ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 35 : มุ่งสู่น้ำพุดวงดาวปฐพี!

สิงโตโลหิตดำเป็นสิ่งมีชีวิตที่จู่โจมอย่างรวดเร็วด้วยความรุนแรงกว่าห้าร้อยกิโลกรัม ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้นเก้าโดยปกติจะมิอาจประมือกับมันได้เลย สัตว์อสูรอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นหลักในการต่อสู้ซึ่งสิ่งที่มนุษย์มิสามารถทำได้ เซี่ยงเส้าหยุนจ้องไปที่สิงโตโลหิตดำ เขาเพ่งสมาธิจนถึงขีดสุดและไม่ขยับร่างกายแม้แต่น้อย

เซี่ยงเส้าหยุนมองดูสิงโตกระโจนมาตรงหน้า ปากที่เปื้อนเลือดของมันอ้าปากกว้าง และเล็งไปที่หัวของเขา คนทั่วไปจะต้องกลัวจนตัวสั่นเมื่อตกในสถานการณ์เช่นนี้  ในช่วงเวลาที่อันตรายนั้น เขายกแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บขึ้น ชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งของสิงโตซึ่งกำลังเตรียมจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง เขาเริ่มสะสมพลังผ่านเส้นลมปราณไปยังแขน

ดัชนีทลายดวงดาว

ชิ้ง!

แสงจากการโจมตีรุนแรงกว่าที่เซี่ยงเส้าหยุนเคยทำก่อนนี้หน้าหลายเท่า พลังงานอันเกรี้ยวกราดระเบิดออกมาอย่างรุนแรง แสงนั้นพุ่งไปยังปากของสิงโต

“โฮก!”

สิงโตโลหิตดำคำรามออกด้วยคามเจ็บปวดในทันที ร่างของมันพุ่งตรงเข้าใส่ด้านหลังของเซี่ยงเส้าหยุน เขากัดฟันทนความเจ็บปวดที่แล่นผ่านทั่วทั้งร่างกายและหลบไปด้านข้าง

เมื่อตะปบเซี่ยงเส้าหยุนพลาด สิงโตโลหิตดำพุ่งลงด้านข้างอย่างแรง ร่างของมันสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดและอาเจียนออกมาเป็นเลือด ด้วยอวัยวะภายถูกทำลายโดยการโจมตีเซี่ยงเส้าหยุน

“ตาย!” ด้วยแบกกระบี่ตัดหินผาขึ้น เซี่ยงเส้าหยุนใช้พลังงานทั้งหมดฟันเข้าที่หัวขอบสิงโตโลหิตดำ ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวส่งผลให้หัวสิงโตโลหิตดำขาดทันที เลือดเริ่มพุ่งออกจากแผลที่ปิดไว้ก่อนหน้า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“ค่ำคืนนี้ เราจะกินเนื้อสิงโตย่างเพื่อบำรุงเลือดกัน!” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะคำเบา สิงโตโลหิตดำมีเลือดปราณเข้มข้นที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรขนาดเล็ก เป็นอาหารเสริมที่สมบุรณ์แบบสำหรับเขาในตอนนี้ หลังจากทำความสะอาดร่างของสิงโตอย่างรวดเร็ว เขาก่อไฟขึ้นและเริ่มย่างมันอย่างเชื่องช้า

กลิ่นหอมลอยฟุ้งในอากาศ ทำให้เจ้าเสือน้อยน้ำลายไหลอย่างท่วมท้นในขณะที่รอคอยอาหารแสนอร่อย เนื้อสิงโตสุกอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเองเจ้าเสือน้อยซึ่งเฝ้ารอคอยได้พุ่งเข้ากัดอาหารคำโต

“เมี๊ยว!”

เนื้อที่เพิ่งสุกนั้นยังร้อนอยู่จากการย่าง ทำให้เจ้าเสือน้อยร้องออกด้วยความเจ็บ เซี่ยงเส้าหยุนขบขันกับเหตุการณ์ตรงหน้า “ฮ่า ฮ่า นี่เป็นบทเรียนต่อความตะกละของเจ้า!”

หลังจากหัวเราะเขาคิดสักครู่ก่อนจะกล่าว “ในยามนี้ นับตั้งแต่เจ้าติดตามข้า ยังไร้นามอยู่นี่นะ มีขนส่วนใหญ่เป็นสีขาว และมีสายเลือดของเสือขาว! ข้าจะเรียกเจ้าว่า เสี่ยวไป่! เช่นเดียวกันกับพี่ใหญ่ดำ เจ้าจะเป็นคู่หูดำขาวไม่มีผู้ใดหยุดยั้ง! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

เจ้าเสือน้อยร้องออกเพื่อทักท้วงด้วยความไม่ยินดีเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปกินอีกครั้ง ในทำนองเดียวกันเซี่ยงเส้าหยุนได้เริ่มกินอาหารอย่างหิวโหย หลังยัดเนื้อหนักร่วมห้ากิโลกรัมลงกระเพาะ เขาเริ่มรู้สึกราวกับมีไฟไหม้ภายในกระเพาะ คลื่นแห่งความมีชีวิตชีวาท่วมท้นออกจากร่างกาย ทำให้แก่นแท้ของแข็งแกร่งขึ้น

หลังจากเซี่ยงเส้าหยุนกินจนอิ่ม เขาเริ่มทำสมาธิอีกครั้ง จดจ่อกับการรักษาอาการบาดเจ็บ เขาทำเช่นนั้นจนผ่านไปถึงสองวัน สัตว์อสูรตัวเล็กจำนวนมากผ่านมาและผ่านไป โชคไม่ดีนักสำหรับพวกมันส่วนใหญ่ เพราะพวกมันถูกจับโดยเซี่ยงเส้าหยุนและถูกนำไปเป็นอาหารของทั้งเขาและเสี่ยวไป่

ในตอนนี้ เซี่ยงเส้าหยุนฟื้นฟูร่างกายได้ถึงแปดในสิบ และเริ่มวางแผนในการผจญภัยอีกครั้ง เสี่ยวไป่ปีนขึ้นไปบนไหล่ ทั้งสองได้เริ่มเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าไปที่ภูเขาใกล้เคียง ที่ตีนภูเขา พวกเขาได้พบเจอป้ายที่เขียนว่า ‘ภูเขาถัว’

ในตอนแรกเซี่ยงเส้าหยุนไม่ได้สนใจและเดินผ่านไปเรื่อยตามเส้นทาง ทว่าเมื่อก้าวไปเพียงสองก้าวหลังจากข้ามแผ่นป้ายมา สายตาของเขาก็ได้สังเกตเห็นและหัวเราะขึ้น “ภูเขาถัว? เช่นนั้นเราก็มาถูกทางน้ำพุดวงดาวปฐพีอยู่ใกล้เคียงที่นี่!”

ครั้งหนึ่งเซี่ยงเส้าหยุนจำได้ว่า ภูเขาถัวนั้นอยู่ระหว่างทางไปน้ำพุดวงดาวปฐพี อารมณ์ของเขาสดใสขึ้น ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาในหุบเขาร้อยอสูร เขาต้องเผชิญกับภัยอันตรายนานับพัน ดังนั้นเขาหวังจะเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ หากสามารถเข้าถึงน้ำพุดวงดาวปฐพีได้ ก็จะสามารถเพิ่มพูนการฝึกฝนและเพิ่มความสามารถในการปกป้องตนเองได้อย่างมหาศาล

“เราสงสัยว่าศิษย์พี่โม่ปูหุยและเหม่ยเหลียนฮวาจะมาถึงน้ำพุดวงดาวปฐพีหรือยัง?” เซี่ยงเส้าหยุนครุ่นคิดกับตนเองก่อนจะก้าวเข้าไปในภูเขาถัว ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ทั้งสองจากไปอย่างไร้ความซื่อสัตย์ เซี่ยงเส้าหยุนได้รู้สึกบาดหมางในใจต่อทั้งสอง นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น เขาจะไม่รู้สึกผิดหากรับเอาน้ำพุดวงดาวปฐพีไป

ด้วยนึกถึงภาพแผนที่ซึ่งโม่ปูหุยเผยกับกลุ่มของตนก่อนหน้า เขาเริ่มเดินตามเส้นทางที่กำหนด และหลีกเลี่ยงสัตว์อสูรขนาดใหญ่ในบริเวณนั้น แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขาก็มักจะเจอปีศาจชั้นต่ำและกลางอยู่ดี หากไม่ใช่เพราะการพัฒนาความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วพร้อมกับก้าวราชันเก้าปรโลก เขาคงกลายเป็นอาหารแก่ปีศาจระดับกลางไปนานแล้ว

เช่นเดียวกับที่เซี่ยงเส้าหยุนออกเดินทางถึงสามวัน ก่อนที่จะถึงรอบนอกของเทือกเขาร้อยอสูร

ในระหว่างนี้ เซี่ยงเส้าหยุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ค่อนข้างน้อย ต้องขอบใจเสี่ยวไป่อย่างมาก ด้วยจมูกของมันแม้จะเป็นยาเก่าที่ซ่อนอย่างดีก็มิอาจรอดพ้นจากเงื้อมมือเขาได้ เจ้าเสือน้อยช่างพิเศษนัก ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา มันได้แต่กินเนื้อย่างตลอดเวลา พร้อมยาเก่าสองถึงสามชนิด แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเติบโตแม้แต่น้อย

ด้วยสังเกตว่าสิ่งมีชีวิตที่เติบโตแม้อายุยังน้อยเป็นเรื่องง่าย หากมันกินมากเพียงพอจะเติบใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว แต่กับเจ้าเสือน้อยนั้นแม้จะกินไปมากเพียงใดก็ตาม ทำให้เซี่ยงเส้าหยุนรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เขาหวังว่ามันจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เขาขี่และช่วยเหลือสิ่งต่าง ๆ

“ตามแผนที่ หากข้ามภูเขาอีกสองลูก เราคงจะเข้าใกล้ไม่มากก็น้อย ควรไปให้ถึงในอีกหนึ่งวันครึ่ง” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวคำเบากับตนเองก่อนจะนั่งพัก

เซี่ยงเส้าหยุนได้รวมรากฐานของระดับพื้นฐานขั้นแปดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากนี้เขายังสามารถปลดปล่อยพลังออกไปได้ถึงหนึ่งเมตร ทำให้สามารถท้าทายกับคู่ต่อสู้ระดับดวงดาวขั้นแรกได้

นั่นหมายถึงหากพบเจอปีศาจชั้นกลางระดับหนึ่ง เขาจะสามารถต่อกรกับมันได้ เช่นนั้นเขายังจะสามารถฝึกฝนวิชาดาบขั้นสองที่อยู่ในกระเป๋าของศพชายก่อนหน้าได้ ‘วิชาดาบหมาป่าสีทอง’

วิชาดาบหมาป่าสีทองเป็นวิชาดาบระดับสอง เมื่อฝึกฝนจนสมบูรณ์จะสามารถควบแน่นพลังเพื่อปลดปล่อยวิญญาณหมาป่าสีทองออกไปโจมตีได้ พลังทำลายล้างนั้นเหนือคนานับ

ในทางที่ดีเขาจะต้องบรรลุระดับดวงดาวเสียก่อน เพื่อปลดปล่อยพลังของวิชาระดับสองได้อย่างเต็มที่ ทว่านับตั้งแต่เซี่ยงเส้าหยุนปลดปล่อยพลังดวงดาวออกจากร่างได้ เขาสามารถใช้วิชาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หลังฝึกฝนราวสามวัน เขาบรรลุเพียงเล็กน้อยกับวิชานี้ และสามารถใช้พลังงานดวงดาวเพื่อเสริมพลังการโจมตีได้

ในขณะที่ออกเดินทางอีกครั่ง เขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

“ไม่นะ! ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”

“เหอะ เหอะ เชิญร้องให้คอแตกเลย! ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าหรอก!”

เซี่ยงเส้าหยุนหายใจเชื่องช้าและเริ่มสำรวจเส้นทาง แน่นอนว่าเขาพบกับเหม่ยเหลียนฮวาถูกชายหลายคนตรึงเอาไว้ด้วยแสงแวววาวในดวงตา โดยปราศจากความลังเล เซี่ยงเส้าหยุนลอบเข้าไปด้านหลังคนเหล่านั้น เผยความดุร้ายในแววตา ในขณะที่เข้าใกล้กลุ่มคนและปลดปล่อยพลังออก

“ตายซะ!” เขาร้องออกด้วยความโกรธเกรี้ยว และฟาดฟันดาบอย่างดุเดือด ทำให้หมาป่าสีทองคำรามขณะพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนเหล่านั้น

*เสียงหมาป่าคำราม*

ในขณะที่ชายเหล่านั้นสนุกกับการขัดขืนของเหม่ยเหลียนฮวา การโจมตีของเซี่ยงเส้าหยุนทำให้สองคนถึงแก่ความตายทันที

“ผู้ใดทำเช่นนี้กัน?” กลุ่มชายมองไปรอบข้างอย่างโกรธเกรี้ยว

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset