I’m in Hollywood – ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อฮอลลีวูด – ตอนที่ 146

Chapter 146 – กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เทียบกับ Indiana Jones ซึ่งทำรายได้เยอะตลอด  Ghostbusters นั้นไม่ได้เปรียบเลยเพราะหนังมันเป็นหนังตลกและหนังตลกก็ไม่ค่อยเป็นจดจำเท่าไหร่ หลังจากที่ทุกคนหัวเราะแล้วมันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อจากนั้น
และการถ่ายทำระหว่างสองภาคก็ห่างกันกว่า 5 ปี สำหรับหนังตลกการเสียความนิยมกับเรื่องเวลานี้ถือว่าเป็นผลเสียอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะ Columbia ไม่ได้ถ่ายหนังเรื่องอื่น งั้นพวกเขาคงไม่ถ่ายหนังเรื่องนี้
แต่ความพยายามของ Columbia ที่ไม่คิดจะสำรองค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องนี้นั้นคือข้อเสียที่สุด แม้ว่ามันจะแย่กว่าโฆษณา Running Out of Time แต่หากเทียบกับการโฆษณาช่วงหน้าร้อนของค่ายหนังอื่นๆแล้วการโฆษณาของง Columbia ก็ถือว่าสมบูรณ์ราวกับว่าพวกเขาไม่ต้องการทำเงินแต่เพื่อทำให้รายได้เข้าเป้า นั่นคือเป้าหมายจริงๆของพวกเขา
การเจรจากับทาง Sony ได้เข้าสู่ช่วงสุดท้าย ทางญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะฮุบกิจการ ผลก็คือเป้าหมายของธุรกิจใน Columbia คือต้องทำการเพิ่มราคาหุ้นของตัวเอง สำหรับรายละเอียดต่างๆแล้วข้อมูลรายได้นั้นถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับราคาหุ้น
Ghostbusters II ปล่อยออกมาในวันที่ 16 มิถุนายน หลังจากผ่านอาทิตย์แรกไป รายได้ 45 ล้านได้ทำให้ทางผู้บริหารของ Columbia พากันตื่นเต้นเมื่อรู้ว่ารายได้อาทิตย์แรกของ Indiana Jones and the Last Crusade อยู่ที่ 46 ล้าน นี่มันก็หมายความว่า Ghostbusters II ก็ไม่ต่างอะไรกับ Indiana Jones and the Last Crusade และตามการคาดการณ์แล้วมันน่าจะทำรายได้เกือบถึง 200 ล้านในส่วนอเมริกาเหนือ
แต่ความตื่นเต้นที่มีก็คงอยู่แค่อาทิตย์เดียว ในอาทิตย์ที่สองรายได้ของ Ghostbusters II ได้ตกลงอย่างมาก มันลดลงถึง 55% และทำเงินได้แค่ 19 ล้านในอาทิตย์ที่สอง
ฝ่ายประเมินรายได้รีบทำการประเมินรายได้ของ Ghostbusters II ใหม่ จาก 200 ล้าน ลดลงมาเหลือ 110 ล้าน  หุ้นของ Columbia ที่เคยเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ลดลงเพราะข่าวนี้แต่มันก็เริ่มเพิ่มขึ้นช้าลง ยังไงซะในฐานะหนึ่งในค่ายหนังใหญ่ทั้งหก หนังหน้าร้อนนี้ก็ถือว่าเป็นหนังหลักและมันก็ไม่ได้ดูวิเศษอะไรกับการทำรายได้ถึง 100 ล้าน
เหตุผลที่ว่ามันทำไมมันถึงได้ลดลงแบบนี้ นอกจากชื่อเสียงของหนังหลังจากที่ปล่อยออกมาแล้ว หนังภาคนี้ก็ไม่ได้ดีเท่ากับภาคแรก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังนั้นโชคร้ายที่ต้องมาฉายชนกับ Batman
Batman เริ่มภาคแรกในตอน 1939 และตอนนี้มันก็อยู่มาถึง 50 ปีแล้ว สำหรับฮีโร่ตัวแรกในประวัติศาสตร์การ์ตูนอเมริกาเหนือ  Warner ไม่ได้คิดว่าหนังเรื่องนี้จะทำได้ดีเท่าไหร่ ความคิดนั้นได้สะท้อนออกมาจากเงินทุน
เทียบกับทุนสร้างที่เกือบ 50 ล้านแล้ว Warner ได้ใช้เงินไปเพียง 35 ล้านในการสร้าง Batman ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทุนสร้างหนังใหญ่อื่นๆแม้แต่ Ghostbusters และ Running Out of Time  แม้ว่า Running Out of Time จะใช้เงินไปเพียง 34 ล้านแต่ทาง Columbia ก็ได้ให้ทุนมาถึง 40 ล้าน
เพราะ Warner ไม่คิดว่า Batman จะทำได้ดี  Columbia จึงมองข้ามมันไป ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อย Ghostbusters II มาชนกับ Batman
แต่ทุกคนประมาทผลจากหนังฮีโร่ที่คงอยู่มาถึง 50 ปีในสายตาของชาวอเมริกามากเกินไป  ในวันที่ 24 มิถุนายน Batman ถูกปล่อยออกมา  อาทิตย์ต่อมาหนังฮีโร่นี้ได้กวาดรายได้ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ไปถึง 68 ล้านโดยนั่นคือรายได้ 45% ของรายได้ทั้งหมดในอาทิตย์นั้นและกลบรายได้ของหนังเรื่องอื่นๆไป
นั่นคือผลกระทบที่มากที่สุดต่อ Ghostbusters II และหลังจากที่รายได้ลดไป 55% ฝันของการทำรายได้ถึง 200 ล้านจาก Ghostbusters II ก็พังทลายไปอย่างสิ้นเชิง  ยังไงซะหลังจากที่รายได้ลดลงไป มันก็มีโอกาสน้อยมากที่จะเพิ่มขึ้นมาได้อีก
ดังนั้น Columbia จึงทำได้แค่ฝากความหวังหนังของ  เอริค  ในเรื่อง Running Out of Time ยังไงซะหนังเรื่องนี้ก็ได้รับการตรวจสอบแล้วและพวกนักวิจารณ์ก็ดูมันแล้วด้วยพร้อมกับชมว่าหนังเรื่องนี้ดี
แต่หลังจากรายได้ Batman อาทิตย์ที่สองถูกประกาศออกมา มันก็ทำให้ความคาดหวังใน Running Out of Time น้อยเพราะ Batman มีรายได้ลดลงไปแค่ 23% ในอาทิตย์ที่สอง มันทำรายได้สูงถึง 52 ล้านซึ่งมากกว่ารายได้ของหนังใหญ่เรื่องอื่นในอาทิตย์แรกอีก
แม้ว่ารายได้ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านในช่วงหน้าร้อนแต่ 150 ล้านนี้ก็แบ่งกระจายไปกับหนังหลายสิบเรื่อง หนังแต่ละเรื่องจึงได้ไปไม่มากนัก  แม้ว่าจะเป็นหนังที่ดีที่ได้รับการคาดหวังสูงแต่ส่วนแบ่งของอีกฝ่ายก็ยังเยอะอยู่ดี เมื่อเป็นแบบนั้น Batman จึงได้รายได้ไปถึง 1/3 ของตลาดและถ้ามันไม่ลดลงในอาทิตย์หน้า ความกดดันต่อ Running Out of Time ก็คงจะมองภาพออก
ในห้องประชุมของสำนักงาน Columbia กลุ่มผู้บริหารระดับสูงต่างก็พูดคุยกันอย่างกังวล  Coca-Cola ได้ส่งรองประธานมาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้   เอริค นั่งอยู่ข้างๆ เอมี่ปาสคาล และตั้งใจฟังที่คนอื่นๆพูดคุยกัน
แม้ว่าเขาจะเป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้แต่ เอริค ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงอะไรมากกับช่องทางการจำหน่ายหนัง เขามาที่นี่เพราะเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้เท่านั้น
ขั้นตอนการถ่ายทำนั้นถูกยกให้กับทาง Columbia  ผู้กำกับนั้นเป็นหน้าที่ของเขาแต่เขาเกือบจะไม่มีส่วนร่วมในเรื่องการจำหน่ายหนังเลย  เอริค ได้เสนอความคิดในการโฆษณาหนังไปก่อนหน้านี้แต่เขาก็ไม่ได้รับการตอบรับจากทาง Columbia เลย
“ ฉันรู้สึกว่า Running Out of Time น่าจะเลื่อนวันออกฉาย อย่างน้อยสักหนึ่งอาทิตย์  ความนิยมของ Batman นั้นรุนแรงเกินไป มันไม่ฉลาดเลยที่จะดื้อด้านกับตารางวันที่ 7 มิถุนายน เราเสียไปเยอะกับ Ghostbusters II และถ้า Running Out of Time ทำลายได้ไม่ถึงตามที่คาดไว้ งั้นแผนในการเพิ่มราคาหุ้นด้วยหนังใหญ่สองเรื่องก็คงพัง “ – ผู้บริหารได้แสดงความเห็นของพวกเขาออกมา
ในตอนที่อีกฝ่ายพูดจบ อีกคนก็ได้ถามขึ้นมา – “ บ็อบ ตามแผนของนาย เราควรทำข้อตกลงกับโรงหนังรึเปล่า ?”
“ การร่วมมือกับอีกฝ่ายอาจจะเป็นการชดเชยที่โรงหนังต้องขาดทุน ด้วยวิธีนี้พวกเขาก็จะเอาหนังเราขึ้นฉายก่อน เอาสั้นๆคือเราต้องมั่นใจว่ารายได้ของ Running Out of Time น่ะต้องเป็นอันดับแรก “
ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลได้แทรกขึ้นมา – “ รายได้ของ Batman ทะลุ 100 ล้านไปแล้ว ความนิยมไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอีกและคำชมหนังเรื่องนี้ก็ไม่มากเท่าไหร่ ฉันคิดว่ารายได้ในอาทิตย์ที่สามนั้นน่าจะลดลงมาแบบปกติกว่า 40% “
“ ตามที่นายบอกไว้ก่อนหน้นี้ หนังควรที่จะทำรายได้ลดลงในอาทิตย์ที่สองแต่ความจริงมันไม่ได้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ในอาทิตย์ที่สองมันลดลงมาแค่ 23% เอง “ – บางคนค้านขึ้นมา
“ สื่อเริ่มล้อเลียนตารางหนังสองเรื่องของเราแล้ว ถ้าเราไม่ทำตามตารางนี้ แน่นอนว่ามันต้องส่งสัญญาณว่าเราไม่มั่นใจในคุณภาพของ Running Out of Time  มันอันตรายมากๆเพราะเมื่อคนเข้าใจผิด พวกเขาก็จะคิดว่า Running Out of Time เป็นหนังที่แย่ นี่อาจจะส่งผลต่อหนังอย่างมาก ผลก็คือมันคงเป็นทางที่ดีที่สุดที่จะปล่อยตามแผนเดิม มันไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการจะเลื่อนวันฉายแต่ตามสถานการณ์ตอนนี้เราต้องไม่เลื่อนวันฉายออกไปอีก “
“ ฉันเห็นด้วยกับ รีช ที่เราต้องเลื่อนวันฉายแต่เราเลื่อนไม่ได้ เมื่อเลื่อนแล้ว มันก็เท่ากับบอกทุกคนว่าเราไม่มั่นใจใน Running Out of Time พวกเขาจะบอกว่าเรากลัวว่า Running Out of Time จริงๆแล้วไม่ได้ดีเท่าที่เราโฆษณาไป “
“ แต่ถึง Batman จะมีรายได้ลดลงไปอีก 20% ในอาทิตย์ที่สามแต่มันก็ยังคงทำรายได้ไปประมาณ 40 ล้าน นายคิดภาพออกมั้ยว่ามันจะกดดันต่อหนังเราแค่ไหน ?”
ผู้คนพากันพูดคุยกันไปกว่าอีกชั่วโมงและรองประธาน Coca-Cola  ที่นั่งดูฉากทั้งหมดอยู่ก็ได้ยืดตัวขึ้นเพื่อที่จะพูดแทรกแต่ท่าทีของเขาถูกเมินและจากนั้นเขาก็ได้มองไปที่ เอริค ที่ฟังเงียบๆเหมือนกับตัวเขาเอง – “ คุณวิลเลียม ฉันเห็นว่านายไม่ได้พูดเลย ทำไมนายถึงไม่บอกความเห็นของนายออกมาล่ะ ?”

I’m in Hollywood ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อฮอลลีวูด

I’m in Hollywood ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อฮอลลีวูด

我就是好莱坞
Score 7.6
Status: Ongoing Type: Author: , Released: 2015 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m in Hollywood ย้อนเวลามาเป็นเจ้าพ่อฮอลลีวูดผู้กำกับหนังได้กลับมาเกิดในปี 1988 ที่ฮอลลีวูดในฐานะเด็กชายชาวตะวันตกวัย 18 ปีที่ชื่อ เอริควิลเลียม จากนั้นเขาก็เริ่มเขียนบนทหนัง เพลงและรายการทีวีขึ้น แล้วกลายเป็นผู้กำกับที่เก่งในทุกด้านของวงการบันเทิง ชนะใจของดาราสาวทุกคนและเข้าสู่เส้นทางตำนานผู้กำกับแห่งฮอลลีวูด

Comment

Options

not work with dark mode
Reset