Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก – ตอนที่ 91

ตอนที่ 91 ศาสตร์ต้องห้าม

 

หนึ่งวันก่อนที่ฟาร์มาจะเดินทางออกจากนครศักดิ์สิทธิ์ เขาได้ใช้ไวไฟในการคัดลอกและดาวน์โหลดข้อมูลไปยังสมาร์ตโฟนให้ได้มากที่สุด ดูเหมือนไวไฟที่ส่งออกมากจากฟันเฟืองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

 

(รอบหน้าต้องเอาของที่จุข้อมูลได้เยอะๆมาหน่อย)

 

 

ตั้งแต่นี้ไปเขาก็มีเหตุผลที่จะแวะมานครศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นแล้ว นั่นก็คือการดาวน์โหลดข้อมูล

 

ความสามารถที่จะได้ข้อมูลที่ฟาร์มาจำไม่ได้ ตัวยาที่เขาลืมไป ลำดับยีน ชีวสารสนเทศที่ถูกตีพิมพ์ในชีวิตก่อนของเขา นั่นคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่เขาต้องการ

 

 

ข้อมูลวิทยาศาสตร์ชีวภาพพวกนี้จะกลายเป็นแนวทางในการสร้างยาตัวใหม่ๆขึ้นมา

 

แถมเขายังสามารถรวบรวมข้อมูลที่จะเอาไปต่อยอดการรักษาตราหลอมละลายของจักรพรรดินีด้วย

 

ถึงจะน่าเสียดายที่ปริ๊นข้อมูลออกมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็เก็บข้อมูลไว้จนเต็มเม็มของสมาร์ตโฟน

 

 

 

วันรุ่งขึ้น งานเลี้ยงส่งของจักรพรรดินีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยทางนครศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังโศกเศร้าจากการจากไปของสันตะปาปา

 

จักรพรรดินีซึ่งอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับตราหลอมละลายบนหลังของเธอเลยก่อนจะเข้าร่วมพิธีด้วยท่าทีที่สง่างาม

 

เขายังสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทางนครศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้ ถึงจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับความวุ่ยวายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไม่มีพระสันตะปาปาอยู่แล้ว

 

 

 

“ถ้าเช่นนั้น ขออวยพรให้องค์จักรพรรดินิปลอดภัยและมีร่างกายแข็งแรง”

 

 

“อื้ม งั้นก็ขอให้ท่านทูตเดินทางไปกลับจักรวรรดิไปพร้อมกับเราเลยก็แล้วกัน”

 

 

“จากนี้ไป ทางเราก็ขอฝากโซโลม่อนให้ฝ่าบาทดูแลด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

คาร์ดินัลที่ขึ้นมารักษาการแทนก็ขยิบตาให้กับจักรพรรดินี พอจักรพรรดินีได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าสงสัย ก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

 

“ฮ่าๆๆ นั่นคือลางสังหรณ์หรือว่าอะไรกันถึงบอกให้เรารับคนๆนั้นไปดูแลไว้!”

 

“กระหม่อมวางแผนที่จะจัดการกับเหล่าคาร์ดินัลที่ละเมิดกฎและให้พวกเขาชดใช้บาป รวมไปถึงจูเลียน่าที่เป็นผู้ลี้ภัยในขณะนี้ จนกว่าจะถึงตอนนั้นกระหม่อมก็อยากจะฝากพวกเขาไว้ในการดูแลของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

“ก็คนเหล่านั้นถือว่าเป็นเหยื่อของเรื่องนี้นี่นะ”

 

 

 

ข้อเท็จจริงที่ว่าซาโลม่อนและจูเลียน่าร่วมเดินทางไปกับพวกเขาดูท่าคนอื่นจะรู้กันหมดแล้ว

 

จักรพรรดินีก็หัวเราะออกมา ก่อนจะค่อยๆใช้พัดปิดใบหน้าของเธอ เหล่านักบวชและครูเซเดอร์ของนครศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าแถวเป็นทางยาวเพื่อรอให้ขบวนของจักรพรรดินีผ่าน

 

เมื่อพวกเขาเห็นรถม้าที่จักรพรรดินีและฟาร์มานั่งผ่านประตูเมืองไป

 

 

นักบวชทั้ง 5 คน รวมทั้งคอมพ์ ที่หมายจะไปยังโบสถ์เมืองหลวงจักรวรรดิ ก็กำลังตามกลุ่มของจักรพรรดินีไป

 

 

(ดูเหมือนจะได้กลับบ้านกันสักที…แต่ปัญหาก็เยอะจริงๆเลย)

 

 

เรื่องของทางนักบวชไม่น่าจะเป็นอะไรแล้ว สุดท้ายพวกเขาก็สามารถกลับกันมาได้อย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ฟาร์มากังวลก็คือจักรพรรดินี

 

หากเธอไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับเขา เธออาจจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้

 

 

(หากไม่รีบรักษา ตราหลอมละลายนี้ก็คงจะฆ่าผู้ที่ถือตราเอาไว้ตอนมันทำงาน แต่ตราบใดที่มันยังอยู่ในกรณีของโรคติดเชื้อ เราก็ยังพอจะหาทางจัดการได้ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม)

 

 

ทางหลวงแคสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางกลับสู่จักรวรรดิมันเป็นหนึ่งในทางลาดยางที่นครศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นเส้นทางสัญจรหลักของผู้คนและผู้ค้าขายสินค้าที่เชื่อมต่อกับเมืองของใหญ่ของประเทศรอบข้าง

 

 

มีเหล่าพ่อค้าเร่และพลเรือนมากมายบนท้องถนน และมีเมืองที่ทางหลวงตัดผ่านจากนครศักดิ์สิทธิ์ทุกๆสิบกีโล

 

การเดินทางมายังนครศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นกษัตริย์หรือแขกคนสำคัญของแต่ละประเทศแล้ว พวกเขาก็จะสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในเมืองที่เป็นทางผ่านสู่นครศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่าบ้านพักแขกได้

 

ฟาร์มาได้มานั่งรับประทานอาหารกลางวันกับจักรพรรดินีที่บ้านพักแขกแห่งที่สองของเมืองอาณาจักรเฮลเวเทีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของนครศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะไปนั่งที่ม้านั่งริมแม่น้ำ พอได้มองภาพแบบนี้ ฟาร์มาก็ลืมเรื่องการรักษาตราหลอมละลายไปเลย

 

 

 

“ท่านฟาร์มาคะ นี่ค่ะเครื่องดื่มที่ฉันเตรียมไว้ให้”

 

 

จูเลียน่านำชาสมุนไพรอุ่นๆมามอบให้เขา ก่อนจะนั่งลงข้างๆเขา

 

“ขอบคุณครับ คุณจูเลียน่า”

 

 

“คิดถึงเรื่องฝ่าบาทอยู่เหรอคะ”

 

 

“ชะ….ใช่แล้วครับ พอดีผมอยากจะมานั่งคิดเรื่องอะไรต่างๆคนเดียวสักหน่อยน่ะครับ ขอโทษด้วยนะครับ”

 

“งั้นเหรอคะ แบบนี้ฉันคงเข้ามารบกวนสินะคะ อ้อแล้วก็นี่เป็นข้อความจากท่านมหาดเล็กค่ะ หลังจากให้พวกม้าพักผ่อนเสร็จ เราจะเริ่มเดินทางกันในช่วงบ่าย ฉันจึงอยากมาแจ้งให้ท่านทราบค่ะ”

 

“ขอบคุณครับ”

 

 

 

ในขณะที่ฟาร์มากำลังดื่มชาสมุนไพร เขาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่มุมหนึ่งของย่านการค้า เจ้าของร้านชายวัยกลางคนและหญิงสาวที่ดูเหมือนจะเป็นลูกค้ามันเป็นเสียงการปะทะกันปนกับเสียงกรีดร้อง

 

 

“ขอยาวิเศษนั่นให้ฉันเถอะนะ สมุนไพรชำระล้างนั่นด้วยเอามาเถอะ แม่ของฉันกำลังรออยู่นะ”

 

“ไม่ได้ๆๆ เพราะข่าวลือเรื่องวิญญาณร้ายกำลังอาละวาด สมุนไพรชำระล้างก็ขาดตลาดอยู่ด้วย จะให้ข้าขายของมีค่าเช่นนี้ให้เจ้าด้วยเงินเพียงเล็กน้อยเนี่ยนะ กลับบ้านไปเถอะ”

 

 

ฟาร์มาจับจ้องไปที่หญิงสาวสามัญชนที่ดูจะอยู่ในช่วงมอต้น เธอกำลังเดินไปตามตรอกย่านการค้าอย่างไร้จุดหมายขณะที่ถือเหรียญเงินในมือไปด้วย

 

ไม่นานนัก พวกโจรที่หมายตาเงินเธอก็กระชากประเป๋าของเธอแล้วผลักเธอล้มลงไป ก่อนจะวิ่งหนีปะปนไปกับฝูงชน

 

ฟาร์มาที่เห็นเรื่องราวทั้งหมด ก็รีบซดชาสมุนไพรแล้วลุกออกจากที่นั่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาเธอที่กำลังหมดแรงและทรุดตัวอยู่บ้างทาง

 

เขามองเธอด้วยความอ่อนโยนก่อนจะยื่นมือเข้าไปช่วย

 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

 

 

หญิงสาวที่เห็นฟาร์มาซึ่งแต่งตัวดูมีฐานะก็รู้สึกตระหนกพอถูกเขาช่วย แต่ถึงเธอจะยืนขึ้นมาก็ไม่ได้ทำความเคารพฟาร์มาแต่อย่างใดแถมยังอยู่ในสภาพที่ตัวแข็งทื่ออีกต่างหาก ฟาร์มาก็ได้ทำการปัดโคลดออกจากเสื้อผ้าของเธอด้วยมือของเขา รองเท้าของเธอนั้นเป็นรูจนทำให้เห็นนิ้วของเธอที่ยื่นออกมาด้วย

 

 

“ขะ-ขอบคุณมากนะคะ ไม่รู้จะตอบแทนท่านยังไงเลย”

 

“ลำบากแย่เลยสินะครับ”

 

“อาจจะเป็นการรบกวนไปบ้าง แต่เดี๋ยวผมซื้อของที่คุณอยากได้ก่อนหน้านี้ให้ได้นะครับ ได้ยินว่าแม่ของคุณกำลังรอมันอยู่นี่ครับ ”

 

 

อาจจะเป็นเพราะคำพูดที่แสนอบอุ่นนี้ น้ำตาจึงไหลออกมาจากดวงตาของเธอ

 

“ยาที่คุณต้องการ มันขายที่ร้านนั้นใช่ไหมล่ะครับ”

 

 

“ค่ะมันมีขายเฉพาะที่ร้านนั้น แต่ถ้าฉันจะเข้าไปซื้อก็คงจะโดนปฏิเสธอีกแน่”

 

  

ฟาร์มาส่ายหัวให้กับเธอ ก่อนจะมองไปยังใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ติดไว้ตรงทางเข้าร้านขายยาที่ปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชาก่อนหน้านี้

 

 

“ผมว่าเราไม่ควรมาซื้ออะไรที่ร้านนี้นะครับ เจ้าของร้านก็เป็นเพียงแค่แพทย์โอสถธรรมดาด้วย เขามียาที่ร้านอื่นไม่มีจริงเหรอครับ?”

 

 

“ค่ะเพราะเหมือนเขาจะซื้อส่วนผสมสำหรับการทำยามาจากแพทย์โอสถระดับสูง”

 

 

หญิงสาวดูเหมือนจะไม่สงสัยอะไรเกี่ยวกับสรรพคุณของยานั้นเลย แต่เพราะทำอธิบายนั้นฟาร์มาถึงได้ค้านเธอ

 

 

“ถึงจะมีส่วนผสม แต่แพทย์โอสถทั่วไปก็ไม่สามารถสังเคราะห์ยาจากศาสตร์แห่งเทพได้หรอกนะครับ ดังนั้นหากเป็นเหมือนที่เขาว่าจริงมันก็เป็นของปลอมแล้วครับ”

 

 

ฟาร์มาจึงเดินเข้าไปภายในร้านคนเดียว ก่อนจะดูขวดยาที่เขียนไว้เป็นยาแก้คำสาปเอาไว้ พอเขาหยิบขึ้นมาดูก็รู้เลยว่ามันเป็นของปลอม ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปพูดกับเจ้าของร้าน

 

“เจ้าของร้านครับ อย่ามาขายยาปลอมที่อ้างว่าเป็นยาวิเศษสิครับ แถมทางร้านก็ไม่น่าจะสังเคราะห์มันขึ้นมาเองได้ด้วย ตัวยานี้ไม่ได้มีพลังแห่งเทพอยู่เลย มันคือยาปลอมครับ”

 

 

“เห้ย…ถ้าไม่รู้ก็เงียบไปสิวะ…ไอ้เด็กสำเนียงเหน่อนี่! ไปให้พ้นไป๊!!”

 

 

เหมือนเขาจะรู้ว่าฟาร์มาเป็นคนของจักรวรรดิจากสำเนี่ยงที่พูด ก่อนเขาจะต่อว่าและไล่ฟาร์มาไป

 

 

“ปกติแล้ว ใครมันจะไปรู้ว่าอะไรเป็นของปลอม แล้วเด็กอย่างแกมันจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับยาวิเศษนี่กัน”

 

“แน่นอนครับว่า ผมไม่รู้ถึงรูปแบบการปรุงยาของประเทศนี้หรอก แต่อย่างน้อยมันก็ไม่มีพลังแห่งเทพอยู่ภายในนั้นเลย นี่คือสิ่งเดียวที่ผมบอกได้ครับ”

 

 

“ให้ตายสิเว้ย!!”

 

 

ดูเหมือนเจ้าของร้านจะเลือดขึ้นหน้าจนเข้ามาโจมตีฟาร์มา

 

ฟาร์มาหลบการโจมตีของเจ้าของร้านได้ ก่อนที่กำปั้นของเขาจะถูกแช่แข็งไว้ด้วยศาสตร์แห่งเทพในไม่กี่วิหลังจากนั้น

 

 

 

“อึกไอ้เวรเอ้ย! แกเป็นผู้ใช้ศาสตร์แห่งเทพเหรอวะ!!”

 

“เดี๋ยวผมจะเข้าไปคุยกับกิลด์แพทย์โอสถของอาณาจักรเฮลเวเทียสักหน่อย จากนี้ก็รอรับการลงโทษที่ขายของผิดกฏหมายได้เลยนะครับ”

 

 

 

เจ้าของร้านอ้าปากค้าง

 

 

“เดี๋ยวเถอะ ไอ้เด็กอย่างแกจะไปมีสิทธิ์ยุ่งกับกิลด์ของประเทศอื่นเขาหรือไงกัน!?”

 

“จริงสิผมคงแนะนำตัวช้าไป ผมมีชื่อว่า ฟาร์มา เดอ เมดิซิส เป็นหัวหน้าแพทย์โอสถหลวงส่วนพระองค์ของจักรวรรดิแซงต์เฟลิฟครับ ดังนั้นถึงจะเป็นประเทศอื่น ผมก็มองว่าตนมีดุลยพินิจมากพอเกี่ยวกับงานของแพทย์โอสถ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในที่สุด เจ้าของร้านก็พบตราสัญลักษณ์สีทองของนักปรุงยาในราชสำนักที่ส่องแสงอยู่บนปกเสื้อของฟาร์มา และหมอบลงบนพื้นร้านเพื่ออ้อนวอนขอการให้อภัย

 

พอได้ยินแบบนั้น เจ้าของร้านก็มองไปแล้วพบเข้ากับตราสัญลักษณ์สีทองของแพทย์โอสถประจำราชสำนักที่อยู่บนปกคอเสื้อของฟาร์มา ก่อนจะหมอบกราบลงกับพื้นเพื่ออ้อนวอนขอคมา

 

“ค่ะ คือ เดี๋ยวก่อน! ยกโทษให้ข้าด้วยเถอะ ข้าผิดไปแล้ว! ข้าจะไม่ขายยาพวกนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วก็ขออภัยในความหยาบคายของข้าด้วย นึกไม่ถึงจริงๆว่าท่านจะเป็นท่านฟาร์มา เดอ เมดิซิสผู้นั้น.. “

 

 

“นี่แปลว่าผมดูไม่เป็นคนแบบนั้นได้เลยสินะครับ?”

 

“คือ…”

 

 

ชื่อของแพทย์โอสถหลวง ฟาร์มา เดอ เมดิซิส นั้นเป็นชื่อที่โด่งดังอย่างมากในหมู่แพทย์โอสถ และดูเหมือนจะเป็นที่รู้จักกันดีกระทั่งในหมู่แพทย์โอสถของประเทศอื่นด้วย

 

แต่ถึงเจ้าของร้านจะรู้ชื่อของเขา แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแพทย์โอสถหลวงคนนั้นจะเป็นเด็กชายที่อายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น หากฟาร์มาเป็นคนพูดเองว่าเขาขายยาปลอม มันก็คงจบไม่สวยแน่ ไม่ว่าจะเป็นการถอนใบอนุญาต ไปจนถึงไม่มีที่ยืนในสังคมแพทย์โอสถ

 

 

 

“อย่าได้ขายยาปลอมและเหยียบย่ำคนด้วยกันอีก สัญญากับผมสิครับ!”

 

ฟาร์มามองเจ้าของร้านที่กำลังก้มตัวให้อยู่ก่อนจะออกคำสั่งกับเขา

 

หญิงสาวที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ก็มองทั้งสองจากระยะไกลด้วยความงุนงง ก่อนที่ฟาร์มาจะออกมาจากร้านและยิ้มให้เธอ

 

 

“ไปกันเถอะครับ ผมว่าร้านนี้คงไม่มียาที่คุณต้องการหรอก”

 

“ขอบคุณค่ะ ถึงฉันจะฟังไม่ค่อยได้ยินเท่าไรนัก…แต่ของที่ขายอยู่มันหมดแล้วเหรอคะ

 

 

“ก็…ใช่แล้วครับ งั้นเรื่องยาของแม่คุณ”

 

“งั้นฉันคงต้องออกไปตามหาที่อีกเมืองแทนสินะคะ บางทีอาจจะได้เงื่อนงำเกี่ยวกับยาวิเศษก็ได้ ขอบคุณมากเลยนะคะ เกือบจะท้อซะแล้วสิ ถึงคอจะรู้สึกเจ็บอยู่ แต่คิดมากไปก็ไม่ได้อะไร ขาของฉันก็ยังเดินไหวด้วย ต้องรีบไปแล้วกลับบ้านก่อนค่ำให้ได้ด้วยสิ”

 

 

เพื่อค้นหายาวิเศษนั้น เธอยอมที่จะเดินต่อด้วยขาที่กะโผลกกะเผลกและอยู่ในสภาพที่หิวโหย

 

ฟาร์มาจึงรีบาตะโกนบอกเธอที่กำลังจะเดินทางต่ออย่างรวดเร็วหลังขอบคุณเขาเสร็จ

 

 

 

 

“เดี๋ยวก่อนครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะลากันแค่นี้สักหน่อย เดี๋ยวผมจะสังเคราะห์สิ่งที่คุณต้องการให้เองครับ”

 

“เอ๋?…แต่ว่าที่ฉันต้องการเป็นถึงยาวิเศษเลยนะคะ…ฉันต้องรีบไปหายาวิเศษที่สามัญชนสามารถซื้อได้ด้วย…แม่กำลังรออยู่ค่ะ”

 

“ผมเข้าใจแล้ว งั้นก็ดูนี่สิครับ”

 

 

ฟาร์มายื่นมือทั้งสองข้างออกมา ก่อนจะสร้างแก้วจากน้ำแข็งขึ้นมา และสร้างน้ำให้ลอยขึ้นไปบนอากาศด้วยมืออีกข้าง ก่อนจะเทมันลงไปในแก้ว แล้วยื่นให้กับเธอ

 

 

 

 

“นั่นก็เป็นศาสตร์แห่งเทพเหรอคะ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย”

 

 

หญิงสาวรู้สึกทึ่งกับศาสตร์แห่งเทพที่เห็นซึ่งดูได้จากดวงตากลมโตของเธอ

 

 

 

“ไม่เคยเห็นน้ำที่สะอาดขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ”

 

 

“คงจะหิวน้ำมากสินะครับ ยังไงก็ดื่มน้ำดับกระหายกันก่อนเถอะครับ”

 

 

พอเธอได้ดื่มน้ำของฟาร์มา เธอก็กำมือแน่นพร้อมกับขอดื่มอีกสามแก้ว

 

เธอรู้สึกดีใจก่อนจะบอกว่าพอดื่มแล้วผิวที่แห้งกร้านของเธอก็รู้สึกเหมือนเริ่มกลับมาชุ่มชื้นขึ้นบ้างแล้ว

 

“ฮ่าๆ เหมือนได้เกิดใหม่เลยนะคะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำที่อร่อยแบบนี้อยู่ในโลกด้วย”

 

“ดีแล้วครับ”

 

 

“ว่าแต่ทำไมชนชั้นสูงจากต่างประเทศต้องปฏิบัติกับคนแปลกหน้าอย่างฉันดีขนาดนี้ด้วยคะ เงินของฉันก็ถูกขโมยไปหมดแล้วด้วย”

 

 

 

หญิงสาวบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับความกรุณาจากชนชั้นสูง

 

จนถึงตอนนี้ เธอไม่เคยรู้สึกประทับใจในตัวชนชั้นสูงคนไหนมาก่อนเลย บ้านเกิดของเธอ ชนชั้นสูงก็มักจะดูถูกเหล่าสามัญชน ชอบใช้ศาสตร์แห่งเทพแล้วมาสร้างภาระให้กับพวกเขา

 

 

 

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ประเทศไหน มีเงินหรือเปล่า ผมก็ไม่สามารถทอดทิ้งคนที่ต้องการยาไปให้กับคนที่สำคัญของพวกเขาได้หรอก”

 

“คะ……”

 

“เพราะผมเป็นแพทย์โอสถนี่ครับ”

 

 

ฟาร์มาปลอบเธอด้วยรอยยิ้ม

 

ยาวิเศษที่มีชื่อว่า อัลเบอร์ ซึ่งเธอกำลังตามหาอยู่นั้นสามารถสร้างด้วยศาสตร์แห่งเทพที่เตรียมการไว้ของมหาวิทยาลัยยาจักรวรรดิได้โดยการนำวัตถุดิบหลากชนิดไปต้มและผสมกัน รวมไปถึงการสกัดสารจากต้นหลิวด้วยศาสตร์แห่งเทพและน้ำที่สร้างขึ้นมาจากศาสตร์แหงเทพ

 

จากที่ฟาร์มาว่ามา เขาจำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการสังเคราะห์มันให้เสร็จ

 

แต่อันที่จริงเขาคิดว่าถ้าให้ยาแผนปัจจุบันคงจะเหมาะสมกว่าอัลเบอร์ที่ว่ามา

 

ถึงจะพูดแบบนั้นเขาก็จำเป็นต้องไปดูอาการของคนไข้จริงๆก่อนถึงจะรู้ว่า อัลเบอร์หรือยาแผนปัจจุบันเหมาะสมมากกว่ากัน

 

“เอาเป็นว่า คุณแม่ของคุณอยู่ที่ไหนเหรอครับ ถึงผมจะเตรียมยาแล้วเอาไปให้เลยก็ได้ แต่ผมก็อยากจะตรวจดูอาการของคนไข้ก่อนว่ายานั้นจะเหมาะสมกับโรคจริงหรือเปล่าน่าจะดีกว่า”

 

 

“แม่ของฉันป่วยเป็นไข้อยู่ที่หมู่บ้านค่ะ เธอกำลังรอฉันกับพี่ของฉันอยู่”

 

 

“งั้นมันอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”

 

 

พอเขาถามถึงบ้านเกิดของเธอ ก็พบว่ามันเป็นหมู่บ้านที่อยู่ริมถนนสายหลัก ที่ฟาร์มาและคนอื่นๆต้องผ่านอยู่แล้วด้วย หากเป็นแบบนี้อะไรก็ง่ายขึ้นเยอะ

 

ฟาร์มาไปพูดคุยกับข้ารับใช้ของตระกูล เดอ เมดิซิส และขอให้หญิงสาวไปนั่งอยู่ที่ท้ายขบวนของรถม้า เธอสามารถทานอาหารที่หรูหราได้ด้วย แต่เธอกลับทานมันน้อยมาก

 

 

 

“ไม่ถูกปากเหรอครับ? หรือคุณรู้สึกไม่สบายเหมือนกัน”

 

 

 

เมื่อฟาร์มาถามหญิงสาว เธอสารภาพออกมาอย่างเขินๆ

 

 

“คือว่า…ฉันอยากจะเอาจานนี้กลับไปที่บ้านค่ะ ฉันอยากจะเอาไปให้แม่กับพี่ชายของฉันได้ทานขนมปังที่ขาวบริสุทธิ์กับเนื้อนุ่มๆนี่ด้วย”

 

 

“ถ้างั้น ก็เอาขนมปังกลับไปเพิ่มด้วยสิครับ เอาขนมปังใหม่กลับไปน่าจะดี”

 

 

พอฟาร์มาบอกจักรพรรดินีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็ให้เวลาเขาสองชั่วโมงในการเข้าไปเตรียมยาและตรวจอาการแม่ของหญิงสาว ดเหมือนว่าจักรพรรดินีจะเข้าใจสถานการณ์ของเธอบ้างแล้ว

 

เธอเต็มใจที่จะยอมเปลี่ยนกำหนดการเดินทางเพื่อประโยชน์ของหญิงสาวสามัญชนคนหนึ่งและเข้าไปดูแลแม่ของหญิงสาวด้วย

 

 

 

“ถ้ากินยานั่นเสร็จ แม่จะหายเลยหรือเปล่าคะ?”

 

 

“ผมยังไม่เจอผู้ป่วยก็บอกไม่ได้หรอกครับ บางทีอาจจะต้องทานยาอย่างต่อเนื่องก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเดี๋ยวเราจะจัดการส่งจดหมายของจักรวรรดิผ่านทางหมู่บ้านให้นะครับ”

 

 

ฟาร์มาคิดว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็จำเป็นต้องรับผิดชอบดูแลแม่ของเธอให้ถึงที่สุด จักรพรรดินีที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้ามุ่ย

 

 

“ ว่าแต่แถวนี้ไม่มีร้านขายยาดีๆเลยหรือไงนะ จะร้านขายยาแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณอะไรก็ได้”

 

 

“ไม่มีร้านที่ขายยาแผนปัจจุบันในอาณาจักรเฮลเวเทียหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

“หมายความว่าไงกันฟาร์มา ไม่มีเนี่ยนะ?”

 

 

“ก็เราอยู่ต่างประเทศนะพ่ะย่ะค่ะ”

 

“เดี๋ยวเราจะส่งจดหมายไปที่นครศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอเปิดร้านขายยาตามทางหลวงเอง แล้วก็ไม่ใช่แค่ที่เฮลเวเทียนี้ด้วย”

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง การตัดสินใจที่จะเปิดร้านขายยาขึ้นมาตามทางหลวงของแต่ละประเทศจึงกำเนิดขึ้น

 

 

…━━…━━…━━…

 

 

ถึงเอเลนที่สร้างเขตแดนคุ้มกันรอบคฤหาสน์ตระกูล เดอ เมดิซิสกับเบียทริชเสร็จสิ้นแล้ว เธอก็ยังไม่ได้หาอะไรทานหรือนอนเลยเพราะตัดสินใจเฝ้าอาการลอตเต้

 

ตอนนี้การหายใจของลอตเต้เริ่มแผ่วเบาไปเรื่อยๆไม่กี่ครั้งต่อนาทีเอง

 

เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำเนื่องจากไม่สามารถดื่มน้ำทางปากได้นานกว่าหนึ่งวัน เธอจึงให้น้ำเกลือและกลูโคสอย่างช้าๆ ตามความเหมาะสม

 

 

เนื่องจากอัตราการเต้นของหัวใจลดลงอย่างมาก เธอจึงให้อะโทรปีนที่ทำให้ชีพจรและความดันโลหิตของลอตเต้ดีขึ้นชั่วคราว แต่อาการของลอตเต้ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมภายในเวลาไม่นาน

 

เธอไม่รู้ว่าลอตเต้จะหายใจได้ไปถึงเมื่อไหร่ ด้วยความรู้สึกถึงอันตรายเช่นนี้ทำให้เอเลนไม่สามารถละสายตาไปจากลอตเต้ได้เลย

 

 

การตรวจเลือดด้วยตัวอย่างเลือดของลอตผ่านกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

 

แต่พอเธอลองเอาสารที่ทำปฏิกิริยากับศาสตร์แห่งเทพแบบดั้งเดิมของเธอ มาตรวจเลือดลอตเต้ผลที่ได้คือเลวร้ายสุดๆ

 

เอเลนบอกได้ทันทีเลยว่ามันเป็นเพราะวิญญาณร้าย

 

 

(มันไม่ใช่แค่ความผิดปกติของเส้นประสาทสั่งการแล้ว บางทีวิญญาณร้ายมันอาจะสาปให้เลือดของเธอผิดปกติด้วยก็ได้)

 

 

จากประสบการณ์ของเอเลนในฐานะแพทย์โอสถขั้นหนึ่ง อาการในตอนนี้มันสร้างความตื่นตระหนกให้เธอมาก และการวินิจฉัยที่เลวร้ายที่สุดก็ตามมาหลอกหลอนเธ

 

เธอเคยมีประสบการณ์หลายครั้งในอดีตที่พบว่าวิญญาณร้ายได้ทำการรบกวนชีพจรภายในร่างของเหยื่อ

 

ถึงจะมีอะโทรปีนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้แล้ว แต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานสักแค่ไหน

 

ในขณะที่พยายามนึกถึงเรื่องที่ทำได้ เธอก็ต้องคิดแล้วว่าบนโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่ยาและการรักษาของฟาร์มาไม่ได้ผลอยู่ด้วย

 

 

(มันเหมือนเป็นการย้อนกลับไปในยุคอดีตที่ความเจ็บป่วยนั้นเกิดมาจากเหล่าวิญญาณร้ายทั้งสิ้น)

 

 

ถึงกระนั้น เอเลนก็ไม่อาจสูญเสียลอตเต้ไปได้

 

 

สำหรับเธอแล้วลอตเต้เป็นคนที่รู้จักกันมานานและในขณะเดียวกันก็เป็นคนสำคัญที่เธอได้ใช้เวลาร่วมกันมากมาย

 

 

 

“จะค่ำแล้วสิ เราจะทำยังไงดีนะ”

 

 

 

ขณะที่สัมผัสข้อมือของลอตเต้เธอก็เกือบจะร้องไห้ออกมา

 

นี่เป็นครั้งในรอบหลายปีเลยที่หัวใจของเธอเวลาช่วงกลางคืนเข้ามาบีบคั้น

 

ผลกระทบของสมบัติลับที่ถูกขโมยไปนั้นมันยิ่งใหญ่มาก

 

 

“เอเลโอนอร์ ชาร์ล็อตเป็นไงบ้าง”

 

 

ดูเหมือนการกำจัดวิญญาณร้ายในเมืองหลวงจะสิ้นสุดลงแล้ว ปาลเล่ที่กลับมาในสภาพเปียกโชกจึงใช้ผ้าขนหนูเช็ดศีรษะของตน วันนี้ปาลเล่ไม่ได้สวมวิกที่ทำมาจากผมของบลายช์อีกแล้ว เนื่องจากเส้นผมสีเงินของเขาได้ยาวขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

“อาจารย์เอเลนคะ…ลอตเต้..ช่วยได้ใช่ไหมคะ”

 

 

 

บลานช์เดินตามลอตเต้เข้าไปในห้องด้วยสีหน้าเป็นกังวล

 

 

“ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย หลังจากที่ฉันลองยาต้านคำสาปไปหลายตัว แต่มันก็ไม่ได้ผลเลย ขอโทษนะ…”

 

 

เธอยอมรับแต่โดยดีว่าตนไร้ความสามารถและกล่าวขอโทษอกมา

 

 

“ทำไมกัน…จะยอมแพ้แล้วเหรอคะ?”

 

น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของบลานช์

 

“ฉันไม่ได้ยอมแพ้สักหน่อย”

 

 

“ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ แย่สุดๆไปเลย!”

 

แต่เอเลนก็ไม่มีแรงจะตอบโต้การยั่วยุของปาลเล่ได้เหมือนเคยแล้ว

 

หลังจากที่เขาได้แสดงความแตกต่างของพลังศาสตร์แห่งเทพที่ตนใช้ซึ่งถูกคิดค้นภายในโนวารูต เอเลนก็รู้สึกหมดความมั่นใจไปแล้ว ปาลเล่พูดต่อหลังจากที่เห็นเอเลนไม่โต้อะไรกลับมา

 

 

 

“นี่ ทำไมไม่พูดอะไรหน่อยล่ะ”

 

“จะให้ฉันตอบอะไรกลับไปได้ล่ะ แล้วสถานการณ์ในเมืองหลวงเป็นไงบ้างแล้วล่ะ เพราะถ้าทั่วทั้งเมืองหลวงยังถูกปกคลุมด้วยความมืดอยู่แบบนี้ สภาพของลอตเต้จังก็คงไม่มีทางดีขึ้นหรอก”

 

“น่าเสียดาย แต่พวกวิญญาณร้ายยังมีอยู่ การจะเอาชนะพวกมันไปทีละตัวเรื่อยๆคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่คนที่อาศัยในเมืองหลวงก็เหมือนจะอพยพไปยังศูนย์อพยพเรียบร้อยหมดแล้วตามคำแนะนำของพวกทหาร ตระกูลบอนฟัวของเธอก็เป็นหนึ่งในศูนย์อพยพนั้นนะ และเพราะที่นั่นก็มีมนตร์คุ้มกันเหมือนกัน น่าจะไม่เป็นอะไร’

 

 

“ก็ดีแล้ว ฉันสงสัยอยู่พอดีเลย ขอบคุณที่บอกนะ”

 

 

“แต่เธอก็เป็นคนสร้างเกราะป้องกันตระกูลเราขึ้นมานี่”

 

 

“ฉันกับแม่นายต่างหาก”

 

 

“ยังไงก็เถอะ ฉันแค่อยากจะบอกว่าขอบคุณนะที่ปกป้องคฤหาสน์ของพวกเรา”

 

 

เสียงฟ้าร้องและฝนตกหนักเริ่มดังกระทบหน้าต่าง

 

เมื่อเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เมืองหลวงของจักรวรรดิทั้งหมดก็ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำหนาทึบแล้ว

 

วิญญาณร้ายยังคงออกมาอย่างไม่หยุด ในสภาพอากาศเช่นนี้สถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายมากกว่าเดิม

 

 

(เราต้องรีบช่วยลอตเต้จังก่อนที่มันจะหนักไปมากกว่านี้ เราก็ลองใช้สิ่งที่ฉันรู้หมดแล้ว….แต่มันก็ไม่ได้ผลกับวิญญาณร้ายพวกนี้อยู่ดี….แล้วมันจะมีอะไรที่เราจะทำได้อีกละ…?)

 

 

 

“ไม่สิ…มีอยู่นี่นา ทำไมฉันถึงคิดไม่ออกกันนะ”

 

 

เธอเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้

 

 

 

“ศาสตร์ต้องห้าม”

 

 

 

เอเลนตัวสั่นและพูดคำต้องห้ามนั้นออกมา

 

มันเคยมีร้านขายยาที่สามารถทำยาที่มีผลกับพวกวิญญาณร้ายโดยเฉพาะได้

 

แต่เพราะหากล้มเหลวขึ้นมา ชีวิตของผู้ทำยาและผู้ใช้ยาก็จะตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นยาตัวนั้นจึงถูกเก็บเอาไว้ภายในความมืดมิดเพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ถึงมัน

 

 

 

 

และสถานที่จัดเก็บของมันก็คือ… ใช่แล้ว มหาวิทยาลัยยาแห่งจักรวรรดิ

 

 

“ฉันต้องรีบไปที่มหาวิทยาลัยแล้ว ปาลเล่ ฝากดูแลลอตเต้จังหน่อยนะ! ฉันรู้แล้วว่าตำรานั่นอยู่ที่ไหน”

 

 

เอเลนสวมเสื้อโค้ทของเธอ แล้วปาลเล่จะเข้ามาคว้าแขนของเธอเอาไว้ก่อนที่เธอจะออกจากห้องไป เมื่อถูกแรงของปาลเล่คว้าไว้เธอก็ไม่สามารถขัดขืนได้

 

 

 

“เดี๋ยวก่อนเถอะยัยจะออกไปคนเดียวทางกลางพายุวิญญาณร้ายเนี่ยนะ! อยากจะตายนักหรือไง~”

 

 

“แต่วิธีเดียวที่จะช่วยลอตเต้จังได้ก็คือศาสตร์ต้องห้ามนั่นนะ!”

 

 

“ไอ้ของแบบนั้นมันอยู่ที่นี่ต่างหาก”

 

 

ปาลเล่เดินออกจากห้องไปพร้อมกับตบมือราวกับจำอะไรขึ้นมาได้ หลังจากได้ยินเสียงระเบิดมาเป็นระยะๆ จากห้องใต้ดินของตระกูลเดอ เมดิซิส ปาลเล่ก็กลับมาพร้อมกับสมุดปกหนังสีดำที่ถูกผนึกเอาไว้ โดยมีเหล่าข้ารับใช้จำนวนมากกำลังไล่ตามเขามาอยู่

 

 

 

“ท่านปาลเล่ ท่านไม่ควรทำเช่นนั้นนะครับ!”

 

“กรุณาคืนตำราของคุณท่านกลับไปที่ห้องสมุดต้องห้ามด้วยค่ะ ไม่งั้นฉันต้องถูกคุณท่านดุเอาแน่”

 

“เสียงดังหนวกหูจริง!”

 

 

ปาลเล่ผลักพวกข้ารับใช้ออกจากห้องไป ก่อนจะล็อกประตูแล้วเอาตำราให้กับเอเลน

 

 

“นี่ไงเอเลโอนอร์ ตำราต้องห้ามที่ว่า!”

 

“อย่าบอกนะว่าเมื่อกี้นายระเบิดประตูแล้วเข้าไปปล้นเอาสมุดต้องห้ามของท่านอาจารย์น่ะ?”

 

 

เอเลนนึกไม่ถึงเลยว่าตำราต้องห้ามนั่นจะอยู่ที่ตระกูลเดอ เมดิซิส แต่ถ้าบรูโนรู้เรื่องนี้เขา เธอและปาลเล่ก็คงต้องรับโทษแต่โดยดี

 

“มันจะมีสูตรทำบัทเทร่าหรือเปล่านะ”

 

เอเลนทำลายผนึกด้วยศาสตร์แห่งเทพ ก่อนจะถามปาลเล่ที่เป็นคนนำตำราเล่มนี้มา

 

“มันคืออะไรน่ะ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย…..หรือมันจะเกี่ยวข้องกับน้ำอมฤตสีเลือดนั่น??”

 

 

ปาลเล่เห็นชื่อของบัทเทร่าอยู่ในลิสภายในตำราต้องห้าม

 

แต่พอเป็นไปหน้าที่มันบอกไว้ ก็กลับว่างเปล่า

 

 

“ทำไมมันถึงมีแต่กระดาษเปล่ากันล่ะ ไม่เห็นจะมีอะไรเขียนเอาไว้เลย”

 

“มันต้องอ่านแบบนี้ต่างหาก”

 

 

เอเลนสร้างน้ำแข็งขึ้นมาด้วยคทาของเธอ ก่อนจะค่อยๆชี้คทาไล่ไปตามหน้ากระดาษ จากนั้นตัวอักษรปรากฏขึ้นบนส่วนที่สัมผัสโดยน้ำแข็ง

 

 

“มันจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อถูกสัมผัสด้วยน้ำแข็งที่เกิดจากศาสตร์แห่งเทพ หรือไม่ก็ต้องใช้ไฟ…แต่ว่าไม่จะกรณีไหนหากผู้อ่านเป็นคนที่ไม่มีความสามารถในการใช้ศาสตร์แห่งเทพพอ มันก็จะไม่สามารถอ่านได้และตำราก็จะถูกทำลายไป”

 

 

“เป็นไปตามคาดสำหรับตำราต้องห้ามที่สามารถสังเคราะห์น้ำอมฤตขึ้นมาได้ มันไม่ใช่ของสำหรับพวกที่ไร้ความสามารถจริงๆ”

 

 

ปาลเล่กอดอกเหมือนกับประทับใจในกลไกของมัน

 

โดยยาที่สร้างขึ้นมาจากศาสตร์แห่งเทพได้นั้นจะอยู่หลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น ยาระดับสูง ยาชั้นยอด ยาวิเศษ ยาอิลิกเซอร์ ยาอายุวัฒนะ ยาเทพศักดิ์สิทธิ์

 

และด้วยความสามารถของเอเลนอย่างเดียว เธอสามารถสังเคราะห์ได้ถึงระดับยาวิเศษ

 

แต่ถ้าหากเป็นแพทย์โอสถที่มีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพโอสถ พวกเขาก็จะสามารถทำยาในระดับที่สูงมากกว่านั้นได้

 

ยาอายุวัฒนะที่ถูกเรียกกันว่าบัทเทร่านั้นได้รับการกล่าวขานว่ามีผลในการชุบชีวิตมนุษย์ที่ถูกความตายช่วงชิงไปกลับมาได้ แต่บรูโนก็เป็นคนบอกเองว่า “ตอนนี้เจ้าไม่สามารถสังเคราะห์มันขึ้นมาได้หรอก” เอเลนที่เข้าใจในความหมายนั้น ก็อ่านมันด้วยความเศร้าหมอง

 

“เงื่อนไขในการสร้างมันขึ้นมาก็คือต้องเป็นแพทย์โอสถหญิงวัยสาว ที่มีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพโอสถ”

 

 

บนโลกนี้ก็ยังมีเพียงแค่แพทย์โอสถหญิงสองคนเท่านั้นที่มีเทพโอสถเป็นเทพผู้พิทักษ์ โดยฟรองซัวส์ที่เป็นแพทย์โอสถหลวงของจักรวรรดิแซงต์เฟลิฟก็เป็นหนึ่งในนั้นแต่เธอไม่ได้อยู่ในช่วงวัยรุ่นอีกแล้ว

 

 

“ไม่มีแพทย์โอสถแบบนั้นในจักรวรรดิจริงสินะ…”

 

“แต่ฉันมีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพโอสถนะ ส่วนเธอก็เป็นแพทย์โอสถสาวด้วย ถ้าเธอเป็นคนทำยา แล้วให้ฉันทำหน้าที่ในส่วนของผู้มีเทพผู้พิทักษ์เป็นเทพโอสถก็พอแล้วนี่”

 

 

ปาลเล่ชี้ไปที่ตัวเองและเธอ

 

 

“แต่เราจะสามารถบรรลุเงื่อนไขที่มันต้องการได้จริงเหรอ… “

 

 

“หรือเธอสงสัยว่าวัยของเธอมันจะเลยไปแล้วกัน”

 

“ไม่ใช่ย่ะ ชักมากไปแล้วนะนายน่ะ…แต่เอาเถอะมาลองดูกัน”

 

 

“เธออ่านมันจบหรือยังล่ะ”

 

“ก็กำลังอ่านนี่ไง”

 

 

สุดท้ายก็ไม่ได้มีการตรวจสอบเงื่อนไขอะไรกันเพิ่มเติมอีก ทีนี้ก็เหลือแค่ศึกษาข้อมูลก่อนเริ่มทำจริง

 

ปาลเล่ได้ใช้น้ำแข็งไล่ตรวจสอบข้อมูลไปจนถึงบรรทัดสุดท้ายของตำราต้องห้ามอีกครั้ง

 

และเขาก็พบตัวอีกษรสีแดงโผล่ออกมา

 

 

หากการปรุงน้ำอมฤตล้มเหลวมันจะส่งผลให้ผู้ปรุงยาต้องตายด้วยคำสาป และแม้ว่าจะสำเร็จ ชีวิตที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งของผู้ปรุงก็จะต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการปรุงยา

 

และห้ามมิให้ผู้ที่ไร้ซึ่งคุณสมบัติทำการปรุงยาตัวนี้โดยเด็ดขาด

 

 

นั่นคือคำอธิบายภายในนั้น

 

—-

Note 1 : ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ช่วยหารค่าไฟ สามารถช่วยค่าไฟคนแปลได้ที่ กสิกร 2092612913 หรือ QR Code 

 

 

Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก

Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลก

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง Parallel World Pharmacy – ร้านขายยาต่างโลกายในช่องว่างแห่งมิติไร้ซึ่งที่สิ้นสุด ที่ซึ่งเหล่าผู้เคยต่อสู้ฝ่าฟันกับชีวิตของตนดำรงอยู่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้เลยว่าที่นี่คือแห่งหนใด พื้นที่กว้างใหญ่เป็นอนันต์เปรียบเสมือนดั่งสุสาน มีผู้พิทักษ์ไร้นามคอยปกป้องอยู่ เหล่าผู้ล่วงลับต่างหลับใหลอยู่ภายใต้หลุมฝังศพของตนเป็นนิรันดร์ วันหนึ่งผู้พิทักษ์สุสานได้เลือกคน คนหนึ่งซึ่งหลับใหลอยู่ภายใต้หลุมฝังศพของคนผู้นั้นขึ้นมา ผู้พิทักษ์ตนนั้นได้ดึงเอาความทรงจำของร่างดังกล่าวออกมาจากสุสานก่อนจะโยนมันเข้าไปในห้วงอวกาศ มันได้ล่องลอยไปในจักรวาลอันห่างไกลและท้ายที่สุดมันก็ถึงยังจุดหมาย บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งภายในร่างของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตจากฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset