาพองขึ้นมาเล็กน้อย ที่แท้นางก็กำลังตั้งครรภ์อยู่นั่นเอง

เมื่อครั้งก่อนโน้นที่ฮูหยินหลงสูญเสียบุตรชายในครรภ์ไป ทำให้นางจมอยู่แต่กับความทุกข์ระทม จนกระทั่งเมื่อหลงเทียนเซียวได้นำพาหลงเฉินกลับมาด้วย จึงสามารถปลอบประโลมจิตใจของนางได้ ช่องว่างภายในใจที่เกิดขึ้นตอนนั้นก็ค่อยๆถูกเติมเต็ม จนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

สำหรับทั้งสองหลงเฉินจึงเป็นเหมือนดั่งของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้ พวกเขาทวีความรักและทะนุถนอมให้หลงเฉินไปจนหมดหัวใจ ทว่าไม่นานนัก ตระกูลหลงก็ตกอยู่ในมรสุมความวุ่นวาย หลงเทียนเซียวถูกบีบให้ออกไปจากจักรวรรดิ

อันที่จริง ทั้งหลงเทียนเซียวและฮูหยินหลงต่างก็ถือได้ว่าอยู่ในช่วงวัยบั้นปลายแล้ว หลังจากที่มรสุมผ่านพ้นไปแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงของความสงบสุข ทั้งสองคนจึงไม่ต้องการที่จะแยกจากกันอีก และสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนยินดียิ่งขึ้นก็คือ ฮูหยินหลงตั้งครรภ์ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

“ยินดีกับท่านพ่อ ยินดีกับท่านแม่ด้วย” หลงเฉินกล่าว และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเฮฮาขึ้นมายกใหญ่

สำหรับหลงเทียนเซียวนั้น ก็เพียงหัวเราะเฮฮาขึ้นมาพร้อมกัน แต่สำหรับฮูหยินหลงแล้ว ได้แต่นิ่งเงียบกล่าวอะไรไม่ออก ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แม้บุตรชายจะเติบใหญ่มากจนถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังอดที่จะปล่อยวางความรู้สึกเขินอายนี้ ไม่ได้อยู่ดี

“มารดา ข้าจะช่วยท่านตรวจชีพจรให้ ดูว่าท่านกำลังตั้งท้องอยู่นี้ จะเป็นน้องชายหรือว่าน้องสาวของข้ากัน”หลงเฉินยิ้มส่งให้แล้วกล่าว

ฮูหยินหลงในเวลานี้บิดตัวเล็กน้อยอย่างเขินอาย ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นำสมาคมก้าน ได้ช่วยตรวจดูให้ก่อนหน้าแล้ว เป็นบุตรสาว”

ฮูหยินหลงลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ บนใบหน้าเปล่งประกายด้วยความรักใคร่ทะนุถนอมเต็มเปี่ยม นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เป็นสวรรค์ทรงโปรด ถึงแม้อายุจะมากถึงเพียงนี้แล้ว ก็ยังประทานบุตรสาวให้แก่ข้าอีกคน กล่าวกันว่าบุตรสตรีนั้นเป็นเสมือนผ้านวมที่ให้ความอบอุ่นแก่มารดา ข้าช่างมีความสุขยิ่งนัก”

“เช่นนั้น ตัวข้าก็ได้น้องสาว ยอดเยี่ยมยิ่งนัก” หลงเฉินพยักหน้าพลางกล่าวกับมารดา

ก่อเกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเต็มหัวใจ มารดาเขานั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้ อีกทั้งอายุยังล่วงเลยเข้ามาถึงเลขสี่แล้ว ก็ยังสามารถตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง ช่างเป็นบุญวาสนาที่สวรรค์ได้ประทานให้อย่างแท้จริง

เมื่อมีบุตรที่สามารถอยู่ข้างกายมารดาเขาได้ ในแต่ละวันนางก็จะได้มิต้องคอยนึกแต่เป็นห่วงเขาตลอดเวลาแล้ว เช่นนั้น ก็คงจะสามารถทำให้นางมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้อย่างแน่นอน

“เอ๊ะ เอาแต่สนทนากันเอง จนลืมเลือนต้อนรับแขกไปเสียได้” ฮูหยินหลงที่มัวแต่ดีอกดีใจอยู่ จนลืมเลือนไปว่ายังมีฉู่เหยาและถังหว่านเอ๋ออยู่ด้วยในห้อง

“ไม่เป็นไรท่านแม่ นี่คนกันเองทั้งนั้น” หลงเฉินเหลือบตามองพลางกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทียิ้มแย้ม

เพียงประโยคเดียวที่หลงเฉินก่าวออกมา สำหรับฉู่เหยาไม่ถือว่ามีผลอะไร แต่กับถังหว่านเอ๋อนั้น ยิ่งทวีใบหน้าที่แดงก่ำของนางให้ขึ้นสีเข้มมากกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าคำว่า“คนกันเอง” ทำให้นางรู้สึกหวั่นไหว แม้ว่าหัวใจของนางจะลิงโลดและพองโตมากมายแค่ไหน แต่ในดวงตาก็เพียงแต่ฉายแววความปลาบปลื้มน้อยๆเอาไว้เพียงแค่นั้น

“ท่านน้าหลง หลงเฉินกล่าวมิได้ผิด ที่นี่หาได้มีแขกเขรื่ออะไรไม่ ต่างก็เป็นคนกันเอง” ฉู่เหยาเดินเข้าไปใกล้ และคล้องเข้าไปที่แขนของฮูหยินหลงเอาไว้แล้วกล่าวออกมา

“แม่นางท่านนี้เองก็มิใช่คนนอก แต่เป็นคนในสำนักเดียวกันกับหลงเฉิน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนรู้ใจของหลงเฉินอีกด้วย นางมีนามว่าถังหว่านเอ๋อ”

หลงเฉินตกตะลึง คนรู้ใจอันใดกัน? มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดข้าถึงไม่เห็นรู้เรื่อง ?

“หว่านเอ๋อยินดีที่ได้พบท่านน้าหลง”

ถังหว่านเอ๋อรีบเร่งเข้าไปคารวะฮูหยินหลง ในเวลานี้ดวงตาของนางทอเป็นประกายงดงามสุกใส สลัดความเขินอายออกไปจนสิ้น แต่เมื่อเทียบกับยามปกติของนางแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว

“เจ้าช่างงดงามยิ่งนัก ยากนักที่จะพบเจอคนที่ทั้งน่ารักทั้งว่าง่ายเช่นนี้ เจ้ากับเหยาเอ๋อมีลักษณะที่คล้ายกันมากจริงๆ — หลงเฉิน! เจ้าตัวร้าย แอบขำอะไรอยู่? ”

ฮูหยินหลงที่กำลังดึงมือของถังหว่านเอ๋อเข้ามาหา อดไม่ได้ที่จะเอ็ดขึ้น เมื่อเห็นหลงเฉินกำลังอดกลั้นเสียงหัวเราะอยู่ทางด้านข้าง

หลงเฉินไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า จะสามารถใช้คำว่า “คนที่ทั้งน่ารักทั้งว่าง่าย” มาเพื่ออธิบายความเป็นถังหว่านเอ๋อได้อย่างไรกัน

“เอาเถอะ พวกท่านสนทนากันไปก่อน ข้าจะไม่รบกวนแล้ว ข้าจะออกไปด้านนอกกับท่านพ่อ” หลงเฉินเองก็ทราบ ว่าหากเขายังอยู่ที่ตรงนี้ ก็คงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมแน่นอน ทางที่ดีคือการดึงบิดาออกไปด้านนอกเสียจะดีกว่า

เมื่อได้มาถึงยังต้นสนที่อยู่หลังจวนต้นหนึ่ง หลงเฉินกับหลงเทียนเซียวสองพ่อลูก ก็หยุดนั่งอยู่บนก้อนศิลาใหญ่ หลงเทียนเซียวมองไปที่ต้นไม้เก่าแก่ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าว

“วันเวลาช่างผ่านพ้นไปเร็วเสียจริง ในความรู้สึกของข้า เจ้ากลับยังเป็นเหมือนกับทารกน้อยขี้แยอญุ่เลย เจ้าเด็กน้อยที่กำลังถือกระบี่ไม้อยู่ เป็นเด็กที่วันๆเอาแต่จะมาท้าสู้กับข้า

ในตอนนี้เจ้าเติบใหญ่ขึ้นมากแล้ว พ่อเอง ก็ได้แต่เฝ้าดูเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้านัก”

หลงเทียนเซียวที่มองไปที่หลงเฉิน ในแววตาแฝงเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจระคนความเจ็บปวด ถึงแม้หลงเทียนเซียวจะถือได้ว่าเป็นคนที่ใจกว้าง แต่ว่าก็ยังมีอารมณ์ความรู้สึกส่วนลึกที่บิดาทุกคนไม่อาจสลัดหลุดออกไปอยู่

หลงเฉินเองก็เกิดอาการจมูกฝาดขึ้นมา เขายังจำได้อยู่เลยว่าในยามที่ยังเยาว์วัย บิดามักจะอยู่ที่ใต้ต้นสนนี้ คอยเล่นเป็นเพื่อนเขาอยู่เสมอ ทั้งยังสอนเขาใช้กระบี่ ส่วนมารดาก็ยืนอยู่อีกทางด้านหนึ่ง คอยมองดูพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่น

ขณะนี้ตัวเขาเองแข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว ทั้งยังแข็งแกร่งจนสามารถสยบจักรวรรดิแห่งหนึ่งลงได้อย่างง่ายดาย ทว่าความสุขในช่วงเยาว์วัยนั้น ไม่อาจที่จะย้อนคืนกลับมาได้อีกแล้ว

เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งมากน้อยที่เขามี แต่อย่างใด นี่เป็นความแล้งน้ำใจของกาลเวลา ที่คอยย้ำเตือนผู้คน ให้เดินหน้าต่อไปไม่หยุด เพราะหากพลาดไปแล้ว ก็ไม่อาจที่จะย้อนกลับมาได้อีก

“ลูกเอ๋ย ในหนทางของผู้ฝึกยุทธ์ บิดาเองก็ไม่อาจช่วยอะไรเจ้าได้อีกแล้ว ทว่าเจ้าต้องจำไว้ข้อหนึ่ง คนที่ยิ่งมีความสามารถที่แกร่งมากเท่าไหร่ จิตใจก็ยิ่งถูกครอบงำด้วยความทะนงตนได้มากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นที่คิดว่า ‘เป็นข้าที่เก่งที่สุด เป็นข้าที่แกร่งที่สุด ความคิดของข้าย่อมดีที่สุดนั้น’ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจที่จะมีได้ ไม่เช่นนั้นหากเดินไปสู่หนทางข้างหน้าเรื่อยๆ คนที่เคยอยู่ข้างเคียงกันมาก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ หากยิ่งก้าวไปข้างหน้าก็ยิ่งโดดเดี่ยว ในที่สุดจะกลายเป็นความทารุณขึ้นมา หากเชื่อมั่นแต่เพียงพลังของตนเองเพียงอย่างเดียว ไม่นานก็คงจะต้องตกอยู่ในวิถีแห่งมารได้” หลงเทียนเซียวกล่าวออกมาด้วยความเคร่งเครียด

ที่หลงเทียนเซียวเตือนสติหลงเฉินเช่นนี้นั้น เป็นเพราะหลงเฉินอยู่เบื้องหน้าเขา จะมีก็แต่จิตใจที่เปิดกว้างออกมาอยู่ตลอดไปเท่านั้น

เขาเองรู้สึกได้ ว่าภายในตัวของหลงเฉิน ยังแฝงเอาไว้ด้วยสภาวะพลังอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัว และพร้อมจะระเบิดออกมาได้อยู่เสมอ พลังนั้นหากระเบิดออกมา จะต้องมีความรุนแรง จนน่าจะสามารถทำลายล้างทุกความหวังให้หมดสิ้นไปได้เลยทีเดียว นี่เองทำให้เขาเกิดความหวาดกลัว

ถ้าหากหลงเฉินถูกสิ่งนี้กัดกร่อนจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป เกรงว่าอนาคตหลงเฉินจะต้องตกเข้าสู่วิถีมาร จนกลายเป็นราชามารร้ายที่น่าหวาดกลัว

ดังนั้นคนที่ยิ่งแข็งแกร่ง ก็ยิ่งง่ายที่จะถูกครอบงำจิตใจได้ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นเพียงพลังของตนเองเท่านั้น ไม่เชื่อมั่นแม้กระทั่งคนข้างกาย

เหล่ายอดฝีมือของฝ่ายอธรรมทุกคนต่างก็เป็นเช่นนั้น พวกเขานอกเสียจากตัวเองแล้ว ก็ไม่อาจเชื่อใจคนอื่นได้เลย พวกเขาต่างก็เป็นผู้ที่บูชาพลังที่แข็งแกร่ง บูชาการเข่นฆ่า คิดว่าสามารถใช้พลังเพื่อครอบครองทุกสรรพสิ่ง

ดังนั้นหลงเทียนเซียวจึงเป็นกังวลว่า อาจจะมีซักวันที่ หลงเฉินอาจจะก้าวเดินในเส้นทางที่ผิดสายนี้ เพราะหลงเฉินนั้นแข็งแกร่งมากจนเกินไปแล้ว จึงง่ายดายเหลือเกินที่จะถูกครอบงำ

“ท่านพ่อ วางใจเถอะ ข้าเข้าใจ คนๆหนึ่งต่อให้แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ แต่หากไม่อาจที่จะปกป้องคนที่อยู่ด้านหลังได้ จะช้าจะเร็วก็มีแต่หนทางแห่งความตายเพียงทางเดียว ข้าย่อมมอบแผ่นหลังของข้า ให้แก่คนที่ข้าเชื่อใจอย่างแน่นอน” หลงเฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยม! ไม่แปลกใจเลย สมกับเป็นบุตรชายข้าหลงเทียนเซียว เจ้าถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของข้าเลยล่ะ” หลงเทียนเซียวหัวเราะสียงดังกังวานปานอัสนีฟาดใส่ เขาตบไปที่บ่าของหลงเฉินแล้วกล่าว

“ความจริงแล้วบิดา ก็เปรียบเสมือนแบบอย่างของข้า ที่ข้าเคารพนับถือมาโดยตลอด” หลงเฉินหันไปมองที่บิดาแล้วกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลงเฉินทั้งเคารพนับถือหลงเทียนเซียว มิใช่เพราะพลังในการต่อสู้ของเขา แต่เป็นจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยปนิธานดั่งวีรบุรุษของเขานั้นเอง

ทอดตามองไปสู่เส้นทางที่กว้างจรดแดน ยิ้มเย้ยความเป็นตาย ให้ความสำคัญถึงน้ำใจความหมาย ปกป้องดูแลอย่างห้าวหาญ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเป็นสิ่งที่หลงเฉินเชื่อว่า บุคคลเฉกเช่นนี้ จึงถือเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง

เมื่อเทียบกับเหล่าผู้ที่มีพลังฝึกปรือที่สูงส่งแต่กลับเป็นยอดฝีมือที่ไม่อาจแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้นั้น ในสายตาของหลงเฉิน คนเช่นนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากก้อนอาจมของสุนัขเลยด้วยซ้ำ

คนเหล่านั้นต่อให้มีพลังฝีมือที่สูงล้ำยิ่งกว่านี้ ก็ยังไม่อาจที่จะกลายเป็นวีรบุรุษได้ จะเป็นได้ก็แต่เพียงกองอาจมกองหนึ่งที่กลายเป็นอาจมกองใหญ่ขึ้นเท่านั้น ต่อให้มีพลังที่เปลี่ยนแปลงไป ก็หาได้เปลี่ยนแปลงอะไรไม่

“ฮ่าฮ่าฮ่า ไปเถอะ อาหารน่าจะเสร็จแล้วละ พวกเราเหล่าชาติชาตรีก็ไปดื่มกันซักหน่อยเถอะ” หลงเทียนเซียวกล่าวกับหลงเฉิน และมุ่งหน้าไปยังห้องครัว

ไม่อาจที่จะไม่กล่าวได้ว่า ขณะนี้หลงเทียนเซียวที่เป็นเหมือนดั่งเสาหลักของจักรวรรดิไปแล้ว คำสั่งของเขาแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากองค์จักรพรรดิเลยก็ว่าได้

ห้องเครื่องนับร้อยภายในพระราชวัง ทั้งหมดต่างก็ได้ถูกองค์จักรพรรดิรับสั่งให้มายังบ้านตระกูลหลง เข้าทำงานกันอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อทำอาหารเลิศรสต่างๆขึ้นมา

เมื่อหลงเฉินกับหลงเทียนเซียวมาถึง ก็บว่าทางด้านหน้ามีพ่อครัวกว่าสองร้อยคน กำลังต่อแถวกันเป็นแนวยาวขึ้นมาแล้ว

โต๊ะที่อยู่ทางด้านหน้าตัวหนึ่ง ที่มีอาหมานนั่งอยู่ที่ตรงนั้นเพียงแค่คนเดียว ที่ตรงนั้นมีพ่อครัวกำลังต่อแถวเพื่อเสริฟอาหารประเภทเนื้อแต่ละจาน

อาหมานอ้าปากกว้างขึ้นมา เนื้อจานหนึ่ง ก็จะถูกเขาโยนเข้าไปในปาก จากนั้นเขาก็จะยื่นมือเข้าไปรับอีกจานมา มองดูคล้ายกับราหูกำลังกลืนจันทราอยู่

พ่อครัวเหล่านั้น ต่างก็แสดงสีหน้าตื่นตะลึง กระนั้นหลังจากที่จานที่อยู่ในมือตนเองว่างเปล่าไปแล้ว ก็ยังรีบวิ่งกลับไป เพื่อไปเบิกเนื้อเพิ่มเพื่อปรุงอาหารแล้วกลับมาต่อแถวอีกครั้ง วนไปเช่นนี้ไม่หยุด

“ท่านอา……พี่หลง พวกท่าน……มากันแล้ว”

เมื่อเห็นหลงเทียนเซียวกับหลงเฉินเดินเข้ามาภายใน แม้อาหมานจะยังคงกินอย่างบ้าคลั่งอยู่ แต่ก็กล่าวทักทายออกมา อาหารที่เต็มปากทำให้คำพูดที่ออกมาไม่ค่อยจะชัดเจนนัก

“เอาเถอะ เจ้าค่อยๆกินไปเถอะ ยังมีของกินอยู่อีกมากมายอยู่” หลงเฉินยิ้มขึ้นแล้วกล่าว

เขาทราบว่าร่างกายของอาหมานนั้นมีความพิเศษอยู่ เนื้อวัวเนื้อสุกรธรรมดาเหล่านี้ แทบจะไม่อาจให้พลังงานอะไรมากมายแก่เขาได้เลย จะทำได้ก็แต่เพียงแค่เยียวยาอาการหิวโหยของเขาเอาไว้ชั่วขณะเท่านั้น

ทว่าขอเพียงอาหมานไม่รู้สึกทรมานก็เพียงพอแล้ว หากคิดที่จะเติมเต็มพลังกลับคืนมาทั้งหมด คงจะมีแต่ต้องกลับไปที่หมู่ตึก แล้วไปล่าสัตว์มายาระดับสูงเท่านั้น

ขณะเดียวดันนั้นฮูหยินหลงก็เดินเข้ามา โดยมีฉู่เหยาและถังหว่านเอ๋อที่คอยประคอง บนใบหน้าของนางฉายแววเป็นสุข

ถังหว่านเอ๋อที่มีกิริยาดูอบอุ่นอ่อนโยนนั้น ในความคิดของหลงเฉิน นี่ดูค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกเขา ทำให้บางครั้งบางคราวถึงกับมองดูถังหว่านเอ๋อด้วยสายตาประหลาด

ในเวลาที่กำลังกินอาหารกัน มีอยู่หลายครั้งที่ถังหว่านเอ๋อสบโอกาสที่ทุกคนไม่ทันสังเกต ถลึงตามองหลงเฉินด้วยดวงตาขุ่น หลงเฉินจึงค่อยเบาใจขึ้นมาได้ ที่แท้ถังหว่านเอ๋อก็แค่คิดที่จะเอาใจคนในบ้านเท่านั้นเอง

หลงเฉินเองพักแรมอยู่ในเมืองจักรวรรดิเป็นเวลาสามวัน นี่เป็นช่วงเวลาที่สะดวกสบายเป็นยิ่งนัก หลงเฉินยังชวนฉู่เหยา ไปพระราชวังอยู่คราหนึ่ง เพื่อให้สองพี่น้องได้พบปะกัน แลกเปลี่ยนทุกข์สุขร่วมกัน

จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงในขณะนี้ เรียกได้ว่าเฟื่องฟูยิ่งนัก อีกทั้งยังมีหลงเทียนเซียวคอยค้ำจุนอยู่ ทำให้เมืองที่อยู่โดยรอบไม่กล้าที่จะเข้ามารุกราน

ในคืนแรกหลงเฉินเรียกสือเฟิง เจ้าอ้วน เจ้าลิงและพวกมารวมตัวกัน ทุกคนมารวมกันที่หอวีรชน ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส ถึงเรื่องราวครั้งก่อน ในตอนแรกที่ยังอยู่เมืองจักรวรรดิ ยิ่งกล่าวก็ยิ่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกล่าวก็ยิ่งร่ำสุราได้เร็วขึ้น ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในอาการเมามายที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

เนื่องด้วยหลงเฉินมีพลังการฝึกปรือที่แข็งกล้า ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรม เมื่อผู้อื่นดื่มไปชามหนึ่ง หลงเฉินก็จะดื่มจนหมดไปไหหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อการร่ำสุราได้เกิดขึ้น หลงเฉินเองก็แทบจะหยุดดื่มไม่ได้ ท้ายที่สุดตนเองนั้นกลับบ้านเช่นไร ก็ไม่อาจทราบได้

รู้สึกแต่เพียงว่าในยามที่กำลังเมามายอยู่นั้น มีกลิ่นอายที่หอมกรุ่นสองสาย ทำการประคับประคองตนเองอยู่ หลงเฉินอยู่ในอ้อมแขนของพวกนางอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งม่อยหลับไป

หลงเฉินตื่นขึ้นในวันที่สอง กระนั้นยังคงปวดศีรษะอยู่บ้าง รู้สึกได้ว่าตนเองดื่มจนสติหลุดไป และถึงกับจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่ได้กลิ่นหอมที่แฝงติดอยู่บนร่าง ซึ่งเป็นกลิ่นหอมสองชนิดที่แตกต่างกันอีกด้วย

ในวันที่สี่ หลงเฉินพาทุกคน ไปอำลามารดาที่ทอดสายตาอาลัยอาวรณ์ และออกไปจากเมืองจักรวรรดิไป

เมื่อหันกลับไปตึกรามโบราณของเมืองจักรวรรดิ หลงเฉินก็ถอนหายใจออกมา ชีวิตคนเราต้องทำการเลือกตลอดเวลาไม่หยุด ทำไปทำมา แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว เขากำลังเลือกเดินอยู่บนเส้นทางสายอะไร

ถึงอย่างนั้นหลงเฉินก็ไม่สามารถเลือกเส้นทางอื่นได้ จึงได้แต่ลูบไปที่หยกวิญญาณสงบไปมา เขาจำเป็นที่จะต้องทราบชาติกำเนิดของตนเองให้ได้ ยิ่งต้องทราบให้ได้ว่าบิดามารดาบังเกิดเกล้าของตนเองนั้นเป็นผู้ใด

คล้ายกับว่าเบื้องหน้าสายตามีประตูบานใหญ่อยู่บานหนึ่ง ในมือของเขาเองก็มีกุญแจอยู่ แต่เขากลับไม่กล้าที่จะเปิดออก เพราะเมื่อเกรงว่าเมื่อเปิดออกมาแล้ว สิ่งที่ซ่อนเร้นด้านหลังประตู คงจะถึงขั้นเอาชีวิตของเขาได้ภายในพริบตาเลยทีเดียว

ดังนั้นหลงเฉินมีแต่ต้องเพิ่มพูนพลังฝีมือของตนเองให้สูงขึ้น เขารู้สึกว่ามีแต่ต้องกระตุ้นให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะดูเหมือนภัยอันตรายต่างๆ กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้นแล้ว

เมื่อพ้นออกมาจากเมืองจักรวรรดิแล้ว หลงเฉินและผู้ร่วมทางทั้งหมด ก็มุ่งหน้าไปยังหุบเขาป่าสวรรค์ในทันที

เคล็ดกายานวดารา

เคล็ดกายานวดารา

เป็นจักพรรดิโอสถกลับเกิดใหม่งั้นหรือ ? เป็นการผสานจิตวิญญาณกันหรือ ? หลงเฉิน เด็กหนุ่มที่ถูกช่วงชิงรากปราณ โลหิตปราณ กระดูกปราณทั้งสามสิ่งไป ได้หยิบยืมวิชาการหลอมโอสถระดับเทวะภายใต้ความทรงจำ ฝึกปรือวิชาเคล็ดกายานวดาราอันลี้ลับ แหวกม่านหมอกที่หนาทึบออก ปลดปล่อยโชคชะตาครอบครองพลังวงแหวนเทวะแห่งฟ้าดิน เหยียบย่างชั้นดาราตะวันจันทรา พบพานสาวงามต่างๆ กำราบมารร้ายเทพแห่งความชั่วจนกลายเป็นที่เลื่องลือก้องแดนเจียงหนาน หลงเฉินมาถึง สวรรค์คำรนพสุธาคำราม หลงเฉินไปจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพร่ำไรจนเป็นที่ตำนานแห่งยุทธ์ภพ หลงเฉินปรากฎ ฟ้าดินสั่นสะเทือน หลงเฉินเดินจาก ภูตผีหลั่งน้ำตาเทพยดาร้ำไห้ ระดับพลัง 1.ขอบเขตก่อรวม 2.ขอบเขตก่อโลหิต 3.ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น 4.ขอบเขตปรือกระดูก 5.ขอบเขตเชื่อมชีพจร 6.ขอบเขตแห่งการก่อฟ้า ระดับโอสถ 1.โอสถสามัญ 2.โอสถปัญญา 3.เชี่ยวชาญโอสถ 4.ราชาโอสถ 5.ราชันโอสถ 6.จ้าวโอสถ 7.เซียนโอสถ 8.ปราชญ์โอสถ 9.จักรพรรดิ์โอสถ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset