A Record of a Mortal s Journey to Immortality คัมภีร์วิถีเซียน – ตอนที่ 1848 พบกันโดยบังเอิญ

ลำแสงสีขาวและอักขระสีเงินเปล่งแสงสว่างวาบทั้งเขตอาคม ด้านในมีดวงดาวปรากฏขึ้น ราวกับว่ากลายเป็นทางช้างเผือก เห็นได้ชัดว่ากระตุ้นพลังของเขตอาคมจนถึงขีดสุดแล้ว

จินเย่ว์เห็นสถานการณ์เช่นนี้ หางตาพลันกระตุก แล้วมีสีหน้าเคร่งขรึม

แต่ครู่ต่อมานางก็ร้องตะโกนออกมาด้วยหน้าที่เปลี่ยนสี

“ผู้ใดหลบอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงฝ่ามือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากแขนเสื้อของสตรีผู้นั้นอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อน และตะปบไปกลางอากาศข้างๆ

พลังมหาศาลไร้รูปร่างกดลงมา!

เสียง “ตูม” ดังขึ้น พลังมหาศาลไร้รูปร่างที่กลายเป็นแรงกดกลางอากาศ ระเบิดลำแสงอัสนีสีเงินออก จากนั้นด้านในก็มีสายฟ้าเปล่งแสงสว่างวาบ อสรพิษสีเงินสายหนึ่งดีดตัวออกมา พลางกระโจนไปที่ใจกลางของเขตอาคมลำแสง

ความเร็วของอสรพิษตนนั้น เคลื่อนย้ายกายได้พันลี้ในพริบตา คาดไม่ถึงว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากพลังมหาศาลเลยสักนิด

จินเย่ว์พลันตกตะลึงไปเล็กน้อย ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง อสรพิษสีเงินสายนั้นก็กระโจนเข้าไปในเขตอาคมลำแสง

แทบจะในเวลาเดียวกัน กลางเขตอาคมลำแสงขนาดยักษ์ก็มีเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น เสาสีขาวสายหนึ่งที่พ่นออกมา เปล่งแสงสว่างวาบแล้วปริแตกออกกลางอากาศ จมหายเข้าไปในหลุมดำกลางอากาศ แล้วหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

ยามนี้เขตอาคมลำแสงห้าสีถึงได้หยุดกรีดร้อง ลำแสงหม่นลง และสลายหายไปกลางอากาศ

จานทรงกลมสีขาวที่เดิมอยู่ตรงใจกลางของเขตอาคม ปริแตกแล้วหายวับไป

“ท่านอาวุโสใหญ่ นั่นคือผู้ใด ดูเหมือนจะถูกส่งตัวไปพร้อมกับท่านอาวุโสหาน!” เหลยหลันที่มองอยู่ด้านข้างตกตะลึงจนตาค้าง หลังจากผ่านไปชั่วครู่ถึงได้เอ่ยพึมพำขึ้น

“คนผู้นั้นมีเคล็ดวิชาสายฟ้าที่มีเอกลักษณ์นัก คาดไม่ถึงว่าจะสลัดแรงกดของข้าได้ กว่าครึ่งคงเป็นเจ้าโจรที่ผู้คุ้มกันกำลังตามหา” จินเย่ว์มีสีหน้าปั้นยากเช่นกัน แต่กลับเอ่ยประวัติความเป็นมาของอสรพิษสายฟ้าออกมา

“อันใดนะ เจ้าโจรผู้นั้น! คนผู้นี้ทะลวงเขตแดนออกไป คงไม่มีปัญหาอันใดหรอกนะ?” เหลยหลันกลับสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าไปเฮือกหนึ่ง

“วางใจ เคล็ดวิชาของสหายหานน่าจะไม่ด้อยไปกว่านั้น แม้ว่าคนผู้นั้นจะส่งตัวไปพร้อมกัน ก็ไม่คณามือสหายหานหรอก ทว่าเจ้าโจรนั่นแอบอยู่ใกล้ๆ นี่ ดูแล้วน่าจะตามพวกเรามาหลายวันแล้ว ผู้ที่ทำให้ข้าและสหายหานสัมผัสไม่ได้ เคล็ดวิชาอำพรางกายของคนผู้นี้ช่างเหนือชั้นจริงๆ มิน่าล่ะส่งผู้คุ้มกันมามากมายเพียงนี้ ยังทำอันใดคนผู้นี้ไม่ได้! ทว่า…” จินเย่ว์สั่นศีรษะขณะเอ่ย แต่สุดท้ายก็เผยสีหน้าฉงนออกมา

“ทว่าอันใด?” เหลยหลันได้ยิน ก็รู้สึกไม่เข้าใจไปเล็กน้อย

“ทว่ากลิ่นอายของคนผู้นั้นค่อนข้างประหลาด ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของอสูร คล้ายกับอินทรีอัสนีเมฆาในแดนรกร้าง แต่ก็ไม่เหมือนกันนัก” จินเย่ว์หรี่ตาลงครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วเอ่ยอย่างไม่แน่ใจนัก

“กลิ่นอายของอสูร? หรือว่าคนผู้นี้เลี้ยงอสูรวิญญาณ!” เหลยหลันเอ่ยอย่างมีความคิด

“ไม่เหมือนนัก กลิ่นอายผสมเข้ากับร่างของคนผู้นี้ ไม่เหมือนกับร่างที่เป็นอิสระ เอาล่ะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การเดินทางนี้พวกเราก็มาถึงเป้าหมายแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ยามนี้พวกเราไปกันเถิด การเดินทางนี้พวกเราใช้เงื่อนไขว่าช่วยเจ้าฝึกฝน คงไม่อาจไม่ฝึกฝนที่แดนน้ำแข็งทมิฬได้ และยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์การแหวกอากาศเมื่อครู่ เกรงว่าจะดึงดูดคนอื่นๆ มาที่นี่ รีบจากไปจะได้ไม่เป็นที่สงสัย” จินเย่ว์ลังเลเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ

“อาวุโสใหญ่พูดถูก!” จินเย่ว์พยักหน้าเห็นด้วย

ดังนั้นจินเย่ว์จึงสะบัดแขนเสื้อ หมอกลำแสงสีทองม้วนเอาระลอกคลื่นที่หลงเหลือจากเขตอาคมลำแสงให้สลายหายไป แล้วพาเหลยหลันกลายเป็นสายรุ้งสองสายพุ่งออกไป

……

กลางอากาศที่เต็มไปด้วยม่านหมอกสีขาวอีกด้าน หานลี่ลอยอยู่กลางอากาศ จ้องเขม็งไปยังบุรุษที่บุกเข้ามาในเขตอาคมอย่างมิทันตั้งตัว สีหน้าแปลกประหลาด

“คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า! ดูแล้วโจรที่ขโมยแร่ในหุบเหวลึกก็คงจะเป็นนายท่าน” หานลี่พ่นคำพูดออกมาทีละคำ

ชั่วพริบตาก่อนที่จะส่งตัว แม้ว่าเขาจะพบว่ามีคนบุกเข้ามา แต่การส่งตัวเริ่มขึ้นแล้ว และเป็นเพราะกลัวว่าเขตอาคมจะได้รับผลกระทบ จึงทำได้เพียงจำนนให้คนผู้นี้ส่งตัวมายังแม่น้ำยมโลกพร้อมกับตน

แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ก็จำอีกฝ่ายได้ทันที

“อ๋อ ฟังจากน้ำเสียงของสหาย น่าจะรู้จักตาเฒ่า!”

ห่างออกไปยี่สิบสามสิบจั้งบุรุษวัยกลางคนร่างกายผ่ายผอมคนหนึ่ง สวมชุดคลุมยาวสีฟ้า ได้ยินคำพูดก็หัวเราะน้อยๆ ให้หานลี่ ท่าทางสบายๆ

“ไม่ทราบว่าอสูรอัสนีตัวนั้นของสหายอวี๋ฝึกฝนเป็นอย่างไรแล้ว สหายพัฒนาระดับศักดิ์สิทธิ์ได้ เกรงว่าคงเกี่ยวข้องกับอสูรอัสนีตัวนี้สินะ” มุมปากของหานลี่เผยรอยยิ้มเย็นชาขณะเอ่ยถาม

“เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงรู้เรื่องอสูรอัสนี” บุรุษร่างกายผ่ายผอมหัวเราะหึๆ ออกมา เมื่อได้ยินคำว่า ‘อสูรอัสนี’ ก็หน้าเปลี่ยนสี และเอ่ยด้วยเสียงเหี้ยม

แทบจะในเวลาเดียวกันกลิ่นอายที่น่ากลัวของระดับผสานอินทรีย์ขั้นต้นก็แผ่ออกมาจากเรือนร่างของเขา กดลงมาหาหานลี่อย่างไม่ปรานี

บุรุษผู้นี้คือเจ้าของร้านแซ่อวี๋ที่หานลี่รู้จักในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าวิหคสวรรค์ในปีนั้น

ตอนนั้นคนผู้นี้ใช้ผลตาข่ายเขียวเป็นเหยื่อล่อ ทำให้หานลี่และผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมสุญตาอีกสองคนช่วยสยบอสูรอัสนี สุดท้ายหลังจากที่ได้ไปก็ทำการสังหารที่เหลืออีกสองคน

หานลี่อาศัยอิทธิฤทธิ์ที่เหนือกว่าระดับเดียวกัน ถึงได้ทำให้อีกฝ่ายสนใจผลตาข่ายสีเขียวที่ได้มา และต่างฝ่ายต่างไปด้วยความหวาดกลัวซึ่งกันและกัน

ยามนั้นเขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีฐานะลึกลับ ไม่ใช่ชาวเผ่าวิหคสวรรค์ธรรมดาๆ ยามนี้ไม่ได้พบกันสองสามร้อยปี อีกฝ่ายก็พัฒนาจนมาอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น แน่นอนว่าย่อมเป็นเครื่องรับประกันความคิดนี้

ทว่ากลิ่นอายของหานลี่ในยามนี้เปลี่ยนไปแล้ว หน้าตาก็ไม่ได้เป็นดังเดิมเพราะเคล็ดวิชาลับ ประกอบกับกดพลังยุทธ์ให้อยู่ในระดับหลอมสุญตาขั้นกลาง ช่างแตกต่างกับยามที่พบกันยามแรกนัก

มิน่าล่ะเจ้าของร้านแซ่อวี๋ผู้นี้จึงจำเขาไม่ได้

หานลี่มีสีหน้าราบเรียบกับพลังแรงกดที่น่าตกตะลึงที่แผ่ออกมาจากฝั่งตรงข้าม แต่ครู่ต่อมาก็พลังแรงกดที่แข็งแกร่งของระดับศักดิ์สิทธิ์ก็แผ่ออกมาจากเรือนร่างของเขาเช่นกัน

เสียง “ปัง” ดังสนั่นขึ้น!

พริบตาที่พลังแรงกดทั้งสองปะทะกัน ก็เกิดระเบิดออกแล้วสลายหายไป คาดไม่ถึงว่าจะมีท่าทางเสมอกัน

“นายท่านคือสิ่งมีชีวิตระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเช่นกัน!” เจ้าของร้านแซ่อวี๋เห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็ใจหายวาบพลางเอ่ยถาม

แม้ว่าหลังจากที่ติดตามหานลี่และพวกอยู่ไกลๆ และเห็นวิธีที่หานลี่ออกจากหุบเหวลึก แล้วบุกเข้ามาในเขตอาคมส่งตัว แต่กลับคิดว่าหานลี่มีพลังยุทธ์แค่ระดับหลอมสุญตา ถึงได้ไม่ใส่ใจอันใดมากนัก

มิเช่นนั้นหลังจากที่รู้พลังยุทธ์ที่แท้จริงของหานลี่ เขาจะทำเช่นนี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก

หานลี่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็หัวเราะน้อยๆ ออกมา แต่ครู่ต่อมาก็รวบรวมพลังปราณทั้งหมดแล้วแผ่พลังแรงกดออกไป พลังแรงกดที่น่ากลัวกว่าระดับผสานอินทรีย์ขั้นต้นพลันพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

“พลังยุทธ์ระดับขั้นกลาง! เจ้าคือคนจากเผ่าใดกันแน่ ระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางขึ้นไปของเผ่าวิญญาณเหาะเหิน ข้าไม่มีทางไม่รู้จัก” เจ้าของร้านแซ่อวี๋หน้าเขียวคล้ำ รูม่านตาหดเล็กลงขณะเอ่ยถาม

ทว่าสิ่งที่ทำให้คนผู้คนประหลาดใจก็คือเขาในยามนี้เผยท่าทีเยือกเย็นออกมา และไม่ได้เผยสีหน้าร้อนรน

“ในเมื่อสหายไม่รู้จักข้าน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ นายท่านขโมยแร่ในคลังครั้งนี้ คงได้ประโยชน์มาไม่น้อยสินะ ข้าน้อยเองก็ละโมบ ขอแค่ส่งของมา ข้าน้อยก็จะปล่อยพี่อวี๋ไป เป็นอย่างไร วัตถุดิบเหล่านี้ก็คิดว่าเป็นของตอบแทนที่สหายอาศัยเขตอาคมส่งตัวหนีออกมาก็แล้วกัน” หานลี่เอ่ยอย่างราบเรียบ และไม่ได้เผยมีเจตนาจะเผยฐานะของตนเองออกมา

“ข้าก็ว่าเหตุใดสหายถึงพูดกับผู้แซ่อวี๋มากมายเช่นนี้ ที่แท้ก็ต้องการวัตถุดิบ เรื่องนี้ยิ่งคุยกันง่าย ข้าน้อยอาศัยพลังของสหายจริงถึงได้หนีการไล่ล่ามาได้ เรื่องค่าตอบแทนนั้น สหายก็รับไว้เถิด!” บุรุษแซ่อวี๋ได้ยิน กลับไม่โกรธแต่ฉีกยิ้ม จากนั้นก็พลิกฝ่ามือ วงแหวนทรงกลมสีฟ้าปรากฏขึ้นในมือ และสะบัดข้อมือโยนออกมา

หานลี่เห็นเช่นนั้นพลันตกตะลึง แต่ทันใดนั้นก็นึกอันใดได้ มองไปยังวงแหวนทรงกลม แววตาฉายแววเย็นชา

สะบัดแขนเสื้อ ลำแสงสีทองเปล่งแสงสว่างวาบ วงแหวนทรงกลมที่กำลังร่อนลงมาถูกสับออกกลางอากาศ แต่ด้านในกลับไม่มีสิ่งใด ชั่วพริบตาก็มีหมอกแผ่ออกมา กลายเป็นตาข่ายสายฟ้าสีฟ้าคลี่ลงมาเหนือศีรษะของหานลี่

แต่หานลี่กลับดูเหมือนจะคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว ปีกที่แผ่นหลังระเบิดเสียงฟ้าร้องออกมา คาดไม่ถึงว่าจะมีตาข่ายสายฟ้าสีเงินพุ่งออกมาจากด้านหลังเช่นกัน

ตาข่ายสายฟ้าทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน ตาข่ายสีเงินกลับหมุนคว้าง คาดไม่ถึงว่าจะเปล่งแสงสว่างวาบแล้วกลายเป็นเขตอาคมสายฟ้าประหลาด

ชั่วพริบตาตาข่ายสีฟ้าก็หม่นแสงอย่างเงียบเชียบ คาดไม่ถึงว่าจะถูกเขตอาคมอัสนีดูดเข้าไป ไม่เผยอานุภาพออกมาเลยสักนิด

เจ้าของร้านแซ่อวี๋เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตกตะลึง

ส่วนหานลี่กลับชี้ไปที่เขตอาคมอัสนีเล็กน้อย

ชั่วขณะนั้นเขตอาคมอัสนีพลันส่งเสียงดังขึ้น แล้วสลายหายไป

“การลงมือครั้งนี้ ข้ายอมยกโทษให้สหาย ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง ส่งศิลาล้ำค่ามาก เจ้าจะยังคงจากไปอย่างปลอดภัยได้ มิเช่นนั้น หึๆ…” หานลี่มีจิตสังหารฉายวาบผ่านใบหน้า แล้วเอ่ยพร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชา

ตอนนั้นอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดีกับเขา คิดจะลอบสังหารเขา ครั้งนี้ตามเขตอาคมส่งตัวมา เกรงว่าคงไม่มีเจตนาดีต่อเขาเช่นกัน

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาย่อมไม่ต้องเกรงใจอันใด

หากอีกฝ่ายรู้จักวางตัวส่งของที่ขโมยมา เขาก็จะปล่อยให้อีกฝ่ายไปเผชิญชะตากรรมเองในแม่น้ำยมโลก มิเช่นนั้นเขาย่อมไม่เกรงใจที่จะลงมือสังหารอีกฝ่าย

จากอิทธิฤทธิ์ของเขา แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีที่พึ่งพิง แต่แน่นอนว่าย่อมไม่ใส่ใจ

“ดูแล้วนายท่านคงเข้าใจผู้แซ่อวี๋จริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าน้อยก็จะ…” เจ้าของร้านอวี๋มีสีหน้าบัดเดี๋ยวเคร่งขรึมบัดเดี๋ยวสดใส แต่สุดท้ายก็เอ่ยปากอย่างยอมให้

แต่ครู่ต่อมาแผ่นหลังของหานลี่ก็มีพายุเย็นเยียบปรากฏขึ้น เข็มบางๆ โปร่งใสสิบกว่าเล่มปรากฏออกมา และกลายเป็นเส้นสีเงินสิบกว่าเส้นพุ่งไปยังศีรษะของหานลี่

แทบจะในเวลาเดียว เหนือศีรษะของหานลี่ก็เกิดเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น!

อัสนีเจิดจ้าเปล่งแสงสว่างวาบ ประจุไฟฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนดีดตัวออกมา คาดไม่ถึงว่าจะแบ่งออกเป็นสีทอง เงิน ฟ้าสามสี

ท่ามกลางลำแสงอัสนี มีเงาร่างอสูรประหลาดครึ่งคนครึ่งวิหคปรากฏขึ้นรางๆ มันอ้าปากออก ประจุไฟฟ้าหนาๆ สามสีสับลงมา

A Record of a Mortal s Journey to Immortality

A Record of a Mortal s Journey to Immortality

Type: Author: ,
เจ้าบื้อที่สอง หานลี่ เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญผู้ได้รับวาสนาให้ไปเข้าทดสอบเป็นศิษย์ในสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทำให้เขาได้รู้จักกับโลกใบใหม่ที่หนุ่มน้อยชนบทอย่างเขาใฝ่ฝันอยากสัมผัสกับมันมาโดยตลอด ในโลกแห่งเซียน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างฝึกฝนค้นหาเส้นทางเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นนิรันดร์ ทว่าเส้นทางที่แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรซึ่งมีพรสวรรค์สูงส่งแต่กำเนิดยังต้องผ่านความยากลำบากเท่าไหร่กว่าจะไปถึงจุดนั้น แล้วเด็กหนุ่มปุถุชนเช่นเขาจะทำได้หรือ? ด้วยความสามารถอันธรรมดาสามัญของเขาจะเอาตัวรอดในโลกแห่งเซียนนี้ไปได้อย่างไร? เส้นทางแห่งความสำเร็จช่างอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน… คัมภีร์วิถีเซียนเป็นนิยายจีนย้อนยุคเล่าเรื่องการเดินทางอันน่าติดตามของหานลี่ ผู้ต้องใช้ทั้งไหวพริบและพลังยุทธ์ในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวคนเดียว มาร่วมเดินทางไปกับหานลี่ ผู้เย้ยฟ้าท้านรกเพื่อแสวงหาเส้นทางแห่งการเป็นเซียนด้วยกันเถอะ!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset