ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 77 : พวกเจ้าทั้งหมดสามารถเข้ามาพร้อมกันเลย

สิบอันดับศิษย์ชั้นในนั้น ทั้งหมดล้วนอยู่ในช่วงท้ายของระดับดวงดาว และเป็นรากฐานรุ่นต่อไปของตำหนัก เยี่ยเทียนหลงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และหยิ่งผยอง ซึ่งเห็นได้ชัดด้วยท่าทีขณะที่เขาควบสัตว์ขี่ไปด้านหน้า

เหล่าศิษย์ชั้นนอกไม่ยินดีต่อสิ่งนี้ แต่พวกเขาไม่กล้าแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา ที่นี่ มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์มีเสียง ผู้ที่ไม่แข็งแกร่งจึงต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อมิให้ผู้แข็งแกร่งกลั่นแกล้ง

การปรากฏตัวของเยี่ยเทียนหลงทำให้บรรยากาศโดยรอบมีชีวิตชีวาขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน อู่หมิงกวง และอู่หมิงเหลียงแห่งตระกูลอู่ก็ได้มาถึง นำทีมโดยบุตรลำดับที่ห้า อู่หมิงหยาง

เมื่อก่อน อู่หมิงหยางเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเทียบเท่าหลี่เถียนปา แต่ในตอนนี้เขาแข็งแกร่งกว่าหลี่เถียนปา ด้วยสามารถบรรลุระดับดวงดาวขั้นเจ็ดได้

“พี่ห้า เยี่ยเทียนหลงกลับมาแล้ว” อู่หมิงกวงกล่าวหลังจากมองไปยังตำแหน่งของเยี่ยเทียนหลง

“แน่นอน ดูเหมือนทุกคนจะเตรียมพร้อมสำหรับการประลองประจำเมืองในอีกครึ่งปีกันแล้ว” อู่หมิงหยางกล่าว และเสริม “ข้าต้องใช้เวลานานจึงจะมาถึงจุดนี้ เพราะอย่างนั้นข้าไม่สนใจสิ่งใดอีก”

“ใช่ ข้าเชื่อมั่นว่าพี่ห้าจะต้องทำให้โลกต้องประหลาดใจต่อความสำเร็จอันยอดเยี่ยมนี้ และหากท่านได้รับโอกาสเป็นผู้ฝึกยุทธ์แห่งนครขอบนภา อนาคตของท่านจะต้องรุ่งเรืองเป็นแน่” อู่หมิงเหลียงกล่าว

“เจ้าทั้งสองเองก็มีพรสวรรค์อันดีเยี่ยม หยุดสนใจสิ่งไม่จำเป็น และมุ่งเน้นการฝึกยุทธ์เสีย” อู่หมิงหยางแนะนำ

ท้ายที่สุด เมื่อหลี่เถียนปามาถึง เขาสวมใส่ชุดเกราะ และขี่กิ้งก่าหุ้มเพราะพร้อมถืออาวุธ ดูราวกับจะมุ่งสู่สนามรบ

ด้วยมีหลี่หงเอ๋อยืนข้างกาย สวมอาภรณ์สีแดงสว่างสดใส แต่ดูเหมือนนางยังคงทำสีหน้าเย่อหยิ่งตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกรำคาญ

ฝูงชนต่างหลีกทางให้ แต่หลี่เถียนปากลับเลือกที่จะกระโจนไปบนลานประลองแทนที่จะเดินผ่าน เขาอยู่ห่างราวสิบเมตรจากลานประลอง ดังนั้น การทะยานไปจนถึงลานประลองดูจะดึงดูดเสียงเชียร์ได้มากมาย

โดยไม่คำนึงถึงตัวตนของหลี่เถียนปา เขาใช้ความแข็งแกร่งเพื่อกระโดดขึ้นไป ชั่วขณะที่พุ่งลงยังลานประลอง เขาก็ได้คำรามออก “เซี่ยงเส้าหยุนอยู่ที่ใด? วันนี้ ข้า หลี่เถียนปาจะสอนบทเรียนที่เจ้าไม่มีวันลืม!”

ด้วยออร่าที่พวยพุ่งออก หลี่เถียนปาชูมือขึ้นเพื่อแสดงความแข็งแกร่งเมื่อมาถึง ทำให้ดูยิ่งใหญ่

“คุณชายผู้นี้ได้มาถึงแล้ว ข้าขอรับชมว่าเจ้าจะทำได้เพียงใด” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก

เมื่อฝูงชนจ้องมองไปที่จุดนั้น เซี่ยงเส้าหยุนเดินเล่นไปมาบนลานประลอง เขาง่วนอยู่กับการแกะม้วนคัมภีร์ และมีเสี่ยวไป่เกาะไปมารอบไหล่ ไม่ว่าจะมองเช่นไร เขาก็ดูไม่เหมือนกับคนที่จะมาต่อสู้บนลานประลองแม้แต่น้อย ด้วยรู้สึกว่าทั้งการประลอง และหลี่เถียนปานั้นไร้ซึ่งความน่าสนใจ

ภาพที่เห็นทำให้หลี่เถียนปาถอนหายใจ และกล่าว “เซี่ยงเส้ายุน ข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข้า และขอความเมตตา”

“เหอะ เจ้าทำไม่ได้หรอก” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าว และยิ้มขณะกินไปด้วย ซึ่งเป็นภาพที่ดูขบขัน

ตอนนั้นเอง ลู่เสี่ยวฉิงพุ่งไปยังตำแหน่งของเซี่ยงเส้าหยุน และกล่าว “เส้าหยุน มีบางสิ่งติดที่ปากแหนะ ให้ข้าเช็ดให้เจ้านะ” เขาเป็นใครกัน? ภาพตรงหน้าสร้างความริษยาแก่ศิษย์ทุกผู้

เมื่อมองดูทั้งสองนั้นราวกับดอกไม้บนกองขี้ควายก็ไม่ปาน แน่นอน ด้วยความหึงหวงนั้น และความจริงแล้ว เด็กสาวมากมายต่างคิดว่าลู่เสี่ยวฉิงนั้นไม่คู่ควรกับเซี่ยงเส้าหยุนแม้แต่น้อย

เซี่ยงเส้าหยุนผลักลู่เสี่ยวฉิงโดยพลัน ด้วยปฏิกิริยาตอบโต้ เขายิ้มและกล่าว “ไม่ต้อง ที่นี่มีคนมากมาย ข้าอายนะ”

เขาไม่รอช้า พุ่งตัวไปยังลานประลองทันที เมื่อมาถึง เซี่ยงเส้าหยุนจ้องมองไปที่หลี่เถียนปา และกล่าว “ยังไงเสีย ข้าก็มิได้รังเกียจหากน้องสาวของเจ้าจะร่วมสู้ด้วย ข้าเป็นกังวลว่าเจ้าจะอยู่ได้ไม่นานนักมากกว่า”

“เหอะ เหอะ ให้ข้าได้ชมเถิด เจ้าคงไม่ได้มีดีแค่ปากหรอกใช่ไหม!” หลี่เถียนปาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะก้าวไปด้านหน้าเซี่ยงเส้าหยุน เขาไม่ได้เปิดการโจมตีก่อน เพื่อให้เซี่ยงเส้าหยุนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเรื่องความห่างชั้นระหว่างเขา

ด้วยหลี่เถียนปานั้นมีรูปร้างสูงใหญ่ และบึกบึน เมื่อเขาเบิดตาขึ้น และมองไปที่ผู้ใด จะเกิดความกดดันต่อผู้ที่ถูกจ้องมอง โชคร้าย แรงกดดันนั้นไม่มีผลต่อเซี่ยงเส้าหยุนแม้แต่น้อย เพราะเขาเคยเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับราชามาก่อน

ขณะหลี่เถียนปาเข้าหาเซี่ยงเส้าหยุนนั้น เซี่ยงเส้าหยุนได้ตะโกนออก “ไปให้พ้น!”

เสียงนั้นดังราวกัยฟ้าผ่า หลี่เถียนปาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลกดเขาไว้ ราวกับเซี่ยงเส้าหยุนเป็นผู้มีอำนาจมหาศาล ส่งผลให้หัวใจของเขาเต้นระรัว และถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ

เซี่ยงเส้าหยุนหยุดการเผยตัวของตนเอง กลับไปสู่ตัวตนอันสง่างาม และกว่าว “เด็กดี”

“อะ ไอ้เวรนี่!” หลี่เถียนปาคำรามด้วยความโกรธจากความอับอาย และกระแทกฝ่ามือไปที่เซี่ยงเส้าหยุน

ฝ่ามือโลหิตพิษ

ฝ่ามือของหลี่เถียนปาส่องแสงสีเลือด ขณะพลังจากฝ่ามือพุ่งเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุน ตอนที่หลี่เถียนปาโจมตีนั้น เขาหมายจะสังหารเซี่ยงเส้าหยุน การโจมตีนั้นทั้งรุนแรง และว่องไว ด้วยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นห้านั้นยากจะป้องกันการโจมตีนี้ได้ ทุกคนต่างหยุดหายใจ และจ้องไปที่เซี่ยงเส้าหยุน

แทนที่จะเผชิญหน้ากับการโจมตีนั้น เซี่ยงเส้าหยุนกลับหลบ และตะโกน “ช้าก่อน ข้ามีบางสิ่งจะกล่าว

“เจ้าจะกล่าวอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายเล่า?” หลี่เถียนปาตะโกน และยังคงโกรธอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เซี่ยงเส้าหยุนจ้องมองไปยังอู่หมิงเหลียง และอู่หมิงกวง เขากล่าว “พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลยเถอะ มิเช่นนั้น คงจะน่าเบื่อแย่”

“อะไรนะ!” ทุนคนในลานประลองต่างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน หลี่เถียนปาเพียงคนเดียวกูดูน่าหวาดหวั่นแล้ว แต่เซี่ยงเส้าหยุนกลับท้าทายผู้อื่นในเวลาเดียวกันหรือ? นี่เซี่ยงเส้าหยุนช่างหน้าด้านเสียจริง!

“เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการท้าทายพวกเรา?” อู่หมิงกวงถาม

“เหอะ เหอะ เจ้ากลัวที่จะขึ้นมาหรือไร?” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะ

“ก็ได้ หากเจ้าอยากตายนักละก็ ข้าจะอนุเคราะห์ให้” อู่หมิงกวงกล่าว

ขณะก้าวขึ้นไปยังลานประลอง อู่หมิงหยางตบไหล่ และกล่าวว่า “ระวัง เจ้าเด็กนี่มิได้เอาชนะได้ง่ายดายอย่างที่เห็น”

“มิต้องกังวลไป พี่ห้า ศิษย์พี่หลี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย เข้ามิสามารถทำสิ่งใดได้แน่นอน” อู่หมิงกวงกล่าวก่อนจะกระโดดไปบนลานประลอง

“นั่นยังไม่เพียงพอ อู่หมิงเหลียง ก็ร่วมด้วยเถิด ข้านึกว่าเจ้าต้องการจัดการข้ามาตลอด ใช่ไหม? ข้าจะมอบโอกาสให้ เข้ามาสิ หากพวกเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้จริง ข้าคงตายตาหลับ” เซี่ยงเส้าหยุนเพิ่มความท้าทายขึ้นไปอีก

“สามหาว!” อู่หมิงเหลียงด่าทอ และกระโดดขึ้นไปบนลานประลองเช่นกัน

“เจ้าจะให้ข้าร่วมด้วยไหม?” หลี่หงเอ๋อกล่าวอย่างไม่รีรอ

“เข้ามาสิ พวกเจ้าทั้งสี่ก็สามารถเข้าร่วมด้วยได้ โปรดอย่าทำให้ข้าผิดหวังเลย” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวขณะแสดงท่าทีต่อคนทั้งสี่ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าเซี่ยงเส้าหยุนน่าฟั่นเฟือนไปแล้ว

หนึ่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นหกคน ระดับดวงดาวขั้นสามสองคน และระดับดวงดาวขั้นแรกอีกหนึ่งคน การรวมตัวกันครั้งนี้ เพียงเพื่อสังหารผู้ที่มีระดับดวงดาวขั้นหกเพียงหนึ่งคน นี่เซี่ยงเส้าหยุนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับดวงดาวขั้นหกงั้นหรือ? ช่างน่าเหลือเชื่อ

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset